
หากพูดถึงนักวิ่ง Ultra Trail ระดับโลก ชื่อของ Jim Walmsley ย่อมเป็นหนึ่งในชื่อที่แฟนกีฬาสายนี้คุ้นเคยมากที่สุด ในฐานะนักวิ่งชาวอเมริกันผู้คว้าแชมป์ Western States 100 มาแล้วถึง 4 ครั้งในปี 2018, 2019, 2021 และ 2024
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของ Jim น่าสนใจ อาจไม่ใช่เพียงความเร็วหรือจำนวนแชมป์ที่เขาคว้ามาได้ หากเป็นเส้นทางสู่ชัยชนะในสนามที่เขาเคยพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะกลับมาพิชิตได้สำเร็จในที่สุด สนามนั้นคือ UTMB Mont-Blanc
ในบทสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้ SPOTLIGHT ชวน Jim Walmsley ย้อนมองเส้นทางจากนักวิ่งที่เคยวิ่งไม่จบการแข่งขัน หรือ DNF สู่การเป็นแชมป์ UTMB พร้อมถอดบทเรียนเรื่องความสม่ำเสมอ การรับมือกับความล้มเหลว และความหมายของการวิ่งที่ไปไกลกว่าการแข่งขัน
Jim เล่าให้ SPOTLIGHT ฟังว่า หนึ่งในเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตเขามากที่สุดคือการย้ายไปอยู่รัฐ Montana สหรัฐอเมริกา
สภาพแวดล้อมใหม่ทำให้เขาได้เข้าใกล้ชุมชนคนรักกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งการตั้งแคมป์ เดินป่า และใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ก่อนจะเริ่มเข้าสู่โลกของการวิ่งเทรลอย่างจริงจังราวปี 2014
สำหรับ Jim การได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทที่เข้าถึงธรรมชาติได้ง่ายได้ “เปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิตของเขา” แต่การค้นพบสิ่งที่รักไม่ได้หมายความว่าเขาจะก้าวขึ้นเป็นนักกีฬาระดับโลกได้ในทันที
สิ่งหนึ่งที่ Jim ยอมรับว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีในช่วงแรกคือ “ความสม่ำเสมอ” บางครั้งเขาซ้อมต่อเนื่องสองสัปดาห์ ก่อนจะหยุดไปอีกสองสัปดาห์ จนกระทั่งค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะจัดสมดุลชีวิตและรักษาวินัยในการฝึกซ้อมให้ต่อเนื่องมากขึ้น
เมื่อความสม่ำเสมอเกิดขึ้น ผลงานของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
นี่อาจเป็นบทเรียนแรกจาก Jim ที่ฟังดูธรรมดา แต่ใช้ได้กับแทบทุกเรื่อง เพราะคนที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่หวือหวาได้ทุกวัน แต่อาจเป็นคนที่ทำเรื่องธรรมดาได้อย่างต่อเนื่องนานกว่าคนอื่น
ก่อนหน้านี้ แม้ Jim จะเป็นหนึ่งในนักวิ่งอัลตราเทรลที่โดดเด่นที่สุดของสหรัฐฯ แต่ยังมีการแข่งขันหนึ่งที่เป็นเป้าหมายใหญ่และท้าทายเขามาโดยตลอด นั่นคือ UTMB Mont-Blanc
UTMB หรือ Ultra-Trail du Mont-Blanc เป็นหนึ่งในการแข่งขันอัลตราเทรลระดับโลกที่มีชื่อเสียงที่สุด จัดขึ้นที่เมือง Chamonix ประเทศฝรั่งเศส สนามหลักมีระยะทางประมาณ 170 กิโลเมตร และความสูงสะสมราว 10,000 เมตร เส้นทางวิ่งวนรอบเทือกเขา Mont Blanc ผ่านฝรั่งเศส อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ จนอาจกล่าวได้ว่า UTMB คือทั้งสนามในฝันและเวทีใหญ่ระดับโลกของนักวิ่งเทรล
Jim ลงแข่งขันที่นี่ครั้งแรกในปี 2017 และจบด้วยอันดับ 5 ก่อนกลับมาอีกครั้งในปี 2018 แต่ต้อง DNF หรือไม่สามารถจบการแข่งขันได้
จากนั้นในปี 2021 เขาพยายามอีกครั้งและต้องจบลงด้วย DNF เป็นครั้งที่สอง กระทั่งปี 2022 เขากลับมาเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นด้วยอันดับ 4
แม้ Walmsley จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการอัลตราเทรลของสหรัฐฯ แต่ UTMB กลับเป็นความท้าทายที่เขายังพิชิตไม่ได้เสียที
อย่างไรก็ตาม แทนที่จะสรุปว่าสนามนี้อาจไม่เหมาะกับตัวเอง Jim กลับตัดสินใจเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทั้งชีวิต เพื่อทำความเข้าใจสนามแห่งนี้ให้ลึกซึ้งกว่าเดิม
ในปี 2022 Jim และภรรยาย้ายไปอาศัยอยู่ในเทือกเขา French Alps เขาเริ่มเรียนรู้การวิ่งภูเขาแบบยุโรป ฝึกบนเส้นทางที่ชันกว่าเดิม ปรับเทคนิคการขึ้นเขา ใช้ชีวิตท่ามกลางภูเขา และเรียนรู้จากนักวิ่งฝรั่งเศส
Jim บอกว่า การใช้ชีวิตในฝรั่งเศสส่งผลอย่างมากต่อทั้งรูปแบบการฝึก วิธีคิด และความสามารถในการรับมือกับภูมิประเทศที่ลาดชันกว่าเดิม
ในที่สุดปี 2023 Jim Walmsley ก็เข้าเส้นชัย UTMB ด้วยเวลา 19 ชั่วโมง 37 นาที 43 วินาที และคว้าอันดับ 1 ได้สำเร็จ ทำให้ตำแหน่งแชมป์ที่เขาไล่ตามมานานหลายปีตกเป็นของเขาในที่สุด
เมื่อ SPOTLIGHT ถาม Jim ว่า หากต้องสรุปความสำเร็จของตัวเองออกมาเป็นหนึ่งประโยค เขาจะเลือกประโยคใด คำตอบของเขาคือ “Run with passion”
สำหรับ Jim คำว่า Passion ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีความฝันที่สวยงาม แต่หมายถึงการยอมให้ความรู้สึก ความหลงใหล และสิ่งที่เรารัก เป็นตัวกำหนดว่าเราจะทุ่มเทเวลาและพลังให้กับอะไร เพราะเมื่อใส่พลังลงไปในสิ่งที่รักอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้รับอาจมากกว่าที่เราเคยคาดไว้ตั้งแต่ต้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในวิธีที่ Jim ใช้สร้าง Personal Brand ของตัวเองด้วย
ในยุคที่นักกีฬาต้องรับบทเป็นทั้งนักกีฬา อินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เขากลับมองว่าเรื่องแบรนด์เป็นเพียงเรื่องรอง สิ่งที่ต้องมาก่อนคือ Passion และ Performance
Jim ยอมรับว่า Personal Branding มีความสำคัญต่อโลกอัลตราเทรลในปัจจุบัน เพราะสามารถเปลี่ยนกีฬาให้กลายเป็นอาชีพได้ แต่สำหรับเขา ความหลงใหลและผลงานในสนามยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่สุด หากสองสิ่งนี้แข็งแรง ภาพลักษณ์และโอกาสอื่น ๆ จะตามมาเอง
ความสัมพันธ์ระหว่าง Jim Walmsley กับ HOKA ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ทั้งคู่มีชื่อเสียงในวงการแล้ว แต่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ต่างฝ่ายต่างกำลังสร้างชื่อและมองหาเส้นทางเติบโตของตัวเอง
HOKA ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 จากแบรนด์รองเท้าเทรลขนาดเล็กที่เลือกสวนกระแสตลาดด้วยรองเท้าพื้นหนา ในช่วงที่รองเท้าพื้นบางยังได้รับความนิยม ก่อนจะผลักดันแนวคิดที่เคยถูกมองว่า "แปลก" ให้กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของวงการรองเท้าวิ่งทั่วโลก
Jim เล่าว่า เมื่อเริ่มทำงานกับ HOKA เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เขากำลังมองหาแบรนด์ที่มีความทะเยอทะยานคล้ายกับตัวเอง
เวลานั้น HOKA ยังเป็นแบรนด์อายุน้อย ขณะที่ Jim ก็กำลังสร้างชื่อในวงการ ทั้ง Jim และ HOKA จึงอยู่ในช่วงที่ต้องการเติบโตไม่ต่างกัน
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา Jim และ HOKA เติบโต เผชิญความท้าทาย และพยายามแก้ปัญหาไปด้วยกัน จนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษสำหรับเขา
เรื่องราวนี้สะท้อนอีกมุมหนึ่งของ Sports Marketing ว่า ความร่วมมือที่แข็งแรงอาจไม่ได้เกิดจากการนำแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดมาจับคู่กับนักกีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดเสมอไป แต่อาจเกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อในอนาคตแบบเดียวกัน และพร้อมเติบโตไปด้วยกัน
เมื่อ SPOTLIGHT ถามว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Trail Running เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา Jim ตอบว่า “Social Media”
เหตุผลสำคัญคือ Trail Running มีองค์ประกอบที่เหมาะกับโลกโซเชียลอยู่แล้ว นั่นคือทิวทัศน์ ทั้งภูเขา ป่า แนวสันเขา และเส้นทางที่งดงามจนบางครั้งภาพบน Instagram อาจดูราวกับถูกแต่งให้สวยเกินจริง แต่ Jim ยืนยันว่า สถานที่เหล่านั้นสวยงามเช่นนั้นจริง ๆ
Social Media จึงไม่ได้เพียงช่วยประชาสัมพันธ์กีฬา แต่เปิดโอกาสให้คนที่ไม่เคยรู้จัก Trail Running ได้เห็นว่า กีฬาชนิดนี้สามารถพาพวกเขาไปสัมผัสสถานที่แบบใดได้บ้าง
นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Trail Running กำลังเปลี่ยนสถานะจากกีฬาไปสู่กิจกรรมไลฟ์สไตล์ และกลายเป็นพื้นที่สำหรับสร้างชุมชนของคนทั่วโลก
สำหรับ Jim การวิ่งไม่ได้มีความหมายเฉพาะเรื่องสุขภาพ แต่ยังเป็นวิธีเข้าสังคมและสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
เขาเปรียบการวิ่งเสมือน “ภาษาอีกภาษาหนึ่ง” เพราะแม้แต่ละคนจะมาจากคนละประเทศ พูดคนละภาษา หรือมีวัฒนธรรมแตกต่างกัน แต่เมื่อออกไปวิ่งด้วยกัน ทุกคนสามารถสร้างสายสัมพันธ์บางอย่างร่วมกันได้
ด้วยเหตุนี้ เมื่อถูกถามว่า Wellness เป็นเพียงกระแสชั่วคราวหรือกำลังกลายเป็น New Normal หรือความปกติใหม่ Jim จึงเลือกคำตอบอย่างหลัง เพราะสิ่งที่ผู้คนกำลังตามหาอาจไม่ใช่เพียงสุขภาพที่ดีขึ้น แต่รวมถึงความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง หรือ Sense of Belonging ด้วย
คำแนะนำของ Jim สำหรับคนที่ต้องการเริ่มวิ่งเทรลครั้งแรกจึงไม่ใช่การซื้อรองเท้าที่ดีที่สุด หรือบังคับตัวเองให้ฝึกหนักที่สุด แต่คือ "การออกไปพบผู้คน"
เขามองว่าชุมชน Trail Running มีความพิเศษตรงที่ผู้คนเปิดกว้างต่อการพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์
เมื่อมีเพื่อน มีชุมชน และมีคนออกไปวิ่งด้วยกัน เราจะกล้าสำรวจขีดจำกัดใหม่ ๆ พร้อมมีแรงรับผิดชอบต่อกันที่ช่วยให้กลับมาวิ่งได้อย่างสม่ำเสมอ และเมื่อความสม่ำเสมอเกิดขึ้น ผลงานก็จะค่อย ๆ ตามมาเอง
แม้จะเป็นนักกีฬาอาชีพ Jim ยอมรับว่าอาการหมดไฟหรือ Burnout เป็นเรื่องปกติ และสามารถเกิดขึ้นได้หลายครั้ง สำหรับเขา Burnout เปรียบเสมือนสัญญาณจากร่างกายที่กำลังเตือนว่า เราอาจโหมฝึกหรือแข่งมากเกินไปแล้ว
กีฬาที่ต้องอาศัยความอึดอย่างการวิ่งอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าต้องวิ่งให้มากขึ้น ซ้อมให้หนักขึ้น และผลักดันตัวเองให้ไกลขึ้นอยู่เสมอ แต่ Jim กลับย้ำว่า “More is not always better”
การวิ่งต้องอาศัยสมดุลทั้งด้านพลังงานและเวลา หากเริ่มสูญเสียแรงจูงใจ คำตอบที่ถูกต้องอาจไม่ใช่การฝืนซ้อมต่อ แต่คือการถอยออกมาสักเล็กน้อย เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นตัว
เมื่อ SPOTLIGHT ถาม Jim ว่า ในวันที่วิ่งจนเหนื่อยถึงขีดสุด เขาพูดอะไรกับตัวเอง คำตอบของเขาไม่ได้เป็นถ้อยคำสร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ตรงกันข้าม เขาตอบติดตลกว่า บางครั้งสิ่งที่ทำก็เพียงแค่ “ปิดสมอง” และหยุดคิดอะไรให้ซับซ้อน
สำหรับ Jim การแข่งขันอัลตราเทรลทำให้ชีวิตถูกลดทอนเหลือเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หน้าที่ของนักวิ่งมีเพียงอยู่กับปัจจุบัน จดจ่อกับก้าวถัดไป ยอมรับสิ่งที่กำลังเผชิญ และเดินหน้าต่อ
นี่คือหนึ่งในสิ่งที่เขาชื่นชอบที่สุดเกี่ยวกับการแข่งขันระยะไกล เพราะเมื่อทุ่มเทให้กับเส้นทางอย่างเต็มที่ เขาจะจดจ่อกับช่วงเวลาตรงหน้าจนเรื่องอื่นแทบหมดความหมาย
แม้แต่ภาพของตัวเองขณะวิ่งเข้าเส้นชัยก็ไม่ใช่สิ่งที่ Jim นึกถึง โดยเฉพาะบนเส้นทางที่มีความซับซ้อนทางเทคนิค สิ่งเดียวที่เขาให้ความสำคัญคือทางวิ่งที่อยู่เบื้องหน้า
บางที แนวคิดนี้อาจเป็นบทเรียนที่กว้างไกลกว่าการวิ่ง เมื่อเป้าหมายยังอยู่ห่างออกไป เรามักกดดันตัวเองด้วยคำถามว่า “เมื่อไรจะไปถึง” ทั้งที่สิ่งเดียวซึ่งควบคุมได้จริงอาจเป็นเพียงการก้าวต่อไป
เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นการรู้ว่าเราได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว ดังที่ Jim สรุปไว้อย่างเรียบง่ายว่า “Just try your hardest.”
เมื่อมองย้อนกลับไปถึงเส้นทางของ Jim ใน UTMB ประโยคนี้ยิ่งมีความหมาย เขาเคยคว้าอันดับ 5 ในปี 2017 ก่อนจะวิ่งไม่จบถึงสองครั้งในปี 2018 และ 2021 แต่ก็ยังกลับมาลงแข่งอีกครั้ง จนคว้าอันดับ 4 และก้าวขึ้นเป็นแชมป์ได้สำเร็จในปี 2023
เรื่องราวของ Jim Walmsley จึงไม่ได้สอนว่า "หากเก่งพอ เราจะไม่มีวันพ่ายแพ้" แต่กลับแสดงให้เห็นว่า ต่อให้เก่งเพียงใดก็ยังแพ้ได้ ต่อให้พยายามเต็มที่ก็อาจยังไม่สำเร็จ และบางเป้าหมายอาจต้องกลับไปลองเป็นครั้งที่สอง สาม สี่ หรือห้า จึงจะไปถึง
ความล้มเหลวจึงไม่ใช่หลักฐานว่าเราทำไม่ได้เสมอไป บางครั้งมันเป็นเพียงข้อมูลที่บอกว่า หากยังต้องการไปถึงเป้าหมาย ครั้งหน้าเราต้องกลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม