
หนึ่งในประเด็นการเมืองที่กำลังถูกจับตามากที่สุดในขณะนี้ คงหนีไม่พ้น กรณี “ฮั้วเลือก สว.” หลังมีข้อกล่าวหาว่าอาจมีการจัดตั้งผู้สมัคร จัดทำโพยลงคะแนน และประสานการเลือกเป็นกลุ่มในกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2567
ข้อกล่าวหานี้ทำให้คำถามเรื่อง “ที่มา” ของวุฒิสภากลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เนื่องจาก สว. ชุดปัจจุบันจำนวน 200 คนไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่ผ่านระบบที่เปิดให้ผู้สมัครจาก 20 กลุ่มอาชีพและกลุ่มสังคมเลือกกันเองเป็นลำดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ
แม้ไม่ได้รับเลือกโดยตรงจากประชาชน แต่ สว. มีอำนาจสำคัญในโครงสร้างการเมืองไทย ทั้งการพิจารณาและกลั่นกรองกฎหมาย การให้ความเห็นชอบบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงการเป็นหนึ่งในเสียงชี้ขาดเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นอกเหนือจากข้อถกเถียงเรื่องที่มาและความชอบธรรมทางการเมืองแล้ว วุฒิสภายังมีต้นทุนที่มาจากภาษีประชาชน โดย สว. ทั่วไปได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มรวมเดือนละ 113,560 บาท ขณะที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับงบประมาณประจำปี 2569 รวม 2,275.81 ล้านบาท
การทำความเข้าใจว่า สว. มาจากกระบวนการใด ได้รับค่าตอบแทนเท่าไร ใช้งบประมาณไปกับอะไร และมีอำนาจครอบคลุมเพียงใด จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการประเมินบทบาท ความคุ้มค่า และความรับผิดชอบต่อสาธารณะของสถาบันการเมืองแห่งนี้
รายได้ประจำของ สว. ประกอบด้วย “เงินประจำตำแหน่ง” และ “เงินเพิ่ม” โดยอัตราแตกต่างกันตามตำแหน่ง ดังนี้
ตำแหน่ง | เงินประจำตำแหน่ง | เงินเพิ่ม | รวมต่อเดือน | รวมต่อปี |
ประธานวุฒิสภา | 74,420 บาท | 45,500 บาท | 119,920 บาท | 1,439,040 บาท |
รองประธานวุฒิสภา | 73,240 บาท | 42,500 บาท | 115,740 บาท | 1,388,880 บาท |
สมาชิกวุฒิสภา | 71,230 บาท | 42,330 บาท | 113,560 บาท | 1,362,720 บาท |
ตัวเลขดังกล่าวเป็นอัตราตามบัญชีค่าตอบแทนของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งใช้กับ สว. ชุดปัจจุบันด้วย
นอกเหนือจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งแล้ว สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แต่ละคนยังสามารถแต่งตั้งบุคลากรช่วยปฏิบัติงานได้อีก 8 คน คิดเป็นค่าใช้จ่ายรวม 129,000 บาทต่อเดือน แบ่งเป็น
กรณีเดินทางไปต่างประเทศ สว. มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายตามประเภทและอัตราที่กำหนด ได้แก่
สำหรับการเดินทางภายในประเทศ สามารถเบิกเบี้ยเลี้ยงได้ 270 บาทต่อวันต่อคน ส่วนค่าที่พักแบ่งเป็นการพักคนเดียวไม่เกิน 2,500 บาทต่อวัน พักคู่ไม่เกินคนละ 1,400 บาทต่อวัน โดยเบิกตามจริง หรือเลือกเบิกแบบเหมาจ่ายคนละ 1,200 บาทต่อวัน
นอกจากนี้ ค่าเดินทางไปและกลับจากการประชุมรัฐสภายังสามารถเบิกได้ตามระยะทางจริง
สิทธิรักษาพยาบาลของ สว. ครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลายประเภท โดยกรณีผู้ป่วยในมีเพดานการเบิก ดังนี้
ส่วนการคลอดบุตร สามารถเบิกได้ 20,000 บาทสำหรับการคลอดตามธรรมชาติ และ 40,000 บาทสำหรับการผ่าตัดคลอด
กรณีผู้ป่วยนอก สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลทั่วไปได้ไม่เกิน 90,000 บาทต่อปี ค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุฉุกเฉิน 20,000 บาทต่อครั้ง และค่าตรวจสุขภาพประจำปี 7,000 บาทต่อปี
สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการยังมีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมเพิ่มเติม โดยประธานกรรมาธิการได้รับครั้งละ 1,500 บาท ผู้เข้าร่วมประชุมกรรมาธิการได้รับครั้งละ 1,200 บาท และผู้เข้าร่วมประชุมอนุกรรมาธิการได้รับครั้งละ 800 บาท
แม้ สว. จะไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จหรือบำนาญเช่นเดียวกับข้าราชการ แต่เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้ว ยังอาจได้รับความช่วยเหลือจาก “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันและช่วยเหลือผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภา
ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2558 กองทุนสามารถให้ความช่วยเหลือได้ในหลายกรณี ได้แก่
ในปีงบประมาณ 2569 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับจัดสรรงบประมาณรวม 2,275.81 ล้านบาท โดยรายการขนาดใหญ่ที่สุดคือแผนงานบุคลากรภาครัฐ 1,421.34 ล้านบาท รองลงมาคือแผนงานพื้นฐานด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 548.37 ล้านบาท แผนงานยุทธศาสตร์สนับสนุนการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ 277.32 ล้านบาท และแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 28.79 ล้านบาท
รายงานสถานะ ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ระบุว่า มีการเบิกจ่ายแล้ว 1,077.48 ล้านบาท และก่อหนี้ผูกพันอีกประมาณ 33.79 ล้านบาท ทำให้ยอดการใช้จ่ายเมื่อรวมภาระผูกพันอยู่ที่ 1,111.27 ล้านบาท หรือ 48.83% ของงบที่ได้รับจัดสรร
อย่างไรก็ตาม งบประมาณ 2,275.81 ล้านบาทไม่ใช่เงินที่จ่ายให้ สว. 200 คนทั้งหมด เพราะสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นหน่วยงานของรัฐสภาที่มีข้าราชการ พนักงาน และภารกิจสนับสนุนหลายด้าน ตั้งแต่งานประชุมและกรรมาธิการ การศึกษาร่างกฎหมาย งานวิชาการ ระบบสารสนเทศ การสื่อสารกับประชาชน ไปจนถึงการบริหารสถานที่และบุคลากร
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560 มาตรา 107 กำหนดให้วุฒิสภามีสมาชิก 200 คน มาจากการเลือกกันเองของบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือลักษณะร่วมในด้านต่าง ๆ โดยดำเนินกระบวนการในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ซึ่งการเลือกตั้งในปี 2567 มีการใช้ระบบนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือก สว. จึงไม่ใช่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไป แต่เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. ด้วยกันเอง กระบวนการมีทั้งการลงคะแนนในกลุ่มเดียวกันและการลงคะแนนให้ผู้สมัครกลุ่มอื่น โดยในบางรอบผู้สมัครสามารถลงคะแนนให้ตัวเองได้
ในระดับประเทศ ผู้สมัครจะลงคะแนนภายในกลุ่มเพื่อคัดผู้ได้คะแนนสูงสุด 40 คนเข้าสู่รอบต่อไป จากนั้นจึงแบ่งสายและลงคะแนนให้ผู้สมัครจากกลุ่มอื่น ผู้ได้คะแนนลำดับที่ 1-10 ของแต่ละกลุ่มจะได้รับเลือกเป็น สว. กลุ่มละ 10 คน รวม 20 กลุ่มเป็น 200 คน ส่วนผู้ได้คะแนนลำดับที่ 11–15 จะอยู่ในบัญชีสำรอง กลุ่มละ 5 คน รวม 100 คน
ระบบเลือกกันเองถูกออกแบบให้วุฒิสภาประกอบด้วยบุคคลจากพื้นฐานที่หลากหลายและไม่อยู่ภายใต้การแข่งขันของพรรคการเมืองโดยตรง แต่รูปแบบที่จำกัดผู้ลงคะแนนไว้เฉพาะผู้สมัครด้วยกันเองก็ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความโปร่งใส การจัดตั้งผู้สมัคร และการลงคะแนนอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นแกนกลางของข้อกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก สว. ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามีวาระคราวละ 5 ปี นับจากวันประกาศผล และห้ามผู้ที่เคยดำรงตำแหน่ง สว. ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับมาสมัครอีก จึงมีลักษณะเป็นการดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว เมื่อครบวาระแล้ว สว. ชุดเดิมยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกชุดใหม่เข้ารับหน้าที่
อำนาจหลักด้านแรกของวุฒิสภาคือการพิจารณากฎหมาย หลังจากสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแล้ว ต้องส่งให้วุฒิสภาพิจารณา โดยทั่วไปมีกรอบเวลา 60 วัน และลดเหลือ 30 วันสำหรับร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน วุฒิสภาอาจเห็นชอบ เสนอแก้ไข หรือไม่เห็นชอบได้ แต่สภาผู้แทนราษฎรยังสามารถยืนยันร่างตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด
สำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ วุฒิสภามีเวลาพิจารณา 20 วัน และไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมตัวร่างได้ ทำได้เพียงลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หากไม่ดำเนินการภายในกำหนด จะถือว่าให้ความเห็นชอบ
ด้านการตรวจสอบรัฐบาล สว. สามารถตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี ตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาเรื่องต่าง ๆ หรือสอบหาข้อเท็จจริง รวมถึงเรียกบุคคลหรือเอกสารมาให้ข้อมูลภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด หาก สว. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามเข้าชื่อกัน ยังสามารถขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อให้คณะรัฐมนตรีชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินได้ แต่ไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ สว. จึงไม่สามารถลงมติให้รัฐบาลพ้นจากตำแหน่งได้เหมือนสภาผู้แทนราษฎร
อำนาจที่มีน้ำหนักสูงอีกด้านหนึ่งคือการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระหลายแห่ง รวมถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน การตัดสินใจของ สว. จึงส่งผลต่อกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในระยะยาว แม้สมาชิกจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งวาระรับหลักการและวาระสุดท้ายต้องมีเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หากมีสมาชิกครบ 200 คน จึงต้องใช้เสียง สว. อย่างน้อย 67 คน เงื่อนไขนี้ทำให้วุฒิสภามีอำนาจยับยั้งการแก้รัฐธรรมนูญได้ในทางปฏิบัติ แม้ร่างดังกล่าวจะได้รับเสียงสนับสนุนจำนวนมากจากสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สว. ชุดปัจจุบันไม่มีสิทธิร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว อำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจชั่วคราวของ สว. ชุดแต่งตั้ง 250 คนตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ซึ่งสิ้นสุดลงแล้ว การให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีตามหลักปกติในมาตรา 159 เป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร
กล่าวโดยสรุป ตัวเลขสำคัญมีอยู่สามชุด ได้แก่ สว. ทั่วไปได้รับค่าตอบแทนประจำเดือนละ 113,560 บาท ค่าตอบแทนประจำของสมาชิกทั้งสภาคิดเป็นประมาณ 272.67 ล้านบาทต่อปี ขณะที่งบประมาณของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาปี 2569 อยู่ที่ 2,275.81 ล้านบาท ส่วนอำนาจของวุฒิสภา แม้ไม่ครอบคลุมการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังมีน้ำหนักสูงต่อการกลั่นกรองกฎหมาย การแต่งตั้งบุคคลในองค์กรสำคัญ และการกำหนดชะตาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ