
นักลงทุนทั่วโลกกำลังนับถอยหลังสู่การประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 ของ Nvidia ผู้ผลิตชิปประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายใหญ่ของโลก หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวันพุธที่ 26 สิงหาคมนี้
จากประมาณการเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย Visible Alpha (Visible Alpha consensus) คาดว่ารายได้ของ Nvidia จะอยู่ที่ประมาณ 92,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อนหน้า (YoY) ขณะที่
StreetAccount คาดว่ารายได้จากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของการเติบโตจากกระแส AI อาจมีรายได้ถึง 86,300 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 94% ของรายได้ทั้งหมด
สำหรับทั้งปี นักวิเคราะห์คาดว่ารายได้ของ Nvidia จะเติบโต 83% ไปอยู่ที่ราว 396,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่อัตราการเติบโตจะชะลอลงเหลือ 44% ในปีถัดไป
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนขนาดของธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และทำให้ผลประกอบการของ Nvidia ถูกจับตาในฐานะสัญญาณสำคัญของการลงทุนในอุตสาหกรรม AI ด้วย
แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องการดูไม่ได้มีเพียงตัวเลขรายได้หรือกำไรของไตรมาสที่ผ่านมาเท่านั้น เพราะตลาดยังรอคำตอบจากรายละเอียดหลายด้าน
มาดูกันว่าตลาดกำลังจับตาอะไรจาก Nvidia บ้าง แล้วแต่ละตัวเลขอาจเผยให้เห็นอะไรเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจของ Nvidia และภาพกว้างของธุรกิจ AI hardware ต่อจากนี้บ้าง
ตัวเลขสำคัญที่นักลงทุนจับตามอง คือ โครงสร้างรายได้ของ Nvidia หลังบริษัทเริ่มแยกรายได้จากกลุ่ม Hyperscalers ออกจากลูกค้ากลุ่มอื่นในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเรียกรวมกันว่า AI clouds, industrial and enterprise หรือ ACIE ทำให้นักลงทุนสามารถเห็นภาพได้ชัดขึ้นว่า การเติบโตของ Nvidia ยังกระจุกตัวอยู่กับผู้ซื้อรายใหญ่เพียงไม่กี่รายหรือไม่
ในไตรมาสแรกของปีนี้ รายได้จาก Hyperscalers อยู่ที่ 37,900 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กลุ่ม AI clouds, industrial and enterprise หรือ ACIE มีรายได้เกือบ 37,500 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้จาก ACIE เพิ่มขึ้น 31% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และ 74% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่รายได้จาก Hyperscalers เติบโต 12% QoQ และ 115% YoY สะท้อนว่ารายได้ทั้งสองกลุ่มยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ในระยะสั้น ACIE มีอัตราการเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้าสูงกว่า
ข้อมูลการคาดการณ์ของ StreetAccount ระบุว่า ในไตรมาส 2 รายได้จาก ACIE อาจเติบโต 149% จากปีก่อนหน้า แตะ 43,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้จาก Hyperscalers คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 83% เป็น 43,600 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ ความกังวลเรื่องการกระจุกตัวของรายได้มีน้ำหนักมากขึ้น หลังเอกสารรายไตรมาสแรกของ Nvidia แสดงให้เห็นว่า รายได้จากลูกค้าเพียง 3 รายคิดเป็นสัดส่วน 21%, 17% และ 16% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ Hyperscalers สร้างรายได้ราว 55% ของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในช่วงปีที่ผ่านมา
คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า ลูกค้ารายใหญ่ยังซื้อชิปเพิ่มหรือไม่ แต่ยังรวมถึงว่า ลูกค้ากลุ่มอื่นจะเติบโตเร็วพอที่จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนอีกด้านของธุรกิจหรือเปล่า โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มมีข้อกังวลว่าผู้ซื้อรายใหญ่บางรายอาจมีข้อจำกัดในการเพิ่มการลงทุนต่อไป
จีน มันสเตอร์ (Gene Munster) หุ้นส่วนผู้จัดการของ Deepwater Asset Management มองว่า นักลงทุนต้องการเห็นธุรกิจอีกกลุ่มเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์จาก KeyBanc ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของการส่งมอบชิป Rubin อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจให้สูงกว่าคาด หากดีมานด์จากฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นเริ่มปรากฏชัด
อีกประเด็นที่นักวิเคราะห์ต้องการคำตอบ คือ รายละเอียดของแพลตฟอร์มทางการเงินที่ Nvidia ประกาศร่วมกับสถาบันการเงิน 6 แห่ง ซึ่งอาจระดมเงินได้สูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเงินทุนสำหรับซื้อ GPU ได้ง่ายขึ้น
แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายฐานลูกค้า เนื่องจากมีบริษัทจำนวนไม่มากที่มีเงินสดหรือฐานะทางการเงินแข็งแกร่งพอจะซื้อระบบขนาดใหญ่ของ Nvidia ได้ด้วยตัวเอง แต่ขณะเดียวกัน รายละเอียดของโครงการที่ยังมีไม่มากก็ทำให้นักลงทุนต้องการเห็นภาพชัดขึ้นว่า โครงสร้างทางการเงินนี้จะดำเนินการอย่างไร
สเตซีย์ แรสกอน (Stacy Rasgon) นักวิเคราะห์จาก Bernstein ระบุว่า มีข่าวและตัวเลขขนาดใหญ่เกี่ยวกับโครงการนี้ออกมาเยอะ แต่ยังมีรายละเอียดไม่มากนัก ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ก็มองว่าตลาดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพลตฟอร์มดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงที่การลงทุนและข้อตกลงทางการเงินหลายรายการเริ่มนำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของการลงทุนด้าน AI
ตัวเลขอีกชุดที่ตลาดจะจับตา คือ ยอดขายและการส่งมอบระบบ Vera Rubin ซึ่งเพิ่งเริ่มเข้าสู่ช่วงการเพิ่มกำลังการผลิตและส่งมอบ
เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidai เคยกล่าวในงาน GTC ว่า Blackwell และ Vera Rubin ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มชิปรุ่นปัจจุบันและรุ่นถัดไป อาจสร้างยอดขายรวมกันได้ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2027
นักลงทุนต้องการฟังรายละเอียดเกี่ยวกับการตอบรับของลูกค้าและการเริ่มใช้งาน Rubin เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสถาปัตยกรรมชิปอาจทำให้รายได้เกิดความผันผวนได้ หากลูกค้าชะลอการซื้อเพื่อรอฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ หรือการนำไปใช้งานเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์บางส่วนยังจับตาข้อจำกัดด้านอุปทานชิ้นส่วนหน่วยความจำและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการส่งมอบ Rubin โดยนักวิเคราะห์จาก Citi เคยระบุว่า การนำ Rubin ไปใช้งานอาจถูกจำกัดด้วยอุปทานหน่วยความจำมากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้ทิศทางการผลิตและการส่งมอบแพลตฟอร์มใหม่นี้กลายเป็นอีกคำตอบที่ตลาดรอฟัง
ต้นทุนหน่วยความจำเป็นอีกเรื่องที่นักลงทุนจับตา หลังราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนของระบบ AI ที่ Nvidia ผลิตและส่งมอบให้ลูกค้า และกระทบต่ออัตรากำไร (profit margin)
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Wedbush ระบุว่า ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่ออัตรากำไรลดลง หลังมีรายงานการปรับขึ้นราคาชิปของ Nvidia และข้อตกลงด้านราคาที่เป็นประโยชน์กับซัปพลายเออร์สำหรับปี 2027 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้น่าจะช่วยให้ Nvidia สามารถรักษาระดับมาร์จิ้นในปีหน้าได้
ตลาดจีนยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นักลงทุนรอสัญญาณความคืบหน้า หลัง Nvidia รเคยบอกเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า ยังไม่มีรายได้จากการขาย H200 ให้กับลูกค้าในจีน เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการอนุญาตให้ชิปดังกล่าวเข้าสู่ตลาดจีน
ขณะเดียวกัน Nvidia มีรายงานว่าเริ่มนำเสนอชิปรุ่นที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นแก่ลูกค้าในจีน ขณะที่เจนเซน หวง ผลักดันเรื่องการเข้าถึงตลาดจีนมาโดยตลอด และเคยประเมินว่า จีนอาจเป็นตลาดที่มีโอกาสสร้างรายได้ราว 50,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี นักลงทุนจึงต้องการเห็นว่าการขายชิปในจีนจะมีความคืบหน้าไปในทิศทางไหน
การแข่งขันเป็นอีกเรื่องที่ตลาดจะจับตา โดยเฉพาะเมื่อ AMD เปิดตัวระบบ MI450X Helios สำหรับ AI และกำลังขยายฐานลูกค้า ขณะที่กลุ่ม Hyperscalers ก็เดินหน้าพัฒนาชิปแบบ Custom ASIC ของตัวเองมากขึ้น
Goldman Sachs ระบุว่า นักลงทุนจะจับตาการประเมินของ Nvidia ต่อ ต่อส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว ขณะที่ตลาด AI กำลังขยายตัวไปสู่ผู้พัฒนาโมเดล AI ที่หลากหลายขึ้น และชิปที่พัฒนาโดยลูกค้ารายใหญ่เริ่มเข้ามาเป็นอีกส่วนหนึ่งของการแข่งขัน
อ้างอิง : CNBC, Yahoo Finance, Investopedia, Reuters