
“ผมไม่มีอะไรให้พิชิตอีกแล้ว เพราะผมคว้ามาทุกอย่างแล้ว”
คำพูดอำลาวงการของหนึ่งในนักบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ตลอดที่ผ่านมาเราเฝ้ามองเมสซีบนเวทีบอลโลกจนเขาอาจเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของหลาย ๆ คนในการใช้ชีวิต แม้ว่านี่จะเป็นบทสุดท้ายของเขา แต่ภาพของชายคนนี้ที่เล่นฟุตบอลด้วยรอยยิ้ม และความรักจะยังอยู่ในใจ และความทรงจำเราตลอดไป
วันนี้ Spotlight จะพาไปย้อนรอยการเดินทางระดับตำนาน จากเด็กชายตัวเล็กข้างกำแพงบ้าน สู่ชายผู้สยบโลกไว้ที่ปลายเท้าในสนามฟุตบอลโลกครั้งนี้ พร้อมเปิดอาณาจักรขุมทรัพย์ของเขาคนนี้กัน
ย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้น ‘ลิโอเนล เมสซี’ เป็นเพียงเด็กชายธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงานย่าน ลา บาฆาดา (La Bajada) ในบ้านที่พ่อและปู่ของเขาร่วมกันสร้างขึ้นมา ตอนเด็ก ๆ เขาจะเตะฟุตบอลอัดกำแพงบ้านเพื่อนบ้านซ้ำ ๆ ในจุดเดิมเพื่อให้สามารถควบคุมองศา และทิศทางของลูกบอลได้อย่างแม่นยำที่สุด และใช่! นี่คือจุดเริ่มต้นในวัยเพียง 4 ขวบที่ทำให้ทุกคนเริ่มมองเห็นความอัจฉริยะของเขา ในตอนนั้น เขาได้เลนกับสโมสรท้องถิ่นที่ชื่อ Grandoli ก่อนที่จะเข้าร่วมทีม Newell's Old Boys
ตอนเดินทางไปแข่งต่างแดนครั้งแรกที่ประเทศเปรู เมสซีล้มป่วยในตอนเช้าเนื่องจากอาหารเป็นพิษ ทำให้โค้ชของทีมกังวลมาก และอยากส่งเขาไปโรงพยาบาล แต่เมสซียืนหยัดที่จะไม่ไป และขอดื่มแค่เกเตอร์เรดหรือเกลือแร่เท่านั้น จากนั้นเขาก็ลงสนาม และพาทีมคว้าแชมป์ทัวร์นาเมนต์นั้น
ตลอดชีวิตของเขา เมสซีถูกมองข้ามหลายต่อหลายครั้งเนื่องจากปัญหาโรคขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต โดยโรคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาอายุ 10 ขวบซึ่งถือว่าเป็นฝันร้ายของคนที่ฝันอยากเป็นนักบอลมืออาชีพ ลองคิดภาพตามว่า หากคุณมีความฝันที่จะเป็นนักกีฬาที่ต้องใช้ร่างกายที่แข็งแรง และเติบโตอย่างเต็มที่ แต่มีหมอมาบอกคุณว่า คุณเป็นโรคที่ทำให้ร่างกายของเขาหยุดเติบโต และหากไม่ได้รับการรักษา เขาอาจไม่มีวันเติบโตเหมือนเด็กคนอื่น
ปัญหาที่ตามมาคือ...ค่ารักษาโรคนี้สูงเกินกว่าที่ครอบครัวจะรับไหว
ทุกคนต่างมองว่า นี่อาจเป็นจุดจบของเด็กชายคนหนึ่งที่รักฟุตบอล บางคนได้ยินแบบนี้อาจจะเลือกที่จะยอมแพ้แล้ว แต่ไม่ใช่เขาคนนี้ เขาไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา และเป็นผู้กำหนดเป้าหมายความสำเร็จด้วยตัวเองเสมอ
เขาไม่หยุดความฝันตัวเองเลยสักวัน ฝึกซ้อมอย่างหนัก เพราะเคยได้ยินไหมว่า “เวลาที่เรารักในการทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่ากี่ล้านคนจะบอกว่าเราทำไม่ได้ มันจะมีคนหนึ่งที่บอกว่าเราทำได้เสมอ คน ๆ นั้นคือ ตัวเรา” นี่คือแนวคิดของนักฟุตบอลที่เชื่อมั่นในความพยายามอย่างเมสซี
ในปี 2543 ในที่สุดก็มีคนหนึ่งที่เห็นศักยภาพของเด็กคนนี้ในวัย 13 ปี ทำให้เขาได้เดินทางไกลจากอาร์เจนตินาสู่สเปนเพื่อทดสอบฝีเท้ากับบาร์เซโลนา แม้เขาจะตัวเล็กกว่าเด็กคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด แต่ทุกคนต่างประทับใจกับพรสวรรค์ และความอัจฉริยะของเขามาก เพียงแต่ทุกคนต่างสงสัยว่า “ทำไมเขาถึงเป็นคนที่เงียบขรึม ไม่พูดอะไรขนาดนี้”
แม้แต่ดาวดังร่วมรุ่นอย่าง เคราร์ด ปิเก้ และ เชส ฟาเบรกาส ต่างจำได้ดีว่าเมสซีไม่พูดจาหรือตั้งคำถามใดๆ เลย ทว่าสุดท้ายทุกคนต่างได้เรียนรู้ว่า เมสซีไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย เพราะทุกสิ่งที่เขาต้องการพูดได้รับการแสดงออกอย่างหมดจดผ่านผลงานในสนามแล้ว จนเกิดเรื่องเล่าที่กลายเป็นตำนาน เมื่อ คาร์เลส เรซัค ผู้อำนวยการกีฬาของสโมสร รีบเขียนสัญญาลงบนกระดาษทิชชู่ เพราะกลัวว่าบาร์เซโลนาจะเสียเด็กคนนี้ให้ทีมอื่น
แม้ปัญหาเรื่องโรคจะยังคงไม่ไปไหน แต่บาร์เซโลนาตกลงรับผิดชอบค่ารักษาทั้งหมด พร้อมเปิดประตูให้เมสซีเข้าเรียนที่ลา มาเซีย อะคาเดมีชื่อดังของสโมสร
เมสซีในวัยเพียง 17 ปี ได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของบาร์เซโลนา และกลายเป็นกำลังสำคัญในยุคทองของทีม และเขาพาสโมสรคว้าแชมป์มากมาย และสร้างสถิติที่โลกฟุตบอลแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
ประตูแรกในตำนาน: วันที่ 1 พฤษภาคม 2005 เป็นวันที่เขาทำประตูได้ครั้งแรกให้กับบาร์เซโลนาหลังเจอกับอัลบาเซเต้
ยุคทองติกิ-ตากา : ภายใต้การนำทัพของผู้จัดการทีม เป๊ป กวาร์ดิโอลา เมสซีกลายเป็นศูนย์กลางของทีม และพาทีมกวาดถ้วยรางวัลมากมาย เช่น แชมป์ลาลีกา และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก
เหยียบสนามบอลโลกครั้งแรก : วันที่ 16 มิถุนายน 2006 คือวันที่ปลายสตั๊ดของเมสซีเหยียบลงพื้นหญ้าในสนามบอลโลก และเสียงเชียร์จากแฟนบอลอาร์เจนตินาก็ดังขึ้นทันทีเพราะทุกคนรู้ว่า ‘นี่แหละของจริง’
รางวัลบัลลงดอร์ครั้งแรก : ในปี 2009 เมสซีในวัยเพียง 22 ปี ได้คว้ารางวัลบัลลงดอร์ครั้งแรก ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลนี้ติดต่อกันถึง 8 รอบ
แต่อย่างไรก็ตามความสำเร็จในระดับสโมสร เป็นเพียงจุดเริ่มต้นสู่การพาทีมชนะบอลโลกของเขาเท่านั้น
ในปี 2021 เนื่องจากกฎเกณฑ์ทางการเงินของฟุตบอลสเปน เขาต้องจำใจประกาศอำลาบาร์เซโลนาที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองด้วยน้ำตา ก่อนจะย้ายไปหาความท้าทายใหม่ที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (PSG)
แต่จุดเปลี่ยนนี้ทำให้เขาในวัย 35 ปีทำความฝันที่ใหญ่ที่สุดของตัวเองสำเร็จด้วยการพาทีมชาติอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่กาตาร์ วันที่ทั้งโลกจดจำหลังดวลจุดโทษเอาชนะฝรั่งเศสในรอบชิงชนะเลิศ
ในบอลโลกปี 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งอาร์เจนตินาประเดิมสนามนัดแรกด้วยการพ่ายแพ้ต่อซาอุดีอาระเบียอย่างน่าตกใจ แต่ว่าเมสซีกลับใช้ความนิ่งสงบของเขาในการดึงสติและขับเคลื่อนทีมให้ระเบิดฟอร์มจนคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ โดยอังเฆล ดิ มาเรีย อดีตเพื่อนร่วมทีมเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า
"พวกเรากังวลไม่ได้เลย เพราะเรารู้ว่ากัปตันของเราสงบมาก และเขากำลังส่งข้อความถึงคนอาร์เจนตินา 45 ล้านคนว่าทีมนี้จะไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง"
ภาพชายผู้เคยถูกมองว่า "ตัวเล็กเกินไป" ยืนชูถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอล กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนนับล้าน
หลังจากนั้น เขาเริ่มต้นบทใหม่กับอินเตอร์ ไมอามี ในสหรัฐอเมริกา และยังคงสร้างประวัติศาสตร์พาทีมคว้าถ้วยแชมป์แรกของสโมสรให้กับทุกทีมที่เขาไป เขายังได้กล่าวอีกว่า
“แม้ว่าจะเป็นการทำประตู หรือการชนะเกม ผมไม่เคยพอใจกับมันเลย เพราะผมเชื่อว่านักกีฬาทุกคนจะยังมีห้องเล็ก ๆ เพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ”
การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศปี 2026 ระหว่างอาร์เจนตินาและสเปน จัดขึ้นที่สนาม New York New Jersey Stadium ซึ่งตั้งอยู่ติดกับห้างสรรพสินค้า "American Dream" ผู้เขียนมองว่านี่คือการเปรียบเปรยที่สมบูรณ์แบบถึงการไขว่คว้าหาความสุขผ่านการทำงานหนัก และความมุ่งมั่นพยายาม
แม้แฟนบอลจะคาดหวังแบบลม ๆ แล้ง ๆ ว่าอยากเห็นเมสซีกลับมาเล่นฟุตบอลโลกอีกครั้งในปี 2030 ด้วยวัย 43 ปี แต่ในความเป็นจริง นัดชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์นี้จะเป็นฉากสุดท้ายของสุดยอดตำนานคนนี้บนเวทีฟุตบอลโลกอย่างแน่นอน และสิ่งเดียวที่แฟนบอลทั่วโลกทำได้คือการยืนขึ้นเพื่อปรบมือ หลั่งน้ำตา และขอบคุณพระเจ้าฟุตบอลที่มอบปาฏิหาริย์ที่ชื่อว่า ลิโอเนล เมสซี ให้กับพวกเรา
นี่คือเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่ไม่ยอมให้ข้อจำกัดของร่างกาย ฐานะ หรือคำดูถูก เพราะเขาเชื่อว่า เขาต้องเป็นคนกำหนดอนาคตของตัวเอง อย่างที่เขาได้บอกว่า
“คุณต้องสู้เพื่อฝันของคุณเอง ใช่ คุณจะต้องเสียสละ และทำงานอย่างหนักเพื่อมัน”
เมสซีได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบมหาเศรษฐีพันล้านของนิตยสาร Forbes เช่นเดียวกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด โดยได้รับการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 38,500 ล้านบาท) เขาคือ 1 ใน 4 นักกีฬาในประวัติศาสตร์ที่สามารถสะสมทรัพย์สินทะลุระดับพันล้านเหรียญได้ในขณะที่ยังคงลงเล่นอาชีพอยู่
นอกจากนี้ เมสซียังคงเป็นแบรนด์ระดับโลกที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาที่ทรงพลังที่สุดรายหนึ่งในฟุตบอลโลกปี 2026 ไม่ว่าจะเป็น
ค่าจ้างพื้นฐานและการันตีรายรับ : เมสซีได้รับค่าเหนื่อยพื้นฐานกับสโมสรอยู่ที่ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี และมีการรับประกันผลตอบแทนรวมขั้นต่ำที่ประมาณ 28.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ประมาณ 991 ล้านบาท) ภายใต้สัญญาฉบับขยายที่เพิ่งเซ็นเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2025 ซึ่งผูกมัดเขาไว้กับทีมจนถึงสิ้นปี 2028 (เป็นการปรับขึ้นเท่าตัวจากสัญญาแรกในปี 2023 ที่ได้ค่าจ้างพื้นฐาน 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ )
ส่วนแบ่งลิขสิทธิ์ Apple TV+ : สัญญาที่น่าทึ่งที่สุดของเขาคือการแบ่งรายได้ลิขสิทธิ์จากการถ่ายทอดสดของลีก (MLS) ผ่านแอปเปิลทีวี (จากสัญญา 10 ปี มูลค่าปีละ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ) ซึ่งส่วนนี้สร้างรายได้ให้เมสซีสูงถึงประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ประมาณ 1,750 ล้านบาท) ส่งผลให้รายรับเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับสโมสรของเขาพุ่งขึ้นเป็น 70 ถึง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ตามข้อมูลของ ฮอร์เก้ มาส (Jorge Mas) เจ้าของร่วมสโมสร
สิทธิ์ซื้อหุ้นสโมสรในอนาคต : ข้อตกลงนี้ยังมอบสิทธิ์การเลือกซื้อหุ้นของสโมสร Inter Miami CF ให้แก่เขาหลังจากประกาศแขวนสตั๊ด ซึ่งในปัจจุบันมูลค่าประเมินของสโมสรได้พุ่งทะยานสูงกว่า 1,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 50,750 ล้านบาท) ไปแล้ว
สัญญาตลอดชีพกับ Adidas: ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2017 มีมูลค่าสัญญารวมตลอดชีพประเมินไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 35,000 ล้านบาท)
การท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบีย: ได้รับสัญญาสูงสุดถึง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดระยะเวลา 3 ปี
สปอนเซอร์ยักษ์ใหญ่อื่น ๆ: ทำเงินนอกสนามได้อีกราว 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี จากแบรนด์ระดับท็อปของโลก เช่น Beats by Dre, Bitget, Epic Games, Hard Rock, Konami, Lowe's, Mastercard, PepsiCo, Royal Caribbean และ Anheuser-Busch InBev
เครือโรงแรม MiM Hotels: เมสซีถือครองโรงแรมหรู 6 แห่งในทำเลทองของยุโรป (เช่น ซิตเจส, มายอร์กา, ไอบิซา, บาเกย์รา เบเรต และอันดอร์รา)
Play Time Sports-Tech: บริษัทโฮลดิ้งลงทุนส่วนตัวในซานฟรานซิสโกเพื่อใช้เป็นช่องทางหลักในการเข้าถือหุ้น และลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยี สื่อ และสตาร์ทอัปด้านการกีฬาของโลก
ธุรกิจ และการถือหุ้นสโมสรอื่น ๆ: เมสซียังมีแบรนด์เสื้อผ้าและของตกแต่งบ้าน The Messi Brand (ผ่าน Centric Brands), สตูดิโอสื่อและโปรดักชั่น 525 Rosario, หุ้นในบริษัท MM Winemaker ในสวิตเซอร์แลนด์, ร้านอาหาร El Club de la Milanesa ในอาร์เจนตินา และล่าสุดได้ซื้อกิจการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลสเปนอย่าง UE Cornellà เพิ่มเติม
พอร์ตอสังหาริมทรัพย์รวม: มีมูลค่าประเมินรวมสูงถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 10,500 ล้านบาท)
Edificio Rostower Socimi: มีมูลค่าบริษัทเริ่มต้นตอนเปิดตัวสูงถึง 223.2 ล้านยูโร (ประมาณ 8,480 ล้านบาท)
สินทรัพย์และการเดินทาง: ถือครองเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream V มูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 525 ล้านบาท) ตลอดจนคอลเลกชันรถยนต์ระดับซูเปอร์คาร์หายาก เช่น Pagani Zonda Tricolore มูลค่ากว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 1957 Ferrari 335 S Spider Scaglietti รวมถึงคอลเลกชันนาฬิกาหรู เช่น Patek Philippe และ Rolex Daytona