
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อิหร่านได้ทำการยิงใส่เรือบรรทุกสินค้าของเกาหลีใต้และเป้าหมายอื่น ๆ พร้อมระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่กรุงโซลจะต้องเข้าร่วมในภารกิจเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญอีกครั้ง
ทรัมป์ให้ความเห็นดังกล่าวผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มดำเนินปฏิบัติการที่เรียกว่า "โปรเจกต์ ฟรีดอม" (Project Freedom) เพื่อนำทางเรือพาณิชย์ที่ติดค้างอยู่เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ให้ออกจากทางน้ำดังกล่าว ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักสำหรับน้ำมัน ปุ๋ย และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ
ทรัมป์เขียนข้อความบน Truth Social ระบุว่า "อิหร่านได้ยิงใส่ประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายเรือในโปรเจกต์ ฟรีดอม ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกสินค้าของเกาหลีใต้ด้วย บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่เกาหลีใต้ควรจะเข้ามาเข้าร่วมภารกิจนี้!" พร้อมโพสต์เพิ่มเติมว่า "กองทัพสหรัฐฯ ได้ยิงเรือเล็กจมไป 7 ลำ หรือที่อิหร่านชอบเรียกว่า ‘เรือเร็ว’ ซึ่งนั่นคือเรือทั้งหมดที่พวกเขาเหลืออยู่ นอกจากเรือของเกาหลีใต้แล้ว จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้น"
เหตุการณ์ยิงใส่เรือเกาหลีใต้ในครั้งนี้กลายเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงห่างไกลจากคำว่ามั่นคง และความพยายาม "เปิด" เส้นทางเดินเรือของสหรัฐฯ ยังคงถูกท้าทายอย่างหนักจากเจ้าถิ่นอย่างอิหร่าน ท่ามกลางบรรยากาศที่พร้อมจะปะทุเป็นสงครามเต็มรูปแบบทุกเมื่อ แต่คำถามสำคัญคือ "โปรเจกต์ ฟรีดอม" ของทรัมป์จะเปิดทางน้ำได้จริงหรือเป็นเพียงการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ? แล้วเกาหลีใต้จะยอมจำนนต่อแรงกดดันนี้หรือไม่?
ปฏิบัติการ Project Freedom คือภารกิจทางทหารล่าสุดที่สหรัฐฯ เปิดตัวขึ้นเพื่อทำลายการปิดล้อมทางน้ำของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ระดมสรรพกำลังครั้งใหญ่ ทั้งเรือพิฆาตบรรทุกขีปนาวุธนำวิถี เครื่องบินรบกว่า 100 ลำ และกำลังพลกว่า 15,000 นาย รวมถึงการนำเทคโนโลยีไร้คนขับล้ำสมัยมาใช้ตรวจตราพื้นที่ เพื่อนำทางเรือพาณิชย์จากกว่า 87 ประเทศที่ติดค้างอยู่ท่ามกลางเปลวไฟของสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านให้สามารถสัญจรผ่านได้อย่างปลอดภัย
ในด้านยุทธวิธีนั้น สหรัฐฯ เน้นการทำงานเชิงรุกด้วยการให้คำแนะนำแก่เรือสินค้าในการหลบหลีกทุ่นระเบิดและพร้อมเข้าแทรกแซงทันทีหากมีการโจมตี โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า กองทัพได้เริ่มเปิดฉากปะทะและยิงทำลายเรือเร็วของอิหร่านจมลงไปแล้วถึง 7 ลำ
อย่างไรก็ตาม แม้วอชิงตันจะประกาศความสำเร็จในการนำเรือติดธงสหรัฐฯ ผ่านช่องแคบไปได้ แต่สถานการณ์จริงยังคงตึงเครียดสูง เนื่องจากข้อมูลการเดินเรือระบุว่า การจราจรส่วนใหญ่ยังหยุดชะงัก และอิหร่านเองก็ยังยืนยันว่า ตนเองคือผู้ควบคุมเส้นทางน้ำนี้อย่างเบ็ดเสร็จ
เป้าหมายที่แท้จริงของ Project Freedom ไม่ได้หยุดอยู่แค่การคุ้มครองเรือ แต่เป็นเครื่องมือกดดันให้พันธมิตรทั่วโลกต้อง "เลือกข้าง" โดยทรัมป์ได้หยิบยกเหตุระเบิดบนเรือเกาหลีใต้มาเป็นข้ออ้างบีบให้กรุงโซลส่งกำลังเข้าร่วมภารกิจ เพื่อแลกกับการรักษาเสถียรภาพทางพลังงานและเศรษฐกิจที่กำลังสั่นคลอนจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
ปฏิบัติการนี้จึงเป็นทั้งความหวังในการฟื้นฟูเสรีภาพการเดินเรือ และในขณะเดียวกันก็เป็นชนวนเหตุสำคัญที่อาจทำให้ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางพังทลายลงได้ทุกเมื่อ
ทรัมป์โพสต์ข้อความดังกล่าว หลังจากกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้แถลงว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้นบนเรือติดธงปานามาซึ่งบริหารจัดการโดยบริษัท HMM Co. บริษัทเดินเรือรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และสาเหตุของการระเบิดกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
เรือลำดังกล่าวจอดทอดสมออยู่ในน่านน้ำใกล้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ภายในช่องแคบ โดยมีลูกเรืออยู่บนเรือ 24 คน ประกอบด้วยชาวเกาหลีใต้ 6 คน และชาวต่างชาติ 18 คน ทั้งนี้ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ท่ามกลางการตอบโต้ของอิหร่านในเส้นทางเดินน้ำ ทรัมป์ได้เตือนผ่านการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า กองกำลังอิหร่านจะถูก "เป่าให้หายไปจากโลก" หากพวกเขาพยายามตั้งเป้าโจมตีเรือของสหรัฐฯ ในช่องแคบ อย่างไรก็ตาม เขายังคงส่งสัญญาณในเชิงบวกสำหรับการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน โดยอ้างว่านักเจรจาของอิหร่านนั้น อ่อนข้อให้มากกว่าเดิมมาก
การเรียกร้องซ้ำของทรัมป์ให้เกาหลีใต้เข้าร่วมภารกิจในช่องแคบ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อประเทศในเอเชียแห่งนี้ที่พึ่งพาเส้นทางเดินน้ำดังกล่าวอย่างหนักในการนำเข้าพลังงาน โดยช่องแคบนี้เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก
เมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ชี้ประเด็นว่า เกาหลีใต้ไม่ช่วยเหลือสหรัฐฯ ทั้งที่อเมริกาได้วางกำลังทหารไว้ใน "พื้นที่อันตราย" ในประเทศเอเชียแห่งนี้ ซึ่งเขาเน้นย้ำว่าตั้งอยู่ติดกับกองกำลังนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือพอดี
มาตรการ "บีบให้เลือกข้าง" ของทรัมป์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเอเชีย แต่ยังลามไปถึงพันธมิตรเก่าแก่ในยุโรปอย่างดุดัน โดยทรัมป์ได้เริ่มดำเนินมาตรการตอบโต้ประเทศในยุโรปที่เพิกเฉยต่อการสนับสนุนสงครามอิหร่าน หรือไม่ยอมส่งกำลังทางเรือเข้าช่วยรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซตามคำขอ
ทรัมป์ได้ดำเนินมาตรการตอบโต้ประเทศในยุโรปที่แสดงท่าทีไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน หรือไม่ยอมรับคำขอความช่วยเหลือทางเรือเพื่อรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ
การกดดันนี้เห็นผลเป็นรูปธรรมผ่านการลงโทษทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนถอนทหารกว่า 5,000 นายออกจากเยอรมนีเพื่อเป็นการสั่งสอน ขณะที่ในทางเศรษฐกิจ ทรัมป์ขู่เตรียมปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และรถบรรทุกจากสหภาพยุโรปพุ่งสูงถึง 25% จากเดิม 15%
สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดว่า ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรในเอเชียหรือยุโรป หากไม่ยอมก้าวเข้าสู่สมรภูมิฮอร์มุซตามความต้องการของวอชิงตัน ก็ต้องเตรียมรับมือกับ "ราคา" ที่ต้องจ่ายทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่รุนแรงไม่แพ้กัน