
หมอแอร์ โพสต์เตือน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หลัง 3 นักวิ่ง หัวใจหยุดเต้นขณะแข่งขัน เป็นสัญญาณต้องจริงจัง แม้จะมีเรื่องดีอยู่บ้าง
หมอแอร์ หรือ นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หมอโรคหัวใจและการกีฬา นักไตรกีฬาและอายุรแพทย์โรคหัวใจ ผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology โพสต์ผ่านเฟสบุ๊ก Akanis Srisukwattana เตือนถึง การจัดงานวิ่งที่ผ่านมา มีนักวิ่งหัวใจหยุดเต้น 3 ราย ภายในงานเดียว ถือว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
พร้อมข้อความระบุว่า
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ต้องจริงจังครับ
ข่าวดีคือ ทีมแพทย์สามารถช่วยชีวิตนักวิ่งที่หัวใจหยุดเต้นได้ถึง 3 รายในงานวิ่งเดียว เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง สะท้อนว่าระบบแพทย์ฉุกเฉินและงานวิ่งในประเทศไทยพัฒนาไปไกลมากแล้ว
แต่ในขณะเดียวกัน
ตัวเลขนี้ก็น่าตกใจเช่นกัน
โดยปกติแล้ว อุบัติการณ์ของภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะแข่งกีฬาอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 80,000 -100,000 คน ในประชากรทั่วไป
และอาจเพิ่มเป็นประมาณ 1 ต่อ 50000 คน ในกลุ่มอายุที่มากขึ้น
แต่เมื่อมีผู้ป่วยถึง 3 รายในงานวิ่งเดียว
สัดส่วนความเสี่ยงอาจสูงถึงระดับประมาณ 1 ต่อ 10,000
ซึ่งถือว่าสูงกว่าปกติหลายเท่า
โดยทั่วไป ภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะออกกำลังกายมักเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก
1. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม
เช่น อุณหภูมิสูง , ความชื้นสูง , มลพิษทางอากาศ เช่น PM2.5 , ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ง่ายขึ้น
2. ปัจจัยด้านสุขภาพของนักวิ่ง (ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญกว่า)
หลายคนเข้าใจผิดว่า
"คนที่ไปแข่งวิ่ง ขาไม่แรง ไม่ได้ซ้อมเยอะ ไม่ใช่ นักกีฬา"
แต่ในทางการแพทย์ เมื่อใดก็ตามที่เราเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา ไม่ว่าจะวิ่งเร็วหรือช้า ร่างกายจะถูกกระตุ้นเข้าสู่ระดับความเครียดทางสรีรวิทยาที่สูงขึ้น ถือว่าออกกำลังกายหนักแบบนักกีฬาครับ ซึ่งควรได้รับการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า
ข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่า กลุ่มที่เสียชีวิตจากการออกกำลังกายมากที่สุดคือ ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิงประมาณ 3 เท่า และสาเหตุหลัก เกิน 85% คือ "โรคหลอดเลือดหัวใจ"
ภัยเงียบที่นักวิ่งมองไม่เห็น คือ ไขมันในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูงมักไม่มีอาการ
หลายคนยังใช้ชีวิต ออกกำลังกาย และแข่งขันกีฬาได้ตามปกติ แต่ในความเป็นจริง อาจมีคราบไขมันสะสมอยู่ในหลอดเลือดหัวใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อออกกำลังกายหนัก คราบไขมันอาจแตกหรือหลุด ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หากเป็นการอุดตันในเส้นเลือดขนาดเล็ก
การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) และการส่งต่อเพื่อทำบอลลูนหลอดเลือดอาจช่วยชีวิตได้ แต่หากเป็นการอุดตันในเส้นเลือดหลัก โอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก ปั้มหัวใจไม่ขึ้นเลย แม้จะได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ก็ตาม
การตรวจคัดกรองก่อนแข่งกีฬา จึงถือว่าความรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง
สำหรับนักวิ่งที่มีอายุ 35–40 ปีขึ้นไป
โดยเฉพาะผู้ที่มี ไขมันในเลือดสูง , โรคประจำตัว หรือความเสี่ยงปานกลางขึ้นไปต่อโรคหัวใจ ควรได้รับการตรวจคัดกรองก่อนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา ถ้ามีไขมันสูงและมีคราบไขมันในหลอดเลือด การรักษาไขมันในเลือด ไม่ต่างจากการคาดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถ อาจไม่ได้ป้องกันอุบัติเหตุทั้งหมด แต่ช่วยลดความรุนแรงและโอกาสเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
การวิ่ง และการแข่งอย่างปลอดภัย จึงเป็นเรื่องของ "ความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตัวเอง" เพราะบางครั้ง ความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่การวิ่งเร็วเกินไป แต่คือการวิ่ง โดยไม่รู้ว่าหัวใจของเราพร้อมหรือไม่ครับ
ขอให้ นักวิ่งทั้ง 3 ท่าน แข็งแรงฟื้นตัวโดยเร็ว ผมขออนุญาตใช้โอกาสนี้ ส่งต่อความรู้ให้ทุกคนที่กำลังแข่งกีฬาครับ
หมอแอร์
หมอหัวใจและการกีฬา
สำหรับนักวิ่งทั้ง 3 ราย ได้รับการดูแลจาก โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ผลการรักษา ผู้ป่วยปลอดภัยดีแล้ว
Advertisement