
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เวลาจะเลือกประเทศไปเที่ยว คนส่วนใหญ่มักคิดถึงทะเล ภูเขา ร้านอาหาร หรือแหล่งช้อปปิ้ง แลนด์มาร์กต่างๆ
แต่วันนี้มีนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่เลือกเมืองจากคำถามง่าย ๆ ว่า "ปีนี้เมืองนี้งานวิ่งอะไรบ้าง มีการแข่งขันมาราธอนหรือเปล่า?"
ข้อมูลล่าสุดจาก Agoda พบว่า คนไทยกำลังเดินทางตามงานวิ่งมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยอดค้นหาที่พักช่วงแข่งขัน JTBC Seoul Marathon เพิ่มขึ้นถึง 73%, Mt. Fuji Marathon เพิ่มขึ้น 41% และ Amazing Thailand Marathon Bangkok เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่ว่า "คนออกกำลังกายมากขึ้น"แต่มันกำลังสะท้อนว่าการวิ่งกำลังเปลี่ยนวิธีการท่องเที่ยวของคนทั้งโลก
บทความนี้ SPOTLIGHT ชวนทุกคนไปหาคำตอบกับเทรนด์ ‘Run-cation’ วิ่งไปเที่ยวไปเมื่อ ‘บิบวิ่ง’ กลายเป็นเหตุผลใหม่ ให้นักวิ่งตัดสินใจจองตั๋วไปเที่ยว
ทุกวันนี้ หลายเมืองไม่ได้จัดมาราธอนเพราะอยากส่งเสริมกีฬาแต่จัดเพราะมันคือ "อุตสาหกรรมท่องเที่ยว" นักวิ่งหนึ่งคน ไม่ได้จ่ายแค่ค่าสมัคร
แต่ยังจ่ายค่าเครื่องบิน โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ รถไฟ ของฝาก รวมถึงมักจะอยู่ต่ออีก 2-3 วันหลังแข่งเพื่อเที่ยวต่อ หลายคนไม่ได้เดินทางคนเดียว
แต่พาแฟน เพื่อน หรือครอบครัวไปด้วย นั้นหมายความว่านักวิ่ง 1 คน อาจสร้างเม็ดเงินให้เมืองมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปหลายเท่า
นี่คือเหตุผลที่เมืองอย่างโตเกียว โซล ไทเป สิงคโปร์ ซิดนีย์ บอสตัน ลอนดอน ต่างลงทุนกับงานมาราธอนระดับโลกอย่างจริงจัง ทั้งระบบจัดการแข่งขัน ความปลอดภัย การปิดถนน ระบบขนส่ง และประสบการณ์ของนักวิ่ง
โดยเส้นทางวิ่งที่ถูกออกแบบและคิดมาอย่างดี จะพาผู้เข้าร่วมผ่านแลนด์มาร์กสำคัญ พิพิธภัณฑ์ ย่านประวัติศาสตร์ หรือแหล่งวัฒนธรรม เปลี่ยนการแข่งขันให้กลายเป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ เพราะทุกครั้งที่นักวิ่งโพสต์รูปเข้าเส้นชัย เมืองนั้นก็ได้รับการประชาสัมพันธ์ไปพร้อมกัน
หนึ่งในงานใหญ่สำหรับสายวิ่งของประเทศไทย คือ Amazing Thailand Marathon Bangkok 2026 โดยสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทำสถิติสูงสุด มียอดนักวิ่งไทยและต่างประเทศ แห่สมัครร่วมแข่งขัน 60,618 คน ภายในระยะเวลาเพียง 1 วัน
ข้อมูลของ Agoda พบว่า หลังจาก Amazing Thailand Marathon Bangkok 2026 ได้เปิดรับสมัครไป มียอดค้นหาที่พักเพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อน และไม่ได้มีแค่คนไทยที่สนใจ แต่ยังได้รับความสนใจจากนักเดินทางในฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และไต้หวันอีกด้วย
ตัวเลขนี้อาจดูไม่หวือหวาเท่าโซลที่เพิ่มขึ้น 73% แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า กรุงเทพฯ กำลังเริ่มถูกมองเป็นจุดหมายปลายทางของนักวิ่งในภูมิภาค
หากสามารถยกระดับมาตรฐานงานวิ่งให้ทัดเทียมสนามระดับโลก ทั้งด้านการจัดการแข่งขัน เส้นทางวิ่ง การบริการนักกีฬา การเดินทาง และประสบการณ์ของผู้ร่วมงาน กรุงเทพฯ ก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็น Running Destination ของเอเชียได้
เมื่อก่อนคนเที่ยวเพื่อเก็บแลนด์มาร์กต้องไปเช็กอินหอไอเฟลต้องไปโตเกียวทาวเวอร์ แต่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย กำลังเปลี่ยน Bucket Listจาก "ต้องไปถ่ายรูป" เป็น "ต้องไปวิ่งสนามนี้สักครั้งในชีวิต" เช่น Tokyo Marathon Berlin Marathon London Marathon UTMB ที่ Chamonix หรือแม้แต่ Mt. Fuji Marathon
เพราะเมืองที่ชนะ ไม่ใช่เมืองที่สวยที่สุด แต่คือเมืองที่ทำให้นักท่องเที่ยว "มีเหตุผลที่จะกลับมา" ลองสังเกตว่า คนที่ไปวิ่งโตเกียวปีนี้ มีโอกาสกลับไปอีกในปีหน้า เพื่อทำเวลาใหม่ หรือไปสนามอื่นในญี่ปุ่น งานวิ่งจึงสร้างนักท่องเที่ยวแบบ "Repeat Visitor" ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่านักท่องเที่ยวที่มาเพียงครั้งเดียว
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายเมืองลงทุนทั้งเส้นทางวิ่ง การจัดงาน ระบบขนส่ง อาสาสมัคร และประสบการณ์ของนักวิ่ง เพราะไม่ได้ขายแค่การแข่งขัน แต่กำลังขายภาพลักษณ์ของเมืองทั้งเมือง
คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ประเทศไทยมีสนามวิ่งจำนวนมาก และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ เราจะทำให้งานวิ่งกลายเป็นเหตุผลที่นักวิ่งต่างชาติ "ต้องบินมาไทย" ได้มากแค่ไหน
ถ้าทำได้สำเร็จ งานวิ่งจะไม่ใช่เพียงกิจกรรมสุดสัปดาห์ของคนรักสุขภาพ แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ให้โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ธุรกิจท้องถิ่น และทำให้เมืองถูกจดจำบนแผนที่โลกในฐานะ "Running Destination"
เพราะในยุคนี้ คนไม่ได้เลือกเมืองจากวิวสวยอย่างเดียว แต่เลือกจากประสบการณ์ที่เมืองนั้นมอบให้ และสำหรับนักวิ่งจำนวนมาก ประสบการณ์นั้นเริ่มต้นตั้งแต่เสียงปืนปล่อยตัว จนถึงก้าวสุดท้ายบนเส้นชัย