
ถ้าวงการมาราธอนมี Boston Marathon จักรยานมี Tour de France และเทนนิสมี Wimbledon หนึ่งในชื่อที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก Trail Running ก็คือ UTMB Mont-Blanc ที่เมือง Chamonix ประเทศฝรั่งเศส
UTMB ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันวิ่งเทรลระยะ 100 ไมล์ แต่เป็นสนามที่นักวิ่งจากทั่วโลกจำนวนมากใฝ่ฝันว่าจะต้องมาสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต
ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา งานที่เริ่มต้นจากนักวิ่งเพียงหลักร้อยได้เติบโตขึ้นเป็นอีเวนต์ระดับโลก ดึงดูดทั้งนักกีฬาชั้นนำ แบรนด์กีฬา สื่อ ผู้ชม และนักท่องเที่ยวให้เดินทางมายังเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้
วันนี้ UTMB จึงไม่ได้สร้างเพียงสนามแข่งขันระดับโลก แต่ยังช่วยผลักดัน Chamonix ให้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงกีฬา
ในบทความนี้ SPOTLIGHT ได้มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศ Race Week ของ UTMB Chamonix 2026 ร่วมกับ HOKA Thailand และพบว่าเบื้องหลังการแข่งขันที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกของคนวิ่งเทรล” ยังมีทั้งระบบธุรกิจ ชุมชนนักวิ่ง และเศรษฐกิจของเมืองขับเคลื่อนอยู่พร้อมกัน
UTMB ย่อมาจาก Ultra-Trail du Mont-Blanc เป็นการแข่งขันวิ่งเทรลระดับโลกที่เริ่มจัดครั้งแรกในปี 2003 หรือเมื่อ 23 ปีก่อนที่เมือง Chamonix
แม้คนส่วนใหญ่จะจดจำ UTMB จากการแข่งขันระยะทางประมาณ 174 กิโลเมตร แต่ภายใน Race Week ยังมีสนามให้เลือกตั้งแต่ระยะ 15 กิโลเมตร ไปจนถึงการแข่งขันสุดโหดที่มีระยะทางมากกว่า 300 กิโลเมตร โดยมี 3 สนามสำคัญที่ได้รับความนิยมและทำหน้าที่เป็นรอบชิงชนะเลิศของ UTMB World Series ได้แก่
สนามนี้เป็น World Series Final ในประเภท 50K แม้ระยะทางจริงจะอยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตร สนามนี้จึงเปรียบเสมือนประตูบานแรกสู่เวที Chamonix
สนามนี้เริ่มต้นจากเมือง Courmayeur ฝั่งอิตาลี ก่อนวิ่งผ่านสวิตเซอร์แลนด์และเข้าเส้นชัยที่ Chamonix สนามนี้เป็นหนึ่งในสนามที่มีนักวิ่งระดับโลกลงแข่งขันเป็นจำนวนมาก
สนามนี้คือ Main Event ที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเมื่อพูดว่าอยากมาวิ่ง UTMB Chamonix สักครั้งในชีวิต ในเส้นทางนี้นักวิ่งต้องเผชิญระยะทางมากกว่า 170 กิโลเมตร และความสูงสะสมราว 9,700-10,000 เมตร วิ่งรอบเทือกเขา Mont Blanc ผ่านฝรั่งเศส อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนกลับเข้าเส้นชัยที่ Chamonix
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ระยะทางดังกล่าวมีความยาวมากกว่าการวิ่งมาราธอน 4 สนามติดต่อกัน และไม่ได้เกิดขึ้นบนถนนเรียบ นักวิ่งต้องขึ้นเขา ลงเขา วิ่งในความมืด เผชิญอากาศบนภูเขาที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา พร้อมบริหารอาหาร น้ำ อุปกรณ์ สภาพร่างกาย และการนอนของตัวเอง
UTMB จึงไม่ได้วัดเพียงว่าใครวิ่งได้เร็วที่สุด แต่ยังวัดว่าใครสามารถพาตัวเองผ่านระยะทางกว่า 170 กิโลเมตรและกลับมาถึง Chamonix ได้สำเร็จ
ปัจจุบัน UTMB ไม่ได้จัดการแข่งขันเฉพาะในฝรั่งเศส แต่ขยายเป็น UTMB World Series ซึ่งมีสถานะเป็นวงจรการแข่งขันระดับโลก เฉพาะปี 2025 มีนักวิ่งเข้าร่วมมากกว่า 146,933 คน จาก 55 อีเวนต์ใน 28 ประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีป
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า UTMB จะขยายตัวออกไปมากเพียงใด Chamonix ก็ยังคงมีความหมายที่สนามอื่นทดแทนไม่ได้ เพราะที่นี่คือบ้านเกิดของ UTMB และเป็นสถานที่จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของ World Series
สถานะของ Chamonix ในโลก Trail Running จึงอาจเปรียบได้กับ Wimbledon ในวงการเทนนิส แม้นักกีฬาจะลงแข่งขันในสนามต่าง ๆ ได้ทั่วโลก แต่การได้แข่งขันในสถานที่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกีฬาชนิดนั้นยังมีความหมายเป็นพิเศษ
ในช่วง Race Week เมือง Chamonix แทบทั้งเมืองจะเปลี่ยนเป็น “เมืองแห่ง Trail Running” ที่นักวิ่งระดับโลก นักวิ่งสมัครเล่น แบรนด์รองเท้า สื่อ แฟนกีฬา และผู้ติดตามจากทั่วโลกเดินทางมารวมตัวกัน
การแข่งขันจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบนเส้นทางรอบ Mont Blanc แต่ขยายตัวเป็นเทศกาลและพื้นที่รวมวัฒนธรรมของชุมชนนักวิ่งเทรลระดับโลก
หนึ่งในมิติที่น่าสนใจที่สุดของ UTMB ในแง่ธุรกิจ คือการที่งานสามารถขยายสเกลขึ้นมาได้จนถึงปัจจุบัน
ในการจัดงานครั้งแรกเมื่อปี 2003 UTMB มีการแข่งขันเพียงรายการเดียวและมีนักวิ่งประมาณ 700 คน ปัจจุบัน UTMB Mont-Blanc เติบโตจนมีนักวิ่งรวมประมาณ 10,000 คน จากราว 100 ประเทศ เดินทางมาเข้าร่วมการแข่งขันตลอด Race Week
การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเพิ่มจำนวนนักวิ่งในสนามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขยายตัวเป็นระบบนิเวศ จากการแข่งขันหนึ่งรายการพัฒนาเป็นชุมชน จากชุมชนเติบโตเป็น Global Series และจาก Global Series เชื่อมกลับมายัง Chamonix ในฐานะจุดหมายสูงสุด
สิ่งที่ UTMB ขายจึงอาจไม่ใช่เพียง “สิทธิ์ในการวิ่ง” แต่คือความฝันที่ว่าวันหนึ่งนักวิ่งจะได้มายืนอยู่บนเส้นสตาร์ตที่ Chamonix
ความฝันดังกล่าวถูกเสริมให้มีคุณค่ามากขึ้นด้วยระบบคัดเลือก เพราะการมีเงินหรือมีความต้องการเข้าร่วมไม่ได้หมายความว่าจะสมัครแข่งขัน UTMB Chamonix ได้ทันที
สำหรับรอบชิงชนะเลิศอย่าง UTMB, CCC และ OCC นักวิ่งทั่วไปต้องมี UTMB Index ที่ถูกต้องและสะสม Running Stones ก่อนเข้าสู่กระบวนการจับสลากตามเงื่อนไขของการแข่งขัน โดยยิ่งมี Running Stones มาก โอกาสได้รับสิทธิ์จากการจับสลากก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
นั่นหมายความว่า ก่อนจะได้มายืนบนเส้นสตาร์ตที่ Chamonix นักวิ่งจำนวนมากต้องเข้าร่วมการแข่งขันใน UTMB World Series สนามอื่นมาก่อน Chamonix จึงทำหน้าที่เป็นปลายทางสูงสุด ขณะที่สนามต่าง ๆ ทั่วโลกกลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่พานักวิ่งไปสู่ความฝันนั้น
โมเดลนี้ก่อให้เกิด Network Effect อย่างชัดเจน ยิ่งการแข่งขันที่ Chamonix มีคุณค่ามากเท่าไร นักวิ่งก็ยิ่งต้องการสะสม Running Stones มากขึ้น เมื่อมีคนเข้าร่วมสนามใน UTMB World Series มากขึ้น ระบบนิเวศทั้งหมดของ UTMB ก็ยิ่งแข็งแรงตามไปด้วย
ตัวเลขผู้สมัคร UTMB Chamonix ในปี 2023 สะท้อนความยากในการคว้าสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันนี้ได้อย่างชัดเจน โดยในปีนั้นสนาม UTMB มีผู้สมัครถึง 6,578 คน แต่มี Bib หรือสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันเพียงประมาณ 2,300 ใบ ขณะที่ CCC มีผู้สมัคร 5,249 คน แต่มี Bib เพียงประมาณ 1,900 ใบ และ OCC มีผู้สมัคร 5,171 คน แต่มี Bib 1,200 ใบ
ความท้าทายแรกของ UTMB จึงอาจยังไม่ใช่การวิ่ง แต่คือการทำอย่างไรให้ได้มายืนอยู่บนเส้นสตาร์ต
ความยากในการได้สิทธิ์เข้าร่วมนี้ยิ่งเพิ่มคุณค่าทางอารมณ์ให้กับการแข่งขัน เพราะ Bib ของ UTMB ไม่ได้เป็นเพียงบัตรผ่านเข้างาน แต่เป็นความสำเร็จด่านแรกที่นักวิ่งคว้ามาได้ แม้การแข่งขันจริงจะยังไม่เริ่มต้นก็ตาม
และเมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น นักวิ่งยังต้องเผชิญความท้าทายทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นความล้าของกล้ามเนื้อ อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง การวิ่งในความมืด ภาวะขาดน้ำ การนอนน้อย ตลอดจน Mental Game ที่อาจสำคัญไม่แพ้ความแข็งแรงของร่างกาย
ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก นักวิ่งจำนวนมากต้องต่อสู้กับคำถามในหัวตลอดเส้นทางว่า “เราจะไปต่อไหม”
นักวิ่งบางคนใช้เวลาไม่ถึง 20 ชั่วโมง ขณะที่อีกจำนวนมากต้องใช้เวลามากกว่า 30 หรือ 40 ชั่วโมง โดยแชมป์ชาย UTMB 2026 คือ Ben Dhiman ซึ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 18 ชั่วโมง 16 นาที 29 วินาที ทำสถิติเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ UTMB และเป็นคนแรกที่จบการแข่งขันด้วยเวลาต่ำกว่า 19 ชั่วโมง
ส่วนแชมป์หญิงคือ Blandine L’Hirondel ซึ่งทำเวลาได้ 21 ชั่วโมง 54 นาที 49 วินาที ชัยชนะครั้งนี้ยังทำให้เธอเป็นนักวิ่งหญิงคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ครบทั้ง OCC, CCC และ UTMB ต่อจาก Ruth Croft
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนศักยภาพของนักวิ่งระดับโลก แต่สำหรับผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ความหมายของเส้นชัยอาจไม่ได้วัดด้วยเวลาเพียงอย่างเดียว
หากเคยเห็นภาพนักวิ่งเข้าเส้นชัยท่ามกลางเสียงเชียร์บริเวณใจกลางเมือง Chamonix ก็อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดหลายคนจึงร้องไห้ เพราะการเดินทางของพวกเขาไม่ได้เริ่มขึ้นเมื่อ 170 กิโลเมตรก่อนหน้านั้น
สำหรับบางคน เส้นทางสู่ UTMB อาจเริ่มต้นขึ้นหลายปีก่อน ตั้งแต่วันที่เริ่มวิ่งเทรล ฝึกวิ่งระยะไกล ลงแข่งขันเพื่อสร้าง UTMB Index เดินทางไปเก็บ Running Stones สมัครจับสลาก ผิดหวัง กลับไปฝึกซ้อม และสมัครใหม่ จนกระทั่งวันหนึ่งได้รับสิทธิ์มายืนอยู่บนเส้นสตาร์ตที่ Chamonix
การเข้าเส้นชัยจึงไม่ได้หมายความเพียงว่า “ฉันวิ่ง 170 กิโลเมตรสำเร็จ” แต่เป็นการปิดฉากการเดินทางที่อาจใช้เวลามาแล้วหลายปี
ความยากในการได้สิทธิ์ ความหนักของสนาม และเรื่องราวที่สะสมมาก่อนวันแข่งขัน ทำให้ UTMB มี Emotional Value สูงกว่าการเป็นอีเวนต์กีฬาเพียงรายการหนึ่ง และคุณค่าทางอารมณ์นี้เองที่เชื่อมโยงการแข่งขันเข้ากับการเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในพื้นที่
เมื่อนักวิ่งหนึ่งคนตัดสินใจเดินทางมาแข่งขัน เขาอาจไม่ได้เดินทางมาเพียงลำพัง แต่ยังมีครอบครัว เพื่อน ทีมสนับสนุน และแฟนกีฬาติดตามมาด้วย คนเหล่านี้ต้องใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ร้านค้า และบริการต่าง ๆ ในพื้นที่
UTMB ระบุใน Impact Report ว่า HOKA UTMB Mont-Blanc สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรง ทางอ้อม และต่อเนื่องให้แก่พื้นที่ Espace Mont-Blanc รวมประมาณ 45 ล้านยูโรต่อปี หรือราว 1,665 ล้านบาทต่อปี
ขณะเดียวกัน ทุก 1 ยูโรที่ภาครัฐท้องถิ่นลงทุนในอีเวนต์ สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่พื้นที่ได้ประมาณ 40-45 ยูโร ส่วนระยะเวลาพำนักเฉลี่ยของนักวิ่งและผู้ติดตามอยู่ที่เกือบ 6 คืน
นี่คือหัวใจของ Sport Tourism เพราะผู้คนไม่ได้เดินทางมาเพียงเพื่อชมสถานที่ แต่มีการแข่งขันเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องเดินทางมายังจุดหมายแห่งนี้โดยเฉพาะ และเมื่อกิจกรรมนั้นมี Emotional Value สูง นักท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มที่จะพำนักหลายวัน ใช้จ่ายในพื้นที่ และกลับมาอีก
ก่อนหน้าที่จะมีการแข่งขัน Chamonix มีชื่อเสียงด้านภูเขาและการท่องเที่ยวกลางแจ้งอยู่แล้ว แต่ UTMB ได้เติมอัตลักษณ์อีกด้านให้แก่เมือง จากเมืองท่องเที่ยวบนเทือกเขาแอลป์สู่เมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของ Trail Running
คนที่เดินทางมายัง Chamonix ในช่วง Race Week ไม่ได้มีเฉพาะผู้เข้าแข่งขัน บางคนมาเชียร์เพื่อน บางคนมาพบปะกับชุมชนนักวิ่ง ขณะที่อีกจำนวนหนึ่งเพียงต้องการสัมผัสบรรยากาศของการแข่งขัน
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้รวมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีขนาดใหญ่กว่า Event Tourism ทั่วไป เพราะเมื่อพูดถึง Trail Running ผู้คนคิดถึง UTMB และเมื่อพูดถึง UTMB ผู้คนก็คิดถึง Chamonix
เมื่อแบรนด์ของเมืองและการแข่งขันผูกโยงกันอย่างแน่นแฟ้น มูลค่าที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการแข่งขัน และอีกหนึ่งระบบนิเวศที่เติบโตตาม UTMB ก็คืออุตสาหกรรม Outdoor
UTMB ระบุว่าอิทธิพลในระดับนานาชาติของการแข่งขันมีส่วนช่วยดึงดูดบริษัทด้าน Outdoor เข้ามายังพื้นที่โอแวร์ญ-โรนาลป์และโอต-ซาวัว พร้อมสนับสนุนการก่อตัวของระบบนิเวศด้านนวัตกรรมในพื้นที่
Race Week จึงกลายเป็นช่วงเวลาสำคัญของแบรนด์กีฬา ซึ่งเข้ามาจับจองพื้นที่เพื่อจัดแสดงสินค้า นำเสนอนวัตกรรม และทำกิจกรรมร่วมกับนักวิ่งเทรล โดยหวังเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่มีความผูกพันสูง
สำหรับแบรนด์ การปรากฏตัวใน UTMB จึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงด้าน Logo Exposure แต่คือการเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมของ Trail Running เพราะเมื่ออีเวนต์สามารถสร้างชุมชนที่แข็งแรงได้มากพอ แบรนด์ต่าง ๆ จะเป็นฝ่ายต้องการเข้ามาหาชุมชนนั้นเอง
เหตุผลที่ UTMB กลายเป็นความฝันสูงสุดของนักวิ่งเทรลจำนวนมาก อาจไม่ใช่เพราะเป็นสนามที่ไกลที่สุด สูงที่สุด หรือยากที่สุด เพราะในโลก Ultra Trail ยังมีการแข่งขันที่ไกลกว่า สูงกว่า และใช้ทักษะทางเทคนิคมากกว่าอีกหลายสนาม
สิ่งที่ UTMB ทำสำเร็จคือการรวบรวมองค์ประกอบหลายด้านไว้ในสถานที่เดียว ทั้งความยากของสนาม ประวัติศาสตร์ นักกีฬาระดับโลก ชุมชนนักวิ่ง ความยากในการได้สิทธิ์ บรรยากาศของ Chamonix การสื่อสารระดับโลก แบรนด์กีฬา และการเล่าเรื่อง จนการแข่งขันหนึ่งรายการพัฒนาเป็นสัญลักษณ์ของกีฬาชนิดนี้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักวิ่งคนหนึ่งยอมฝึกซ้อมเป็นปี เดินทางข้ามประเทศ ลงแข่งขันสนามอื่นเพื่อสะสม Running Stones สมัครจับสลากและรับมือกับความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะวิ่งข้าม 3 ประเทศเป็นระยะทางกว่า 170 กิโลเมตร
ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพื่อช่วงเวลาที่พวกเขาได้วิ่งกลับเข้าสู่ใจกลางเมือง Chamonix ท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้คนสองข้างทาง
สำหรับนักวิ่งเทรลหลายคน การเข้าเส้นชัย UTMB อาจไม่ใช่เพียงการจบการแข่งขัน แต่คือโอกาสที่จะได้บอกกับตัวเองว่า “ครั้งหนึ่งในชีวิต เราเคยมาถึงที่นี่แล้ว”
และบางที สิ่งที่ UTMB ขายได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่ “การแข่งขัน” แต่คือ “ความฝัน” ที่นักวิ่งอยากทำให้สำเร็จสักครั้งในชีวิต