
ก่อนขีปนาวุธลูกแรกถูกยิง เกาะฮอร์มุซ คือเกาะเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของอิหร่าน ตั้งอยู่ใกล้หนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก แม้จะมีประชากรเพียงราว 3,000 ถึง 7,000 คน โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่รวมกันในชุมชนเดียวที่หมู่บ้านฮอร์มุซ แต่ที่นี่กลับมีชีวิตชีวาไม่แพ้ที่ใด
ท่ามกลางผืนน้ำที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก อย่างช่องแคบฮอร์มุซ มีเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่เงียบงัน นั่นคือเกาะฮอร์มุซ
เกาะแห่งนี้มีพื้นที่เพียงราว 42 ตารางกิโลเมตร อยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 8 กิโลเมตร และเป็นส่วนหนึ่งของเขตฮอร์มุซ ในอำเภอแบนดาร์อับบาส จังหวัดฮอร์มอซกัน แม้จะมีประชากรอาศัยอยู่ไม่หนาแน่น แต่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ร่องรอยของการพัฒนาเริ่มค่อย ๆ ปรากฏขึ้น โดยมีเมืองฮอร์มุซ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ เป็นศูนย์กลางชีวิตของผู้คน
สิ่งที่ทำให้เกาะแห่งนี้โดดเด่น ไม่ใช่จำนวนประชากร หากคือ “ผืนดิน” ที่ดูราวกับหลุดออกมาจากอีกโลกหนึ่ง
ดินสีแดงเข้มที่ปกคลุมชายหาดและภูมิประเทศ ถูกเรียกว่า “โกลัก” (Golak) โดยคนท้องถิ่น มันไม่ใช่เพียงสีสันของธรรมชาติ แต่ยังถูกนำไปใช้ในงานศิลปะ อาหาร และกลายเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
เกาะฮอร์มุซแท้จริงแล้วคือ “โดมเกลือ” มวลเกลือโบราณจากท้องทะเลในอดีต ที่ค่อย ๆ ดันตัวขึ้นสู่ผิวโลก ภายใต้แรงกดทับของชั้นตะกอนด้านบน เกลือเหล่านี้มีคุณสมบัติยืดหยุ่น สามารถไหลและบีบตัวได้คล้ายน้ำแข็ง เมื่อเวลาผ่านไปนับพันนับหมื่นปี มันจึงทะลุขึ้นมาเหนือพื้นผิว และถูกกัดเซาะจนเกิดเป็นภูมิประเทศที่แปลกตา
นักธรณีวิทยาประเมินว่า อายุของเกาะแห่งนี้ย้อนไปไกลถึงราว 600 ล้านปี ขณะที่ช่วงเวลาที่มันโผล่พ้นน้ำขึ้นมา มีเพียงประมาณ 50,000 ปีเท่านั้น เสี้ยวหนึ่งของกาลเวลาทางธรณีวิทยา แต่ยาวนานเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้
ด้วยความที่เกาะแห่งนี้อยู่มาอย่างยาวนาน ประเพณี และวัฒนธรรมของที่นี่ก็เก่าแก่ไม่แพ้กัน
ในความเป็นชุมชนประมง สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ เรือ และที่ช่องแคบฮอร์มุซแห่งนี้มีวัฒนธรรมการต่อเรือไม้แบบโบราณที่เรียกว่า “เลนจ์” (lenj)
เรือเลนจ์ไม่ใช่เพียงพาหนะ แต่คือมรดกทางทะเลที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ตัวเรือถูกสร้างขึ้นด้วยมือทุกขั้นตอน ใช้ไม้ที่คัดสรรอย่างประณีต รูปทรงป่องโค้งอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนภูมิปัญญาการต่อเรือที่ฝังรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คนริมอ่าว
ในอดีต เลนจ์คือหัวใจของการค้าข้ามทะเล มันเคยบรรทุกธัญพืช อินทผลัม ปลาแห้ง เครื่องเทศ ไปจนถึงสิ่งทอ เดินทางจากชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียสู่แอฟริกาตะวันออกและอนุทวีปอินเดีย นอกจากนั้น ยังถูกใช้ในการประมง และอุตสาหกรรมไข่มุกที่เคยรุ่งเรือง
แต่กาลเวลาได้เปลี่ยนทิศทางของท้องทะเล เรือไม้ที่เคยแล่นด้วยแรงลมและแรงคน กำลังถูกแทนที่ด้วยเรือเครื่องยนต์ที่รวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่า
อู่ต่อเรือหลายแห่งเงียบลง ช่างฝีมือรุ่นใหม่ลดน้อยลง และต้นทุนการสร้างที่สูงขึ้นทำให้เรือหนึ่งลำกลายเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้น
แม้ในปี 2011 UNESCO จะขึ้นทะเบียนเลนจ์เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเร่งด่วน แต่ในความเป็นจริง เสียงค้อน เสียงไม้ และความรู้ดั้งเดิมเหล่านี้ กำลังค่อย ๆ จางหายไป
และนี่คือพาหนะที่เคยแล่นอยู่กลางท้องทะเลแถบช่องแคบฮอร์มุซ พวกมันถูกใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คน ก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้นในวันนั้น