
ราคาพลังงานที่สูงในปัจจุบันกำลังเป็นอีกแรงกดดันต่อการผลิตข้าวและชาวนาไทย เพราะการทำนาข้าวของไทยยังต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลในการสูบน้ำ โดยค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลสำหรับสูบน้ำคิดเป็นราว 20% ของต้นทุนการผลิตข้าวทั้งหมด และในปี 2569 ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่า ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 20% จากปีก่อนหน้า
เมื่อค่าใช้จ่ายสัดส่วนขนาดใหญ่ผูกอยู่กับราคาน้ำมัน การลดต้นทุนด้านพลังงานจึงเป็นอีกโจทย์ที่ชาวนาต้องเผชิญ โดยหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจในยุคนี้ คือ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้สูบน้ำ ซึ่งต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงมากในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา
สิ่งที่ชาวนาคงอยากรู้ คือ หากจะเปลี่ยนจากน้ำมันมาใช้โซลาร์เซลล์ ต้องลงทุนเท่าไหร่ ต้องมีพื้นที่นากี่ไร่จึงจะเหมาะกับระบบ และใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะคืนทุน ?
แล้วสำหรับภาคธุรกิจ ทั้งผู้ผลิตแผง ผู้ผลิตอุปกรณ์ และผู้ติดตั้ง ควรปรับตัวอย่างไรเพื่อคว้าโอกาสนี้ ซึ่ง Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากเพียง 2% ของชาวนาที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 20 ไร่ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ก็จะเกิดตลาดใหม่มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท
Krungthai COMPASS ประเมินว่า นาข้าว 1 ไร่ ใช้น้ำทั้งหมดประมาณ 1,650 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และการสูบน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวใช้ไฟฟ้าประมาณ 0.2 หน่วยต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร
เมื่อคำนวณจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวเฉลี่ยของชาวนาไทยต่อราย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 17 ไร่ จะมีความต้องการใช้น้ำประมาณ 28,050 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และต้องใช้ไฟฟ้าสำหรับสูบน้ำประมาณ 5,610 หน่วยต่อปี
จากสมมติฐานว่า ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 1 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1,790 หน่วยต่อปี Krungthai COMPASS จึงประเมินว่า ขนาดระบบโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าวเฉลี่ยประมาณ 17 ไร่ คือ ขนาดไม่ต่ำกว่า 3.2 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 0.18 กิโลวัตต์ต่อไร่ ซึ่งจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 5,610 หน่วยต่อปี
คำถามต่อมา คือ ค่าน้ำมันที่ลดได้นั้นต้องใช้เวลากี่ปีกว่าจะคืนทุน ?
Krungthai COMPASS ประเมินต้นทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ที่ประมาณ 25,000 บาทต่อกิโลวัตต์ ดังนั้น ระบบขนาด 3.2 กิโลวัตต์ จะใช้เงินลงทุนประมาณ 80,000 บาท
ส่วนผลประหยัดจะมาจากการลดการใช้น้ำมันดีเซลในการสูบน้ำ โดยสมมติฐานของ Krungthai COMPASS ระบุว่า การเพาะปลูกข้าว 1 ไร่ ใช้น้ำมันดีเซลสำหรับสูบน้ำประมาณ 28.8 ลิตรต่อปี และใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ยประมาณ 33.3 บาทต่อลิตร
หากคิดจากพื้นที่ 17 ไร่ การเปลี่ยนมาใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลสำหรับสูบน้ำได้ประมาณ 16,280 บาทต่อปี เมื่อเทียบกับเงินลงทุนราว 80,000 บาท จึงประเมินว่าระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ประมาณ 5 ปี
Krungthai COMPASS มองว่า การลงทุนนี้มีความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ในระยะยาว เพราะหลังจากคืนทุนแล้ว ชาวนาก็ยังใช้งานและประหยัดต้นทุนพลังงานต่อไปได้อีกหลายปี เพราะแผงเซลล์แสงอาทิตย์และส่วนประกอบอื่น ๆ มีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 15-25 ปี
ปัจจุบัน ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นอกระบบของไทยในปี 2568 ราว 65% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดถูกจำหน่ายให้กับผู้ซื้อในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและสามารถติดตั้งระบบขนาดใหญ่ได้
ส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นอกระบบในภาคการผลิตข้าวยังอยู่ในระดับเริ่มต้น แต่แนวโน้มการใช้งานมีโอกาสเพิ่มขึ้น สะท้อนจากผลสำรวจของเกษตรกรที่พบว่า 75% ของกลุ่มตัวอย่างมีความสนใจติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
Krungthai COMPASS ประเมินว่า หาก 2% ของชาวนาที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 20 ไร่ ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำเพียง จะครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกข้าวรวมประมาณ 9.2 แสนไร่ พื้นที่ดังกล่าวจะทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำประมาณ 300 ล้านหน่วยต่อปี และเกิดความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ประมาณ 170 เมกะวัตต์ คิดเป็นเงินลงทุนเบื้องต้นราว 4,250 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ดังกล่าวจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลสำหรับการสูบน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวโดยรวมประมาณ 880 ล้านบาทต่อปี
หากมองต่อว่าพื้นที่ไหนมีโอกาสรองรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำมากที่สุด Krungthai COMPASS ประเมินจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ (1) จำนวนพื้นที่ปลูกข้าวชั้นดี ซึ่งสะท้อนขนาดตลาดและความเหมาะสมด้านการเกษตร (2) รายได้จากการขายข้าวต่อครัวเรือน ซึ่งสะท้อนความสามารถในการลงทุนของชาวนา และ (3) ศักยภาพด้านรังสีแสงอาทิตย์ ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า
ผลการประเมินพบว่า ภาคกลางมีศักยภาพสูงที่สุด เหตุผล คือ (1) ภาคกลางมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวชั้นดีและระบบชลประทานที่ครอบคลุมมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งเอื้อต่อการทำเกษตรเชิงพาณิชย์และเหมาะกับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกข้าว (2) ภาคกลางมีรายได้จากการขายข้าวต่อครัวเรือนมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการลงทุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ และ (3) ภาคกลางมีความเข้มของแสงอาทิตย์มากที่สุดซึ่งส่งผลให้ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคกลางสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ในขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เท่ากัน
เมื่อพิจารณาศักยภาพเจาะลงไปเป็นรายจังหวัดในภาคกลาง พบว่า จังหวัดที่มีโอกาสติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าจังหวัดอื่น ได้แก่ สุพรรณบุรี ชัยนาท พิจิตร พิษณุโลก และพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากจังหวัดเหล่านี้มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวชั้นดีจำนวนมาก และอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำสาขาที่มีโครงข่ายชลประทานรองรับในหลายพื้นที่ อีกทั้งยังมีความเข้มของแสงอาทิตย์ ซึ่งเอื้อต่อการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าว
หากความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำของชาวนาเพิ่มขึ้นตามสมมติฐาน ตลาดที่เกิดขึ้นจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าเชื่อมต่อและผู้ให้บริการติดตั้งระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ความต้องการดังกล่าวจะสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประมาณ 4,250 ล้านบาท โดยผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์มีโอกาสสร้างรายได้จากการผลิตและจำหน่ายประมาณ 2,550 ล้านบาท
สำหรับผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ เทคโนโลยีที่มีโอกาสเหมาะกับการใช้งานร่วมกับระบบสูบน้ำคือแผงประเภท Bifacial N-type TOPCon เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงและทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่าแผงประเภทอื่น ๆ
ส่วนผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าเชื่อมต่อ เช่น inverter มีโอกาสขยายยอดขายประมาณ 850 ล้านบาท โดยกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ควรเน้นผลิต inverter ประเภท solar pump inverter ซึ่งรองรับโหลดประเภทมอเตอร์และสามารถปรับการทำงานของปั๊มน้ำตามความเข้มของแสงอาทิตย์ที่เปลี่ยนแปลงได้
ขณะที่ผู้ให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ มีโอกาสสร้างรายได้จากการให้บริการติดตั้งประมาณ 850 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ควรเป็นตัวแทนจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประเภท Bifacial N-type TOPCon ซึ่งเหมาะกับการใช้งานร่วมกับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
ปัจจุบันมีเกษตรกรบางรายเริ่มติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้สูบน้ำในการเกษตรแล้ว แต่ข้อจำกัดด้านเงินลงทุนยังเป็นอุปสรรคต่อการขยายการใช้งานในวงกว้าง
หนึ่งในแนวทางที่ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอได้ คือ Solar Corporate PPA โดยผู้ประกอบการเป็นผู้ลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และจำหน่ายไฟฟ้าให้กับชาวนาที่ไม่ต้องการลงทุนติดตั้งระบบด้วยตัวเอง โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า ค่าไฟฟ้าควรไม่เกิน 2.90 บาทต่อหน่วย เพื่อให้ต้นทุนพลังงานของชาวนาต่ำกว่าการใช้น้ำมันดีเซลในการสูบน้ำ
ในส่วนของระยะเวลาสัญญา ควรกำหนดอายุสัญญาขายไฟฟ้าอย่างน้อย 6 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาเพียงพอในการคืนทุนจากการลงทุนติดตั้งระบบ
อีกแนวทาง คือ การร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่ชาวนาที่มีข้อจำกัดด้านเงินลงทุน โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า ชาวนาที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวอย่างน้อย 8.2 ไร่ มีแนวโน้มเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม เพราะเงินที่ประหยัดได้จากค่าน้ำมันดีเซลในการสูบน้ำจากระบบขนาด 3.2 กิโลวัตต์ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 7,880 บาทต่อปี สามารถรองรับภาระผ่อนชำระสินเชื่อได้ ภายใต้สมมติฐานอัตราดอกเบี้ย 5.58% ต่อปี และระยะเวลาผ่อน 15 ปี
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้รูปแบบ Cluster Model โดยผู้ประกอบการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนกลางให้กับวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ เพื่อให้สมาชิกหลายรายใช้ร่วมกัน วิธีนี้ช่วยลดเงินลงทุนต่อราย และเพิ่มการเข้าถึงระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของเกษตรกรรายย่อย