
แนวคิดของรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอินโดนีเซียที่เสนอให้เก็บค่าผ่านทางจากเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา แม้จะถูกพูดออกมาในลักษณะทีเล่นทีจริงบนเวทีสัมมนา แต่ประเด็นนี้กลับกลายเป็นประเด็นร้อนในบ้านเรา เพราะมันทำให้โครงการ “แลนด์บริดจ์” ในภาคใต้ของประเทศไทยกลับมาถูกพูดถึงอย่างจริงจังอีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังทำให้อุตสาหกรรมเดินเรือวิตกกังวลกว่าเดิม เพราะในเวลานี้ เส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซก็ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่านอยู่แล้ว หากช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ของเอเชียจะ “ไม่เสรี” เช่นกัน อุตสาหกรรมเดินเรือและขนส่งสินค้าจะเป็นเช่นไร?
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด แนวคิดนี้ดูเหมือนจะไม่เกิดขึ้นแล้ว เพราะอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ออกมายืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะทำให้ ช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ยังคงเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่เปิดกว้าง เสรี และปลอดภัย นับเป็นการยืนยันและปิดตายแนวคิดเก็บค่าผ่านทางอย่างแน่นอนแล้ว
ในการประชุม Cooperation Forum ครั้งที่ 17 ซึ่งเปิดฉากขึ้นที่สิงคโปร์เมื่อวันอังคารที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ทั้งสามประเทศย้ำว่า เรือทุกลำมีสิทธิเดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และกฎหมายระหว่างประเทศ ตามแถลงการณ์ร่วม
ทั้งสามประเทศยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิและเสรีภาพในการเดินเรือ พร้อมระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ที่ใช้เส้นทางช่องแคบ องค์กรระหว่างประเทศ ภาคอุตสาหกรรมทางทะเล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ ล้วนมีบทบาทในการช่วยรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือ รวมถึงปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเล
ช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก โดยรองรับการขนส่งสินค้าทางทะเลเกือบ หนึ่งในสี่ของการค้าทางทะเลทั่วโลก และรองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซเกือบ หนึ่งในสามของปริมาณทั่วโลก
ในการประชุม 2 วันนี้ จะมีการหารือข้อเสนอเพื่อยกระดับความร่วมมือเพิ่มเติม ทั้งเรื่องการนำเทคโนโลยีใหม่และเชื้อเพลิงทางเลือกมาใช้อย่างปลอดภัยในช่องแคบ รวมถึงโครงการด้านเทคนิคต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ
เวทีดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ กรอบความร่วมมือที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์จัดตั้งขึ้นในปี 2007 ซึ่งเปิดทางให้ทั้งสามประเทศร่วมมือกับประเทศที่ใช้เส้นทางช่องแคบ รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ในเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
ทั้งสามประเทศยังได้ยืนยันความมุ่งมั่นต่อกรอบความร่วมมือนี้อีกครั้ง พร้อมขอบคุณประเทศและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเดินหน้าสนับสนุนและเข้ามามีส่วนร่วมต่อไป
เจฟฟรีย์ ซิว (Jeffrey Siow) รัฐมนตรีคมนาคมสิงคโปร์ กล่าวเปิดการประชุมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การที่เส้นทางเดินเรือเปิดกว้างนั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถมองว่าเป็นเรื่องแน่นอน และการทำให้เส้นทางน้ำมีความปลอดภัยและเปิดกว้าง จำเป็นต้องอาศัยกฎหมายระหว่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ
ซิว ยกตัวอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนหน้านี้รองรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลกประมาณหนึ่งในห้า แต่ปัจจุบันปริมาณการเดินเรือลดลงเหลือ ไม่ถึงหนึ่งในสิบของระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง ขณะที่เรือยังคงเผชิญกับการโจมตี แม้จะได้รับการรับรองสิทธิในการเดินทางผ่านช่องแคบภายใต้ UNCLOS
ข้อมูลการเดินเรือยังระบุว่า ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ น้อยกว่า 20 ลำ ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
เขากล่าวว่า ผ่าน กลไกความร่วมมือ (Cooperative Mechanism) อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศพันธมิตร สามารถเปลี่ยนผลประโยชน์ร่วมกันให้กลายเป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นจริง โดยมีพื้นฐานมาจากความไว้วางใจและการทำงานร่วมกันที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน
ซิวยังระบุว่า กลไกดังกล่าวยังคงเป็น ข้อตกลงเดียวที่จัดตั้งขึ้นภายใต้มาตรา 43 ของ UNCLOS ซึ่งเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกันในเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือและการป้องกันมลพิษ