
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลกกำลังตกอยู่ในภาวะอัมพาต เมื่อเรือบรรทุกสินค้าและเรือน้ำมันรวมกว่า 1,600 ลำ พร้อมลูกเรือกว่า 20,000 ชีวิต ยังคงติดค้างอยู่ภายในช่องแคบแห่งนี้มานานกว่าสองเดือน วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ความล่าช้าของห่วงโซ่อุปทาน แต่กำลังกลายเป็น "กับดักทางการเงิน" ขนาดใหญ่สำหรับบริษัทเดินเรือทั่วโลก
แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามเปิดปฏิบัติการ "Project Freedom" เพื่อนำทางเรือผ่านช่องแคบ แต่ในความเป็นจริงมีเรือเพียง 2 ลำเท่านั้นที่สามารถผ่านไปได้ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก สะท้อนให้เห็นว่า กำลังทางทหารอาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนเท่ากับข้อตกลงทางการทูต
ล่าสุด ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาระบุว่า การหารือกับฝั่งอิหร่านในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาเป็นไปในทิศทางที่ดีมาก และขณะนี้โลกกำลังจับตามองเส้นตายสำคัญในวันพฤหัสบดีนี้ (7 พฤษภาคม 2569) โดยหวังว่า จะตอบรับข้อเสนอหยุดยิงอย่างเป็นทางการผ่านตัวกลางอย่างปากีสถาน
รายละเอียดของดีลล่าสุดเป็นอย่างไร และบริษัทเดินเรือประเมินความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซอย่างไรในสถานการณ์ที่ยังไม่แน่ชัดนี้
เรือประมาณ 1,600 ลำยังคงติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยบริษัทเดินเรือต่างกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ทั้งเสี่ยงอันตรายและมีค่าใช้จ่ายสูง และพยายามมองหาช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อจะนำเรือออกจากน่านน้ำดังกล่าวมานานกว่าสองเดือนแล้ว แต่สหรัฐฯ ก็ยุติปฏิบัติการนำเรือออกจากฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านชี้ว่า เป็นความล้มเหลว
ในขณะนี้ เมื่อต้องกลับมาดูแลตัวเองอีกครั้ง บรรดาบริษัทเดินเรือต่างไม่เต็มใจที่จะแบกรับความเสี่ยงในการเดินเรือผ่านน่านน้ำนี้ เพราะการปล่อยให้เรือออกเดินทางจะถือเป็นการนำทั้งสินค้าและลูกเรือไปตกอยู่ในอันตราย
ความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรือที่มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่บริษัททั้งในด้านการเงินและด้านโลจิสติกส์ นอกจากนี้ บริษัทประกันภัยยังมี "ข้อกำหนดในช่วงภาวะสงคราม" ระบุไว้ในสัญญา ซึ่งทำให้บริษัทประกันไม่จำเป็นต้องคุ้มครองเรือที่ติดอยู่ท่ามกลางสงคราม ดังนั้น การเคลื่อนย้ายเรือโดยไม่มีหลักประกันทางการเงินดังกล่าว จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดค่าใช้จ่ายมหาศาลอย่างยิ่ง
จีน เซโรคา ผู้อำนวยการบริหารของท่าเรือลอสแอนเจลิส ระบุว่า การจะออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ต่อให้จะมีผู้นำทางจากกองทัพสหรัฐฯ ก็ตาม ยังคงต้องอาศัย "การประเมินที่ระมัดระวังอย่างมาก" สำหรับบริษัทเดินเรือ เพราะบริษัทต่างต้องการความมั่นใจในด้านความปลอดภัยและความมั่นคงในการเดินทางผ่านช่องแคบมากกว่านี้
ข้อมูลจากองค์การทางเรือระหว่างประเทศ หรือ IMO ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น มีเรือ 32 ลำถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 ราย และได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 12 ราย ซึ่งหน่วยงานฯ ได้กระตุ้นเตือนให้เรือต่าง ๆ "ใช้ความระมัดระวังสูงสุด" และระบุว่า การใช้เรือรบคุ้มกัน ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนในระยะยาว
เบื้องหลังความหวังในการเปิดเส้นทางเดินเรือ คือร่างบันทึกความเข้าใจฉบับย่อที่มีความยาวเพียงหน้าเดียว แต่อัดแน่นไปด้วย 14 ข้อเสนอสำคัญ ซึ่งจัดทำโดยทีมที่ปรึกษาใกล้ชิดของประธานาธิบดีทรัมป์ ข้อตกลงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น "ทางด่วน" สู่การหยุดยิง โดยมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนที่สั่นสะเทือนความมั่นคงระดับโลก ดังนี้:
อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะแสดงความเชื่อมั่นว่า "มีโอกาสสูงมากที่จะปิดดีลได้" แต่เขายังคงไม่ทิ้งสไตล์การเจรจาแบบกดดัน โดยย้ำทิ้งท้ายว่าหากอิหร่านปฏิเสธ สหรัฐฯ ก็พร้อมจะกลับไปใช้มาตรการทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงเช่นเดิม ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน นายเอสมาอิล บาฆาอี ยังคงสงวนท่าทีและระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างละเอียด เนื่องจากบางข้อกำหนดถูกมองว่าเป็นข้อเรียกร้องที่เกินกว่าจะยอมรับได้
ท่ามกลางสัญญาณบวกจากโต๊ะเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะราน บรรยากาศในภูมิภาคกลับยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยเฉพาะจากฝั่งอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ แหล่งข่าวทางการทูตระบุว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู กำลังติดตามทุกความเคลื่อนไหวของ "ดีลใหม่" อย่างใกล้ชิด ด้วยความกังวลว่า สหรัฐฯ อาจยอมอ่อนข้อให้อิหร่านมากเกินไปในนาทีสุดท้าย เพื่อแลกกับการเปิดทางเดินเรือและยุติสงครามที่ยืดเยื้อ
ความกังวลดังกล่าวนำมาสู่การแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวของอิสราเอลบนสมรภูมิ โดยเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 พฤษภาคม) กองทัพอิสราเอลได้เปิดฉากทิ้งระเบิดโจมตีทางอากาศถล่มย่านชานเมืองตอนใต้ของกรุงเบรุต เลบานอน อย่างรุนแรง ซึ่งนับเป็นการโจมตีเมืองหลวงครั้งแรก นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอนมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 เมษายน
เนทันยาฮูยืนยันผ่าน Telegram ว่า เขาและรัฐมนตรีกลาโหมเป็นผู้สั่งการให้สังหาร มาเล็ก บาลู ผู้บัญชาการระดับสูงของหน่วย Radwan Force ซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษที่เป็นหัวหอกของเฮซบอลลาห์ เนทันยาฮูกล่าวเน้นย้ำว่า “ไม่มีผู้ก่อการร้ายคนใดมีเอกสิทธิ์คุ้มกัน มือสังหารของอิสราเอลจะตามจับศัตรูและฆาตกรทุกคน” พร้อมระบุว่า นี่คือวิธีเดียวที่จะสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยทางตอนเหนือของอิสราเอล
ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายในเขตโกเบรีซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยหนาแน่น แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงความเชื่อมั่นในข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ พยายามประคับประคองอยู่ การโจมตีกลางเบรุตในช่วงที่ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติหลังหยุดยิง สะท้อนให้เห็นว่าแม้ในระดับมหภาคจะมี "ดีลหยุดยิง" ที่ดูมีความหวัง แต่ในทางปฏิบัติ "ไฟสงคราม" ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มตัวแทนของอิหร่าน ยังคงพร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ