Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
คุยกับJim Walmsley จากDNF สู่แชมป์UTMB ผู้ชนะคือคนแพ้ที่ไม่ยอมหยุดวิ่ง
โดย : ปาณิสรา สุทธิกาญจนวงศ์

คุยกับJim Walmsley จากDNF สู่แชมป์UTMB ผู้ชนะคือคนแพ้ที่ไม่ยอมหยุดวิ่ง

20 ส.ค. 69
10:52 น.
แชร์

หากพูดถึงนักวิ่ง Ultra Trail ระดับโลก ชื่อของ Jim Walmsley ย่อมเป็นหนึ่งในชื่อที่แฟนกีฬาสายนี้คุ้นเคยมากที่สุด ในฐานะนักวิ่งชาวอเมริกันผู้คว้าแชมป์ Western States 100 มาแล้วถึง 4 ครั้งในปี 2018, 2019, 2021 และ 2024

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของ Jim น่าสนใจ อาจไม่ใช่เพียงความเร็วหรือจำนวนแชมป์ที่เขาคว้ามาได้ หากเป็นเส้นทางสู่ชัยชนะในสนามที่เขาเคยพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะกลับมาพิชิตได้สำเร็จในที่สุด สนามนั้นคือ UTMB Mont-Blanc

ในบทสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้ SPOTLIGHT ชวน Jim Walmsley ย้อนมองเส้นทางจากนักวิ่งที่เคยวิ่งไม่จบการแข่งขัน หรือ DNF สู่การเป็นแชมป์ UTMB พร้อมถอดบทเรียนเรื่องความสม่ำเสมอ การรับมือกับความล้มเหลว และความหมายของการวิ่งที่ไปไกลกว่าการแข่งขัน

Montana จุดเปลี่ยนที่พา Jim Walmsley เข้าสู่วงการ Trail

Jim เล่าให้ SPOTLIGHT ฟังว่า หนึ่งในเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตเขามากที่สุดคือการย้ายไปอยู่รัฐ Montana สหรัฐอเมริกา

สภาพแวดล้อมใหม่ทำให้เขาได้เข้าใกล้ชุมชนคนรักกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งการตั้งแคมป์ เดินป่า และใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ก่อนจะเริ่มเข้าสู่โลกของการวิ่งเทรลอย่างจริงจังราวปี 2014

สำหรับ Jim การได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทที่เข้าถึงธรรมชาติได้ง่ายได้ “เปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิตของเขา” แต่การค้นพบสิ่งที่รักไม่ได้หมายความว่าเขาจะก้าวขึ้นเป็นนักกีฬาระดับโลกได้ในทันที

สิ่งหนึ่งที่ Jim ยอมรับว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีในช่วงแรกคือ “ความสม่ำเสมอ” บางครั้งเขาซ้อมต่อเนื่องสองสัปดาห์ ก่อนจะหยุดไปอีกสองสัปดาห์ จนกระทั่งค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะจัดสมดุลชีวิตและรักษาวินัยในการฝึกซ้อมให้ต่อเนื่องมากขึ้น

เมื่อความสม่ำเสมอเกิดขึ้น ผลงานของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

นี่อาจเป็นบทเรียนแรกจาก Jim ที่ฟังดูธรรมดา แต่ใช้ได้กับแทบทุกเรื่อง เพราะคนที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่หวือหวาได้ทุกวัน แต่อาจเป็นคนที่ทำเรื่องธรรมดาได้อย่างต่อเนื่องนานกว่าคนอื่น

UTMB สนามที่คนเก่งอย่าง Jim Walmsley ก็ไม่ได้ชนะง่าย ๆ

ก่อนหน้านี้ แม้ Jim จะเป็นหนึ่งในนักวิ่งอัลตราเทรลที่โดดเด่นที่สุดของสหรัฐฯ แต่ยังมีการแข่งขันหนึ่งที่เป็นเป้าหมายใหญ่และท้าทายเขามาโดยตลอด นั่นคือ UTMB Mont-Blanc

UTMB หรือ Ultra-Trail du Mont-Blanc เป็นหนึ่งในการแข่งขันอัลตราเทรลระดับโลกที่มีชื่อเสียงที่สุด จัดขึ้นที่เมือง Chamonix ประเทศฝรั่งเศส สนามหลักมีระยะทางประมาณ 170 กิโลเมตร และความสูงสะสมราว 10,000 เมตร เส้นทางวิ่งวนรอบเทือกเขา Mont Blanc ผ่านฝรั่งเศส อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ จนอาจกล่าวได้ว่า UTMB คือทั้งสนามในฝันและเวทีใหญ่ระดับโลกของนักวิ่งเทรล

Jim ลงแข่งขันที่นี่ครั้งแรกในปี 2017 และจบด้วยอันดับ 5 ก่อนกลับมาอีกครั้งในปี 2018 แต่ต้อง DNF หรือไม่สามารถจบการแข่งขันได้

จากนั้นในปี 2021 เขาพยายามอีกครั้งและต้องจบลงด้วย DNF เป็นครั้งที่สอง กระทั่งปี 2022 เขากลับมาเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นด้วยอันดับ 4

แม้ Walmsley จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการอัลตราเทรลของสหรัฐฯ แต่ UTMB กลับเป็นความท้าทายที่เขายังพิชิตไม่ได้เสียที

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะสรุปว่าสนามนี้อาจไม่เหมาะกับตัวเอง Jim กลับตัดสินใจเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทั้งชีวิต เพื่อทำความเข้าใจสนามแห่งนี้ให้ลึกซึ้งกว่าเดิม

ในปี 2022 Jim และภรรยาย้ายไปอาศัยอยู่ในเทือกเขา French Alps เขาเริ่มเรียนรู้การวิ่งภูเขาแบบยุโรป ฝึกบนเส้นทางที่ชันกว่าเดิม ปรับเทคนิคการขึ้นเขา ใช้ชีวิตท่ามกลางภูเขา และเรียนรู้จากนักวิ่งฝรั่งเศส

Jim บอกว่า การใช้ชีวิตในฝรั่งเศสส่งผลอย่างมากต่อทั้งรูปแบบการฝึก วิธีคิด และความสามารถในการรับมือกับภูมิประเทศที่ลาดชันกว่าเดิม

ในที่สุดปี 2023 Jim Walmsley ก็เข้าเส้นชัย UTMB ด้วยเวลา 19 ชั่วโมง 37 นาที 43 วินาที และคว้าอันดับ 1 ได้สำเร็จ ทำให้ตำแหน่งแชมป์ที่เขาไล่ตามมานานหลายปีตกเป็นของเขาในที่สุด

“Run with Passion” ความหลงใหลต้องมาก่อนภาพลักษณ์

เมื่อ SPOTLIGHT ถาม Jim ว่า หากต้องสรุปความสำเร็จของตัวเองออกมาเป็นหนึ่งประโยค เขาจะเลือกประโยคใด คำตอบของเขาคือ “Run with passion”

สำหรับ Jim คำว่า Passion ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีความฝันที่สวยงาม แต่หมายถึงการยอมให้ความรู้สึก ความหลงใหล และสิ่งที่เรารัก เป็นตัวกำหนดว่าเราจะทุ่มเทเวลาและพลังให้กับอะไร เพราะเมื่อใส่พลังลงไปในสิ่งที่รักอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้รับอาจมากกว่าที่เราเคยคาดไว้ตั้งแต่ต้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในวิธีที่ Jim ใช้สร้าง Personal Brand ของตัวเองด้วย

ในยุคที่นักกีฬาต้องรับบทเป็นทั้งนักกีฬา อินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เขากลับมองว่าเรื่องแบรนด์เป็นเพียงเรื่องรอง สิ่งที่ต้องมาก่อนคือ Passion และ Performance

Jim ยอมรับว่า Personal Branding มีความสำคัญต่อโลกอัลตราเทรลในปัจจุบัน เพราะสามารถเปลี่ยนกีฬาให้กลายเป็นอาชีพได้ แต่สำหรับเขา ความหลงใหลและผลงานในสนามยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่สุด หากสองสิ่งนี้แข็งแรง ภาพลักษณ์และโอกาสอื่น ๆ จะตามมาเอง

Jim Walmsley และ HOKA สองชื่อที่เติบโตไปพร้อมกัน

ความสัมพันธ์ระหว่าง Jim Walmsley กับ HOKA ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ทั้งคู่มีชื่อเสียงในวงการแล้ว แต่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ต่างฝ่ายต่างกำลังสร้างชื่อและมองหาเส้นทางเติบโตของตัวเอง

HOKA ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 จากแบรนด์รองเท้าเทรลขนาดเล็กที่เลือกสวนกระแสตลาดด้วยรองเท้าพื้นหนา ในช่วงที่รองเท้าพื้นบางยังได้รับความนิยม ก่อนจะผลักดันแนวคิดที่เคยถูกมองว่า "แปลก" ให้กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของวงการรองเท้าวิ่งทั่วโลก

Jim เล่าว่า เมื่อเริ่มทำงานกับ HOKA เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เขากำลังมองหาแบรนด์ที่มีความทะเยอทะยานคล้ายกับตัวเอง

เวลานั้น HOKA ยังเป็นแบรนด์อายุน้อย ขณะที่ Jim ก็กำลังสร้างชื่อในวงการ ทั้ง Jim และ HOKA จึงอยู่ในช่วงที่ต้องการเติบโตไม่ต่างกัน

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา Jim และ HOKA เติบโต เผชิญความท้าทาย และพยายามแก้ปัญหาไปด้วยกัน จนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษสำหรับเขา

เรื่องราวนี้สะท้อนอีกมุมหนึ่งของ Sports Marketing ว่า ความร่วมมือที่แข็งแรงอาจไม่ได้เกิดจากการนำแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดมาจับคู่กับนักกีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดเสมอไป แต่อาจเกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อในอนาคตแบบเดียวกัน และพร้อมเติบโตไปด้วยกัน

Social Media เปลี่ยน Trail Running จากกีฬาเฉพาะกลุ่มสู่ไลฟ์สไตล์

เมื่อ SPOTLIGHT ถามว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Trail Running เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา Jim ตอบว่า “Social Media”

เหตุผลสำคัญคือ Trail Running มีองค์ประกอบที่เหมาะกับโลกโซเชียลอยู่แล้ว นั่นคือทิวทัศน์ ทั้งภูเขา ป่า แนวสันเขา และเส้นทางที่งดงามจนบางครั้งภาพบน Instagram อาจดูราวกับถูกแต่งให้สวยเกินจริง แต่ Jim ยืนยันว่า สถานที่เหล่านั้นสวยงามเช่นนั้นจริง ๆ

Social Media จึงไม่ได้เพียงช่วยประชาสัมพันธ์กีฬา แต่เปิดโอกาสให้คนที่ไม่เคยรู้จัก Trail Running ได้เห็นว่า กีฬาชนิดนี้สามารถพาพวกเขาไปสัมผัสสถานที่แบบใดได้บ้าง

นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Trail Running กำลังเปลี่ยนสถานะจากกีฬาไปสู่กิจกรรมไลฟ์สไตล์ และกลายเป็นพื้นที่สำหรับสร้างชุมชนของคนทั่วโลก

การวิ่ง ไม่ใช่แค่ “เทรนด์” แต่กำลังกลายเป็น “ภาษา” ที่คนทั่วโลกเข้าใจกัน

สำหรับ Jim การวิ่งไม่ได้มีความหมายเฉพาะเรื่องสุขภาพ แต่ยังเป็นวิธีเข้าสังคมและสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น

เขาเปรียบการวิ่งเสมือน “ภาษาอีกภาษาหนึ่ง” เพราะแม้แต่ละคนจะมาจากคนละประเทศ พูดคนละภาษา หรือมีวัฒนธรรมแตกต่างกัน แต่เมื่อออกไปวิ่งด้วยกัน ทุกคนสามารถสร้างสายสัมพันธ์บางอย่างร่วมกันได้

ด้วยเหตุนี้ เมื่อถูกถามว่า Wellness เป็นเพียงกระแสชั่วคราวหรือกำลังกลายเป็น New Normal หรือความปกติใหม่ Jim จึงเลือกคำตอบอย่างหลัง เพราะสิ่งที่ผู้คนกำลังตามหาอาจไม่ใช่เพียงสุขภาพที่ดีขึ้น แต่รวมถึงความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง หรือ Sense of Belonging ด้วย

คำแนะนำของ Jim สำหรับคนที่ต้องการเริ่มวิ่งเทรลครั้งแรกจึงไม่ใช่การซื้อรองเท้าที่ดีที่สุด หรือบังคับตัวเองให้ฝึกหนักที่สุด แต่คือ "การออกไปพบผู้คน"

เขามองว่าชุมชน Trail Running มีความพิเศษตรงที่ผู้คนเปิดกว้างต่อการพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์

เมื่อมีเพื่อน มีชุมชน และมีคนออกไปวิ่งด้วยกัน เราจะกล้าสำรวจขีดจำกัดใหม่ ๆ พร้อมมีแรงรับผิดชอบต่อกันที่ช่วยให้กลับมาวิ่งได้อย่างสม่ำเสมอ และเมื่อความสม่ำเสมอเกิดขึ้น ผลงานก็จะค่อย ๆ ตามมาเอง

“More is not always better” เมื่อการพักก็เป็นส่วนหนึ่งของการวิ่ง

แม้จะเป็นนักกีฬาอาชีพ Jim ยอมรับว่าอาการหมดไฟหรือ Burnout เป็นเรื่องปกติ และสามารถเกิดขึ้นได้หลายครั้ง สำหรับเขา Burnout เปรียบเสมือนสัญญาณจากร่างกายที่กำลังเตือนว่า เราอาจโหมฝึกหรือแข่งมากเกินไปแล้ว

กีฬาที่ต้องอาศัยความอึดอย่างการวิ่งอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าต้องวิ่งให้มากขึ้น ซ้อมให้หนักขึ้น และผลักดันตัวเองให้ไกลขึ้นอยู่เสมอ แต่ Jim กลับย้ำว่า “More is not always better”

การวิ่งต้องอาศัยสมดุลทั้งด้านพลังงานและเวลา หากเริ่มสูญเสียแรงจูงใจ คำตอบที่ถูกต้องอาจไม่ใช่การฝืนซ้อมต่อ แต่คือการถอยออกมาสักเล็กน้อย เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นตัว

ในวันที่เหนื่อยมาก ๆ ไม่ต้องคิดถึงเส้นชัยก็ได้

เมื่อ SPOTLIGHT ถาม Jim ว่า ในวันที่วิ่งจนเหนื่อยถึงขีดสุด เขาพูดอะไรกับตัวเอง คำตอบของเขาไม่ได้เป็นถ้อยคำสร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ตรงกันข้าม เขาตอบติดตลกว่า บางครั้งสิ่งที่ทำก็เพียงแค่ “ปิดสมอง” และหยุดคิดอะไรให้ซับซ้อน

สำหรับ Jim การแข่งขันอัลตราเทรลทำให้ชีวิตถูกลดทอนเหลือเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หน้าที่ของนักวิ่งมีเพียงอยู่กับปัจจุบัน จดจ่อกับก้าวถัดไป ยอมรับสิ่งที่กำลังเผชิญ และเดินหน้าต่อ

นี่คือหนึ่งในสิ่งที่เขาชื่นชอบที่สุดเกี่ยวกับการแข่งขันระยะไกล เพราะเมื่อทุ่มเทให้กับเส้นทางอย่างเต็มที่ เขาจะจดจ่อกับช่วงเวลาตรงหน้าจนเรื่องอื่นแทบหมดความหมาย

แม้แต่ภาพของตัวเองขณะวิ่งเข้าเส้นชัยก็ไม่ใช่สิ่งที่ Jim นึกถึง โดยเฉพาะบนเส้นทางที่มีความซับซ้อนทางเทคนิค สิ่งเดียวที่เขาให้ความสำคัญคือทางวิ่งที่อยู่เบื้องหน้า

บางที แนวคิดนี้อาจเป็นบทเรียนที่กว้างไกลกว่าการวิ่ง เมื่อเป้าหมายยังอยู่ห่างออกไป เรามักกดดันตัวเองด้วยคำถามว่า “เมื่อไรจะไปถึง” ทั้งที่สิ่งเดียวซึ่งควบคุมได้จริงอาจเป็นเพียงการก้าวต่อไป

เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นการรู้ว่าเราได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว ดังที่ Jim สรุปไว้อย่างเรียบง่ายว่า “Just try your hardest.”

เมื่อมองย้อนกลับไปถึงเส้นทางของ Jim ใน UTMB ประโยคนี้ยิ่งมีความหมาย เขาเคยคว้าอันดับ 5 ในปี 2017 ก่อนจะวิ่งไม่จบถึงสองครั้งในปี 2018 และ 2021 แต่ก็ยังกลับมาลงแข่งอีกครั้ง จนคว้าอันดับ 4 และก้าวขึ้นเป็นแชมป์ได้สำเร็จในปี 2023

เรื่องราวของ Jim Walmsley จึงไม่ได้สอนว่า "หากเก่งพอ เราจะไม่มีวันพ่ายแพ้" แต่กลับแสดงให้เห็นว่า ต่อให้เก่งเพียงใดก็ยังแพ้ได้ ต่อให้พยายามเต็มที่ก็อาจยังไม่สำเร็จ และบางเป้าหมายอาจต้องกลับไปลองเป็นครั้งที่สอง สาม สี่ หรือห้า จึงจะไปถึง

ความล้มเหลวจึงไม่ใช่หลักฐานว่าเราทำไม่ได้เสมอไป บางครั้งมันเป็นเพียงข้อมูลที่บอกว่า หากยังต้องการไปถึงเป้าหมาย ครั้งหน้าเราต้องกลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม

แชร์
คุยกับJim Walmsley จากDNF สู่แชมป์UTMB ผู้ชนะคือคนแพ้ที่ไม่ยอมหยุดวิ่ง