
มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งกำลังจะปิดฉากลงด้วยนัดชิงชนะเลิศที่สนาม MetLife รัฐนิวเจอร์ซีย์ ในวันที่ 19 กรกฎาคมตามเวลาสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ แต่ยังเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนและภาคธุรกิจทั่วโลกจับตามอง เนื่องจากมีขนาดและมูลค่าทางธุรกิจสูงเป็นประวัติการณ์
ฟุตบอลโลกครั้งนี้จัดขึ้นใน 16 เมืองเจ้าภาพ กระจายอยู่ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก มีทีมเข้าร่วม 48 ทีม แข่งขันรวม 104 นัด ตลอด 39 วัน และดึงดูดผู้ชมเข้าสนามรวมราว 6.5 ล้านคน นับเป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมา
การขยายขนาดการแข่งขันส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างรายได้ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ซึ่งตั้งงบประมาณรายได้สำหรับรอบ 4 ปี ระหว่างปี 2023-2026 ไว้ที่ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้นจากงบเดิมที่ตั้งไว้ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และสูงกว่ารอบก่อนหน้า (2019-2022) ที่ทำได้ 7.57 พันล้านดอลลาร์ กว่า 70% โดยส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นราว 2 พันล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่มาจากรายการ Club World Cup 2025 ซึ่งไม่ได้อยู่ในงบประมาณเดิม
สำหรับรายได้เฉพาะจากฟุตบอลโลก 2026 นั้น FIFA ประเมินไว้ในรายงานประจำปี 2024 ที่ราว 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Sports Value ซึ่งวิเคราะห์จากรายงานประจำปีของ FIFA ประเมินสูงกว่าที่ราว 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 56% เมื่อเทียบกับฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ซึ่งสร้างรายได้ราว 7 พันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจของประเทศเจ้าภาพจะขยายตัวในระดับเดียวกัน ผลประโยชน์จากการแข่งขันกระจุกตัวอยู่ในบางเมืองและบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร บริการดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่เมืองเจ้าภาพหลายแห่งกลับต้องแบกรับต้นทุนจนขาดดุล และจำนวนนักท่องเที่ยวบางส่วนก็ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ก่อนการแข่งขัน
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญของฟุตบอลโลก 2026 คือรูปแบบการบริหารจัดการ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ไม่มีคณะกรรมการจัดการแข่งขันท้องถิ่น (Local Organising Committee) ในรูปแบบเดียวกับที่ผ่านมา โดย FIFA เข้าบริหารจัดการทัวร์นาเมนต์เองผ่านบริษัทลูก และประสานงานกับเมืองเจ้าภาพโดยตรงแทนการทำงานผ่านสหพันธ์ฟุตบอลของแต่ละประเทศ
สื่อธุรกิจอย่าง Fortune เปรียบโครงสร้างนี้ว่าเป็นโมเดลแฟรนไชส์ ที่เจ้าของแบรนด์เก็บรายได้ ส่วนผู้รับสิทธิ์ (เมืองเจ้าภาพ) เป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนการดำเนินงาน
โมเดลดังกล่าวทำให้รายได้หลักจากการแข่งขันไหลเข้าสู่ FIFA โดยตรง ครอบคลุมทั้งลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด การขายบัตรเข้าชม บริการระดับพรีเมียม การตลาด และผู้สนับสนุนการแข่งขัน โดยเฉพาะทัวร์นาเมนต์ 2026 FIFA ประเมินรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไว้ราว 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รายได้จากการขายบัตรเข้าชมและบริการ hospitality กว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ซึ่งเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ใช้ระบบตั้งราคาแบบ dynamic pricing) และรายได้จากการตลาดและสปอนเซอร์ราว 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตัวเลขที่สูงกว่านี้ เช่น งบรายได้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด 4.26 พันล้านดอลลาร์ เป็นงบประมาณของทั้งรอบ 4 ปี (2023-2026) ซึ่งครอบคลุมรายการอื่นของ FIFA ด้วย
อีกปัจจัยที่เพิ่มความได้เปรียบทางการเงินให้แก่ผู้จัดการแข่งขันคือสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดย FIFA ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับรายได้เชิงพาณิชย์จากประเทศเจ้าภาพในระดับที่แตกต่างกัน เม็กซิโกให้การยกเว้นภาษีระดับชาติแบบเต็มรูปแบบแก่ FIFA และบริษัทในเครือ ขณะที่สหรัฐฯ และแคนาดาให้การยกเว้นบางส่วนในระดับรัฐบาลกลาง มลรัฐ และท้องถิ่น
แม้ฟุตบอลโลก 2026 จะสร้างรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่ผลต่อเศรษฐกิจมหภาคของประเทศเจ้าภาพไม่ได้สูงตามตัวเลขรวม
Dorian Anglada นักวิเคราะห์การลงทุนของ Saxo ประเมินว่า มูลค่าที่คาดว่าจะเพิ่มเข้าสู่ GDP สหรัฐฯ ราว 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์นั้น คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 0.1% ของ GDP ทั้งปี ฟุตบอลโลกจึงไม่ใช่ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่มีนัยสำคัญสำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ
ประมาณการนี้สอดคล้องกับ Goldman Sachs ที่ประเมินว่าการแข่งขันช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP รายไตรมาส (annualized) เพียง 0.1 percentage point ในไตรมาส 2 และ 0.05 percentage point ในไตรมาส 3 ก่อนจะกลายเป็นแรงฉุดเล็กน้อยในช่วงปลายปีเมื่อการจ้างงานชั่วคราวสิ้นสุดลง
ผลประโยชน์จึงปรากฏชัดในระดับเมืองและรายอุตสาหกรรมมากกว่าในระดับประเทศ โดยเม็กซิโกถูกมองว่าเป็นผู้ได้ประโยชน์เชิงเปรียบเทียบมากที่สุดในสามประเทศเจ้าภาพ เนื่องจากเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและบริการสูงกว่า โดย Saxo ประเมินผลประโยชน์ราว 3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 0.2-0.5% ของ GDP แล้วแต่แบบจำลอง
ขณะเดียวกัน Allianz Trade ประเมินผลรวมต่อ GDP ของภูมิภาคอเมริกาเหนือในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมไว้ราว 9.1 พันล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นสหรัฐฯ 6.1 พันล้าน เม็กซิโก 1.7 พันล้าน และแคนาดา 1.3 พันล้านดอลลาร์
Bnomics ประเมินว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวและแฟนบอลที่เดินทางเข้ามาชมการแข่งขันมีมูลค่าราว 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 54% ของการใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน ขณะที่ประมาณการจากสำนักอื่นให้ตัวเลขในช่วงใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ 6.2 พันล้านดอลลาร์ตามการศึกษาของ FIFA ร่วมกับ WTO ไปจนถึงราว 8 พันล้านดอลลาร์ตามการประเมินของ Allianz Trade
ประมาณการเหล่านี้ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวและบริการเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ชัดเจนที่สุด เฉพาะธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารในสหรัฐฯ คาดว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนเพิ่มได้ราว 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลจริงระหว่างการแข่งขันยืนยันแรงกระตุ้นนี้บางส่วน โดยข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรของ Bank of America พบว่ายอดใช้จ่ายใน 16 เมืองเจ้าภาพเพิ่มขึ้น 6.3% จากปีก่อน และการใช้จ่ายของผู้มาเยือนจากต่างถิ่นเพิ่มขึ้นถึง 16.7%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ต้องพิจารณาควบคู่กับผลกระทบจากการเข้ามาแทนที่ หรือ Displacement Effect ซึ่ง Saxo ชี้ว่านักท่องเที่ยวกลุ่มปกติบางส่วนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองเจ้าภาพระหว่างการแข่งขัน เนื่องจากความหนาแน่นของผู้คนและราคาสินค้าและบริการที่พุ่งสูง (ราคาห้องพักในลอสแอนเจลิสในวันแข่งขันเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว)
รายได้จากแฟนบอลจึงเข้ามาทดแทนรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มเดิมบางส่วน ไม่ใช่เม็ดเงินใหม่ทั้งหมด และผลจริงในภาคโรงแรมก็ต่ำกว่าคาด โดยสมาคมโรงแรมและที่พักของสหรัฐฯ (AHLA) รายงานตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดการแข่งขันว่าโรงแรมส่วนใหญ่ในเมืองเจ้าภาพมียอดจองต่ำกว่าประมาณการ ขณะที่ยอดจองโรงแรมในนิวยอร์กช่วงการแข่งขันต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 2% ทั้งที่ปีก่อนไม่มีอีเวนต์ใหญ่
ปัจจัยด้านนโยบายวีซ่า การควบคุมชายแดน และราคาบัตรเข้าชมที่สูงเป็นประวัติการณ์ ล้วนมีส่วนกดจำนวนผู้เดินทางจากต่างประเทศให้ต่ำกว่าศักยภาพ
อีกหนึ่งประเด็นที่ภาคธุรกิจต้องจับตาคือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมการรับชม โดย Saxo วิเคราะห์ว่า ฟุตบอลโลก 2026 คือจุดเปลี่ยนจากการรับชมผ่านโทรทัศน์แบบดั้งเดิมไปสู่ Mobile Streaming และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยฐานผู้ชมทั่วโลกที่ประเมินกันในระดับ 6 พันล้านคน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพิ่มความต้องการใช้บริการคลาวด์ ระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ต้องรองรับผู้ชมและปริมาณข้อมูลจำนวนมหาศาลพร้อมกันทั่วโลก
ขณะเดียวกัน ธุรกิจเดิมพันกีฬาใช้การแข่งขันครั้งนี้เป็นสนามทดสอบเทคโนโลยี AI สำหรับสร้างข้อเสนอการเดิมพันแบบเรียลไทม์ สะท้อนความต้องการโซลูชันที่จัดการข้อมูลจำนวนมากและรองรับการมีส่วนร่วมของแฟนบอลในระดับโลก
ด้านการบริหารงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศเจ้าภาพเลือกแนวทางไม่สร้างสนามกีฬาใหม่แม้แต่แห่งเดียว แต่เน้นปรับปรุงสนามเดิมที่มีอยู่และดำเนินการโดยแฟรนไชส์กีฬาอาชีพที่ทำกำไรอยู่แล้ว
แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิด "ช้างเผือก" หรือสนามกีฬาขนาดใหญ่ที่ไม่มีการใช้งานอย่างคุ้มค่าหลังจบการแข่งขัน ดังที่เกิดขึ้นกับบราซิลปี 2014 และกาตาร์ปี 2022 กล่าวได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่ง "ไม่ขาดทุน" มากกว่ามุ่งทำกำไรจากโครงสร้างพื้นฐาน
ความเสี่ยงด้านงบประมาณเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมหกรรมกีฬา งานวิจัยชุด Oxford Olympics Study ของ Bent Flyvbjerg และคณะจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด พบว่าการแข่งขันโอลิมปิกทุกครั้งตั้งแต่ปี 1960 มีต้นทุนจริงสูงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ เฉลี่ยถึง 172% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาเมกะโปรเจกต์ทุกประเภท
ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดด้านเวลา เพราะกำหนดการแข่งขันไม่สามารถเลื่อนออกไปได้ หากโครงการก่อสร้างหรือปรับปรุงล่าช้า ผู้จัดงานต้องเร่งดำเนินงานและรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น การที่ฟุตบอลโลก 2026 ใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมเกือบทั้งหมด จึงช่วยจำกัดความเสี่ยงข้อนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การใช้สนามเดิมไม่ได้หมายความว่าการจัดการแข่งขันจะไม่มีต้นทุน โดยการปรับปรุงสนามทั้ง 16 แห่งและโครงสร้างพื้นฐานโดยรอบมีค่าใช้จ่ายรวมราว 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมตั้งแต่การเปลี่ยนพื้นสนามเป็นหญ้าจริง การขยายขนาดสนามให้เป็นไปตามมาตรฐาน FIFA ไปจนถึงการติดตั้งระบบถ่ายทอดสดและจัดพื้นที่แฟนโซน ส่งผลให้เม็ดเงินส่วนหนึ่งกระจายไปยังบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ผู้รับเหมาช่วง และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง
ภาระทางการคลังของเมืองเจ้าภาพยังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับปรุงสนาม ภายใต้โมเดลการจัดการแข่งขันแบบรวมศูนย์ของ FIFA เมืองเจ้าภาพต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการรักษาความปลอดภัย การบริหารจัดการฝูงชน และการจัดบริการสาธารณะเพิ่มเติมตลอดช่วงการแข่งขัน
ตัวอย่างเช่น เมืองโตรอนโตได้ปรับเพิ่มงบประมาณสำหรับการเป็นเจ้าภาพเป็น 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จัดสรรงบมากกว่า 625 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนมาตรการรักษาความปลอดภัยในเมืองเจ้าภาพทั้ง 11 แห่ง
ข้อมูลทั้งหมดชี้ว่า ฟุตบอลโลกสามารถสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจตลอดช่วงการแข่งขัน แต่บทเรียนจากประเทศเจ้าภาพหลายแห่งชี้ว่า การเปลี่ยนแรงกระตุ้นระยะสั้นให้กลายเป็นการเติบโตในระยะยาวไม่ใช่เรื่องง่าย และผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงมักต่ำกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้ก่อนการแข่งขัน
งานศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ Robert Baade และ Victor Matheson พบว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากฟุตบอลโลกปี 1994 ในสหรัฐฯ ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมราว 5.5-9.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
บราซิลใช้งบประมาณมากกว่า 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในการจัดฟุตบอลโลกปี 2014 แต่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจภายหลังการแข่งขันกลับไม่สูงตามที่คาดการณ์ ขณะที่ IMF ประเมินว่า ฟุตบอลโลกปี 2022 ช่วยเพิ่ม GDP ของกาตาร์เพียงประมาณ 0.7-1.0%
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า ฟุตบอลโลกไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเจ้าภาพได้โดยอัตโนมัติ แม้การแข่งขันจะดึงดูดผู้ชมและเม็ดเงินจำนวนมาก แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระยะสั้น กระจุกตัวในบางพื้นที่ และกระจายไปยังแต่ละอุตสาหกรรมไม่เท่ากัน
โอกาสทางเศรษฐกิจที่แท้จริงจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้จากการขายบัตร สินค้าที่ระลึก หรือกิจกรรมภายในสนาม แต่ยังครอบคลุมธุรกิจเบื้องหลังที่รองรับผู้ชมจำนวนมหาศาล ตั้งแต่บริการดิจิทัล ระบบรักษาความปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงธุรกิจที่ออกแบบประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้แก่แฟนบอล
ภาคธุรกิจจึงต้องประเมินว่าตนเองสามารถเข้าไปมีบทบาทในส่วนใดของห่วงโซ่อุปทาน และจะต่อยอดความต้องการที่เพิ่มขึ้นระหว่างการแข่งขันไปสู่รายได้ระยะยาวได้อย่างไร โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี ระบบบริการ และโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นมาใช้สร้างมูลค่าต่อหลังการแข่งขันสิ้นสุดลง
สำหรับประเทศเจ้าภาพ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้างรายได้ตลอดช่วงการแข่งขันราวหนึ่งเดือน แต่คือการเปลี่ยนความสนใจจากผู้คนทั่วโลกให้กลายเป็นการท่องเที่ยว การลงทุน ภาพลักษณ์ของประเทศ และโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง
ฟุตบอลโลกจึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นหรือ “ตัวเร่งโอกาส” ส่วนผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจะยั่งยืนเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าประเทศเจ้าภาพและภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนแรงกระตุ้นจากมหกรรมกีฬาให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาระยะยาวได้มากเพียงใด
อ้างอิง: FIFA, Forbes, Al Jazeera, Saxo, Sportsvalue, Business Stats, Argument Media, Fortune