
เวลาพูดถึงเรื่องการลงทุน หลายคนมักจะนึกถึงภาพการนั่งเฝ้าหน้าจอ เทรดหุ้นรวดเร็ว หรือการพยายามเดาทิศทางตลาดเพื่อทำกำไรให้ได้ไวที่สุดใช่ไหมครับ? แต่ถ้าเราลองมองลึกลงไปจริงๆ จะพบว่าความมั่งคั่งที่ยั่งยืนแทบไม่ได้มาจาก "ความเร็ว" เลยครับ แต่มันมาจากสองคำง่ายๆ นั่นคือ “การอยู่รอด” และ “ระยะเวลา”
รู้ไหมครับว่ามีสถิติที่น่าสนใจมากอย่างหนึ่งในโลกการลงทุน... นักลงทุนสายเน้นคุณค่า (Value Investor หรือ VI) ระดับโลกส่วนใหญ่มีอายุขัยเฉลี่ยสูงถึง 96 ปี! ซึ่งสูงกว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ลองดูตัวอย่างใกล้ตัวกันครับ เช่น Warren Buffett, Charlie Munger (99 ปี), Irving Kahn (109 ปี) หรือ Walter Schloss (95 ปี)
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอนครับ แต่มันเกิดจาก "สไตล์การลงทุน" ที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของพวกเขา มีอะไรบ้าง ลองมาดูกันครับ
● ลงทุนอย่างมีส่วนต่างความปลอดภัย (Margin of Safety): นักลงทุน VI จะไม่ยอมวัดดวงกับสินทรัพย์ที่เสี่ยงเหมือนการพนัน แต่จะเลือกซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีในราคาที่คุ้มค่า ทำให้พอร์ตไม่ผันผวนจนนอนไม่หลับ
● ไม่สะสมความเครียดเรื้อรัง: การเทรดสั้นๆ หรือการกู้เงินมาลงทุนมักจะสร้างความเครียดสูง ร่างกายจะหลั่งสารความเครียดออกมาเรื่อยๆ จนเสี่ยงต่อโรคความดันและโรคหัวใจ แต่การลงทุนระยะยาวช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายกว่ามาก
● ให้เงินทำงานแทนอย่างแท้จริง: เมื่อได้เงินปันผลก็นำกลับไปลงทุนต่อ (Dividend Reinvestment) ปล่อยให้ระบบทบต้นทำงานไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่ต้องใช้แรงและเวลาหาเงินตลอดชีวิต จึงมีเวลาไปดูแลสุขภาพและใช้ชีวิตกับคนที่รักได้เต็มที่
ถ้าลองสังเกตสูตรคำนวณเงินทบต้นง่ายๆ ตัวแปรที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ "อัตราผลตอบแทน" แต่คือ "ระยะเวลา" (t) ครับ
Warren Buffett เคยพูดไว้ปนขำแต่จริงจังในปี 2008 ว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเขาคือ “การเป็นคนที่อายุยืนยาวที่สุด” นั่นเพราะเขารู้ดีว่า ยิ่งเขาอยู่นานขึ้นเท่าไหร่ พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะยิ่งแสดงปาฏิหาริย์แบบก้าวกระโดดมากขึ้นเท่านั้น
ความร่ำรวยของปู่ไม่เห็นเห็นตั้งแต่การลงทุนวันแรกๆ สิ่งหนึ่งที่ปู่ Buffett ให้บทเรียนกับเราคือ ความมั่งคั่งมากกว่า 95% ของเขา เกิดขึ้นหลังจากที่เขาอายุเกิน 60 ปีไปแล้ว! นี่คือผลลัพธ์ของการปล่อยให้ผลตอบแทนทบต้นไปเรื่อยๆ นานหลายสิบปี
นั่นแปลว่าในช่วง 30–35 ปีท้ายของชีวิตการลงทุน คือช่วงที่เงินทำงานงอกเงยได้มหาศาลที่สุด โดยที่เราแทบไม่ต้องเติมเงินต้นเพิ่มเลยครับ ดังนั้นแล้วข้อคิดสำคัญที่เราต้องจดจำก็คือ การพยายามทำกำไรสูงๆ แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงและความเครียดจนเสียสุขภาพ สุดท้ายแล้วอาจได้เงินสุทธิน้อยกว่าการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนปานกลาง แต่น่าอภิรมย์และยืนระยะได้ยาวนานกว่า
หลายคนชอบถามว่า "ควรรอซื้อตอนจุดต่ำสุดของตลาดดีไหม?" ในความเป็นจริง การเดาจุดต่ำสุดอย่างแม่นยำตลอดเวลาเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ครับ ลองมาดูตัวอย่างเปรียบเทียบง่ายๆ ในระยะ 30 ปีกันครับ
สายเดาตลาดแม่นเป๊ะ (Perfect Timing): ซื้อได้ ณ จุดต่ำสุดทุกปีติดต่อกัน 30 ปี พอร์ตอาจโตได้ถึง 16.9 ล้านบาท (ซึ่งในชีวิตจริงทำยากมาก)
สาย DCA ออมสม่ำเสมอ (Systematic DCA): ไม่สนใจจังหวะตลาด แต่ลงทุนเท่าๆ กันทุกเดือน พอร์ตเติบโตได้ถึง 14.9 ล้านบาท! แม้จะน้อยกว่าสายนิมิตตลาดเล็กน้อย แต่สบายใจกว่ากันมหาศาล ไม่ต้องเฝ้าจอ ไม่ต้องเครียด
สายจับจังหวะผิดพลาด (Failed Timing): พยายามจะจับจังหวะแต่เข้าผิดทิศผิดทาง ผลตอบแทนจะเหลือเพียง 13.5 ล้านบาท แถมต้องแบกรับความตื่นตระหนกตลอด 30 ปี
สรุปง่ายๆ แค่เราดูแลสุขภาพให้มีอายุลงทุนนานขึ้นอีกสัก 2 ปี หรือออมเงินเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ก็ชนะคนที่พยายามจับจังหวะตลาดมาตลอด 30 ปีได้อย่างขาดลอยแล้วครับ!
หากต้องการสร้างพอร์ตที่พร้อมรับมือทุกสภาวะเศรษฐกิจ และไม่ทำให้เราต้องนอนก่ายหน้าผาก แนะนำให้แบ่งเงินเป็น 2 ส่วนตามสัดส่วน 80:20 ครับ
1. พอร์ตหลัก (Core Portfolio - 80%): เปรียบเสมือนฐานรากที่มั่นคงของบ้าน
2. พอร์ตเสริม (Satellite Portfolio - 20%): ส่วนที่เติมเข้ามาเพื่อคว้าโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น
หลายคนอาจจะคิดว่า "ถ้าไม่ได้เริ่มลงทุนตั้งแต่ยังหนุ่มสาว คงไม่ทันแล้วมั้ง?" ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ ต่อให้เริ่มในวัย 50 หรือ 70 ปี ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
ผมขอยกตัวอย่างเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ด้วยเรื่องราวของ Anne Scheiberเธอเริ่มลงทุนอย่างจริงจังตอนอายุ 50 ปี ด้วยเงินออมธรรมดาๆ แต่เธอใช้วินัย นำเงินปันผลกลับไปลงทุนต่อ ซื้อหุ้นคุณค่าสะสมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเธอเสียชีวิตในวัย 101 ปี พอร์ตของเธอเติบโตกลายเป็นมรดกมูลค่าสูงถึง 600 ล้านบาท!
แต่ในความเป็นจริง ที่เราเห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้คือ คนใกล้วัยเกษียณที่ไม่ได้วางแผนการเงินมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาว เมื่อใกล้เกษียณมักใจร้อน อยากได้เงินไวเพื่อชดเชยเวลาที่เหลืออยู่น้อยลงแล้ว แต่รู้ไหมครับ ความเสี่ยงสูงมักนำมาซึ่งการขาดทุนหนักจนต้องขายตัดใจตอนตลาดปรับฐาน
แทนที่จะตกหลุมการลงทุนเร่งทำกำไรให้พอร์ตด้วยอะไรเสี่ยง ๆ สู้หันกลับมาให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของพอร์ตไว้ก่อน วัย 50 ปีขึ้นไปควรให้น้ำหนักกับพอร์ตหลัก (Core Port) เพื่อรักษาเงินต้น สร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ และปล่อยให้เงินทบต้นไปเรื่อยๆ
ในการลงทุนระยะยาว “คนที่ถอนตัวออกไปก่อน คือผู้พ่ายแพ้ที่แท้จริง” การสร้างความมั่งคั่งจึงเหมือนการวิ่งมาราธอนที่ไม่ได้วัดกันที่ความเร็ว แต่วัดกันที่ใครยืนระยะและรักษาวินัยได้นานกว่ากัน
การให้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาช่วยคุมความเสี่ยงและบริหารพอร์ต จะช่วยตัดเรื่องอารมณ์ออกไป ปลดล็อกให้เราได้เอาเวลาไปดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ และ “ยืดเวลาชีวิตของเราให้นานพอ” ให้ดอกเบี้ยทบต้นได้แสดงพลังอย่างเต็มที่
สุดท้ายนี้ไม่ว่า 3 สิ่งที่เราควรลงทุนควบคู่กันไปเสมอ คือ: การลงทุนในความรู้ เพื่อต่อยอดเงินทุน ลงทุนในสุขภาพ เพื่อซื้อเวลาในการเก็บเกี่ยวผลตอบแทน และ ลงทุนในความสัมพันธ์ เพื่อให้ชีวิตที่ยืนยาวนั้นเต็มไปด้วยความสุขควบคู่ไปกับความมั่งคั่งยั่งยืนนะครับ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด