
ผู้นำชาติสมาชิกอาเซียนรวมตัวกันที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยประเด็นหลักของการหารือมุ่งเน้นไปที่เรื่องเสริมความร่วมมือเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตในอนาคตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนำบทเรียนจากความขัดแย้งที่ยังคงเกิดขึ้นในตะวันออกกลางมาปรับใช้ หลังวิกฤตดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานและสินค้าอื่น ๆ จนตึงตัว รวมถึงสร้างความผันผวนให้กับตลาดในภูมิภาคอย่างหนัก
แต่สิ่งหนึ่งที่สื่อต่างประเทศรายงานและจับตามองก็คือ การพบกันระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา หลังความขัดแย้งชายแดนของทั้งสองประเทศทวีความตึงเครียดขึ้นตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องช่องแคบมะละกา ที่อินโดนีเซียเสนอว่าควรจัดเก็บค่าผ่านทาง แล้วชาติสมาชิกอื่นเห็นเช่นไร?
Spotlight สรุปประเด็นสำคัญว่า การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 48 แล้วในปีนี้ มีประเด็นอะไรน่าสนใจและพลเมืองอาเซียนอย่างเราควรรู้บ้าง?
สำนักเลขาธิการฝ่ายสื่อของอาเซียนยืนยันว่า ผู้นำกัมพูชาและไทยได้พบหารือกันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ท่ามกลางความพยายามลดความตึงเครียดจากข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อระหว่างสองประเทศ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การหารือครั้งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์
ก่อนหน้านี้ ไทยและกัมพูชาเผชิญเหตุปะทะรุนแรงถึงสองครั้งในเดือนกรกฎาคมและธันวาคมปีที่ผ่านมา จากข้อพิพาทบริเวณชายแดน แม้ปัจจุบันจะมีการหยุดยิงแล้ว แต่กัมพูชายังคงกล่าวหาไทยว่าละเมิดข้อตกลงและยึดครองพื้นที่พิพาท ขณะที่รัฐบาลไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
ทั้งนี้ ตลอดแนวชายแดนระยะทาง 817 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทมายาวนาน ยังคงมีการตรึงกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย และยังไม่มีแนวทางแก้ไขอย่างเป็นทางการที่ชัดเจน
หลังการหารือ ผู้นำของทั้งสองประเทศแถลงร่วมกันว่า เห็นพ้องให้รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ หวังฟื้นฟูความไว้วางใจและสานความสัมพันธ์ทวิภาคีอีกครั้ง
ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า เขาและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้หารือถึงการฟื้นกลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ทั้งหมด รวมถึงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission) ซึ่งมีหน้าที่คลี่คลายข้อพิพาทชายแดน
ฮุน มาเนต ระบุว่า การหารือมุ่งเน้นไปที่มาตรการลดความตึงเครียดและสร้างความไว้วางใจ เพื่อฟื้นฟูและวางกรอบความร่วมมือที่สามารถนำไปสู่สันติภาพระยะยาว และการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง”
ด้านอนุทินกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้ก้าวก้าวสำคัญ ไปสู่สันติภาพของภูมิภาค
“ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เพราะความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์เท่านั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะมองไปข้างหน้า และเดินร่วมกันบนเส้นทางแห่งสันติภาพ” เขากล่าว
ประเด็นเรื่องช่องแคบมะละกากลายมาเป็นประเด็นร้อน เพราะเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ปูร์บายา ยูดฮี ซาเดวา รัฐมนตรีคลังของอินโดนีเซีย เสนอแนวคิดจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบมะละกา
ปูร์บายาระบุว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามใช้ประโยชน์จากทำเลยุทธศาสตร์ของอินโดนีเซีย ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าและพลังงานสำคัญของโลก โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแผนของอิหร่านที่ต้องการเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม หลังข้อเสนอดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ซึ่งต่อมาปูร์บายายอมรับว่า ไม่ได้พูดอย่างจริงจัง แต่รัฐมนตรีต่างประเทศของสิงคโปร์และอินโดนีเซียได้ออกมาย้ำถึงความสำคัญของ “เสรีภาพในการเดินเรือ” ในช่องแคบยุทธศาสตร์แห่งนี้
ทั้งนี้ ช่องแคบมะละกา ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือสำคัญที่สุดของโลกสำหรับการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งพลังงาน โดยมีอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นประเทศที่ตั้งอยู่โดยรอบ และเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก
ขณะที่ร่างแถลงการณ์จากที่ประชุมอาเซียน ซึ่งสำนักข่าว AP ได้ตรวจสอบ ระบุว่า ผู้นำอาเซียนจะเน้นย้ำความสำคัญของการยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ และการรักษาความร่วมมือในภูมิภาคให้อยู่บนพื้นฐานของการเจรจา ความไว้วางใจ และการเคารพอธิปไตย
แถลงการณ์ยังระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะรักษาตลาดให้เปิดกว้าง โปร่งใส และคาดการณ์ได้ รวมถึงคงไว้ซึ่งเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยและเปิดเสรี ตลอดจนรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือ และการผ่านทางของเรือและอากาศยานในช่องแคบที่ใช้เพื่อการเดินเรือระหว่างประเทศอย่างปลอดภัย ต่อเนื่อง และปราศจากอุปสรรค
นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพื่อรักษาการไหลเวียนของสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร พลังงาน และวัตถุดิบสำคัญ ไม่ให้สะดุด โดยเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี 1982 (UNCLOS) อีกด้วย