Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
มหาลัยจีนโละหมื่นหลักสูตรสู้AI เด็กจีนหางานยาก ใบปริญญาไม่การันตีอนาคต
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

มหาลัยจีนโละหมื่นหลักสูตรสู้AI เด็กจีนหางานยาก ใบปริญญาไม่การันตีอนาคต

21 มิ.ย. 69
10:46 น.
แชร์

มหาวิทยาลัยจีนกำลังปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ เพื่อไล่ให้ทันเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการจีนที่สำนักข่าวซินหัวอ้างระบุว่า ระหว่างปี 2021 ถึง 2025 สถาบันอุดมศึกษาของจีนยกเลิกหรือระงับหลักสูตรปริญญาตรีไปแล้วถึง 12,200 หลักสูตร ขณะเดียวกันก็เปิดหลักสูตรใหม่ 10,200 หลักสูตร ทำให้หลักสูตรมหาวิทยาลัยในประเทศกว่า 30 เปอร์เซ็นต์เปลี่ยนไปจากเดิม

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่คนรุ่นใหม่ในจีนเริ่มมองปริญญาตรีต่างจากเดิมมากขึ้น สำหรับหลายคน ปริญญาไม่ได้เป็นหลักประกันของงานที่มั่นคงอีกต่อไป แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และการปรับตัวที่ต้องดำเนินต่อไปหลังเรียนจบ

ประโยคที่ว่า “เส้นทางแบบเดิมๆ ที่เรียนเฉพาะทางสาขาเดียว หางานที่ตรงกับความสามารถ และทำงานจากที่เรียนมาไปตลอดชีวิตนั้น ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว” จึงสะท้อนความรู้สึกของสังคมจีนในเวลานี้ได้อย่างชัดเจน 

เพราะการเลือกคณะหรือสาขาไม่ได้เป็นแค่การตัดสินใจทางการศึกษาอีกต่อไป แต่กลายเป็นการวางเดิมพันกับอนาคตในโลกที่เปลี่ยนเร็ว และไม่มีใครแน่ใจว่าสิ่งที่เรียนวันนี้จะยังตอบโจทย์ตลาดแรงงานในวันข้างหน้าหรือไม่

เมื่อปริญญาตรีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

Vincent Zhao ผู้บริหารบริษัทผลิตสื่อในปักกิ่ง เป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ เขาสนับสนุนให้ลูกสาวเลือกเรียนหลักสูตรที่เน้นด้านสถิติและการกำกับดูแลข้อมูล เมื่อเธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในปีที่ผ่านมา

“เราเลือกในสาขาที่สามารถเลือกเส้นทางที่หลากหลายโดยยังตรงกับเป้าหมาย ความสนใจ และความถนัด เพื่อจะได้เหลือพื้นที่ให้กับการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นนอกห้องเรียนหลังจากเรียนจบด้วย” จ้าวกล่าว

มุมมองของจ้าวสะท้อนความคิดของพ่อแม่จำนวนไม่น้อยในจีน จากเดิมที่เคยมองว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและการได้ปริญญาคือบันไดสำคัญสู่ชีวิตที่มั่นคง วันนี้พวกเขาเริ่มถามต่อไปว่า หลักสูตรที่ลูกเลือกจะเปิดทางให้ปรับตัวได้มากพอหรือไม่ หากโลกการทำงานเปลี่ยนไปอีกครั้งหลังเรียนจบ

มหาวิทยาลัยเองก็เจอแรงกดดันไม่ต่างกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเปลี่ยนเร็ว ขณะที่จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แต่บัณฑิตจำนวนไม่น้อยกลับพบว่า ใบปริญญาที่ถืออยู่ไม่ได้ช่วยให้การหางานง่ายอย่างที่เคยหวังไว้

AI ทำให้นักเรียนหนักใจกับการเลือกสาขาศึกษาต่อขึ้นกว่าเดิม

การเข้ามาของ AI ยังทำให้การเลือกเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาซับซ้อนกว่าเดิม นักเรียนและนักศึกษาจีนต้องพิจารณาทั้งว่าสาขาไหนจะหางานได้ และสิ่งที่กำลังเรียนอยู่จะยังจำเป็นอยู่หรือไม่ในวันที่เรียนจบ งานที่หวังไว้จะยังมีมนุษย์ทำอยู่หรือ AI จะเข้ามาทำแทนไปแล้ว

คำถามเหล่านี้กดทับนักศึกษาตั้งแต่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัย หลายคนสอบเข้ามาอย่างยากลำบาก ครอบครัวทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อการศึกษา แต่พอเข้าเรียนแล้วกลับต้องเผชิญคำถามใหม่ว่า ความพยายามทั้งหมดนี้จะช่วยให้บัณฑิตมีงานจริงหรือไม่ และสิ่งที่เรียนอยู่จะยังมีมูลค่าในตลาดแรงงานมากพอหรือเปล่า

ความผันผวนของตลาดแรงงานจึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่กระทบสภาพจิตใจของนักศึกษา รวมถึงนักเรียนที่กำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยตรง ความเหนื่อยล้าจากการพยายามอย่างหนัก แต่ยังรู้สึกว่าไม่เคยมากพอ ทำให้หลายคนหันไประบายความกดดันผ่านโซเชียลมีเดีย พื้นที่ออนไลน์จึงกลายเป็นที่ระบายความกลัว ความหนักใจ และความรู้สึกว่าการเอาตัวรอดในแต่ละวันต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเรื่อยๆ

‘คงอี๋จี’ มีมของบัณฑิตที่ไปต่อก็ยาก ถอยหลังก็ไม่ได้

สำนักข่าว BBC รายงานว่า ผู้ใช้ Weibo รายหนึ่งเขียนว่า “ฉันเคยคิดว่าการศึกษาเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ แต่ฉันค่อยๆ ตระหนักว่ามันเป็นแท่นที่ฉันลงมาไม่ได้ และแม้แต่คงอี๋จีในเสื้อคลุมยาวก็ขึ้นไปไม่ได้”

คงอี๋จีเป็นตัวละครชายร่างสูง หน้าตาซูบซีด และมีแผลเป็นเต็มตัว เขามักสวม “เสื้อคลุมยาว” ซึ่งสื่อถึงชนชั้นปัญญาชนหรือผู้มีหน้ามีตาในสังคม แต่เสื้อคลุมของเขากลับสกปรกและขาดรุ่งริ่ง เขายังเป็นลูกค้าเพียงคนเดียวที่สวมเสื้อคลุมยาวแต่ต้องยืนดื่มเหล้า แทนที่จะนั่งดื่มด้านในเหมือนคนมีสถานะทางสังคมแบบเดียวกัน

เรื่องราวของคงอี๋จีคือภาพของปัญญาชนที่ไปไม่ถึงสถานะที่ตัวเองใฝ่ฝัน เขาไม่มีคุณวุฒิพอจะเป็นขุนนาง แต่ก็ไม่ยอมทำงานใช้แรงงาน เพราะยังยึดติดกับความเป็นปัญญาชน สุดท้ายเขาต้องประทังชีวิตด้วยการรับจ้างคัดลอกหนังสือ และบางครั้งก็ขโมยหนังสือหรือพู่กันจากบ้านคนรวยจนโดนทำร้ายกลับมา

บัณฑิตจีนจำนวนหนึ่งจึงเปรียบตัวเองกับคงอี๋จี เพราะพวกเขาลงทุนเรียนจนจบ มีใบปริญญาอยู่ในมือ แต่กลับหางานที่สอดคล้องกับวุฒิการศึกษาไม่ได้ง่ายอย่างที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน หากจะกลับไปทำงานใช้แรงงาน ก็อาจรู้สึกว่าไม่สมกับความคาดหวังของครอบครัวที่ตรากตรำทำงานส่งเสียให้เรียน ภาวะเช่นนี้ทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนติดอยู่กลางทาง จะเดินหน้าก็ยาก จะถอยหลังก็เจ็บปวด

ในช่วงที่คนอายุ 16 ถึง 24 ปีหนึ่งในห้าว่างงาน ความผิดหวังนี้ยิ่งชัดขึ้นบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตหยิบเรื่องราวของคงอี๋จี นักวิชาการที่ล้มเหลวและใช้ชีวิตอย่างยากจน มาเป็นมีมแทนความไม่พอใจและความสิ้นหวังของบัณฑิตจำนวนมากที่มองอนาคตของตัวเองอย่างไม่มั่นใจ

คำถามหนึ่งใน Zhihu สะท้อนความรู้สึกนี้อย่างตรงไปตรงมา ผู้ใช้รายหนึ่งตั้งคำถามว่า หากมีนักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งหางานไม่ได้ สังคมอาจโทษว่าเป็นความผิดของเขาเองได้ แต่เมื่ออัตราการว่างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่สูงมาก และตัวเลขทางการขณะนั้นแตะระดับหนึ่งในห้า สังคมยังจะโทษพวกเขาว่าไม่ยอมถอด “เสื้อคลุมยาวของคงอี๋จี” ได้อีกหรือไม่

เปลี่ยนหลักสูตรอาจยังไม่พอ หากระบบยังไม่ยืดหยุ่นพอ

สำหรับแนวทางแก้ปัญหา ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การปรับหลักสูตรหรือยกเลิกบางหลักสูตรในมหาวิทยาลัยอาจช่วยให้นักเรียนและนักศึกษาเข้าใจโลกที่เปลี่ยนไปได้มากขึ้น แต่ปัญหาคือการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจยังไม่เร็วพอ 

ชู จ้าวฮุย นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิทยาศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ เตือนว่า การเปลี่ยนจากหลักสูตรหนึ่งไปสู่อีกหลักสูตรหนึ่งอาจช่วยแก้ปัญหาได้เพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ มหาวิทยาลัยอาจต้องปรับตัวมากกว่าแค่การเพิ่มหรือลดสาขาวิชา

ชูมองว่า แทนที่มหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนหลักสูตรไปเรื่อยๆ ตามความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงเวลา สิ่งที่ควรทำมากกว่าคือการสร้างระบบการเรียนที่ยืดหยุ่นขึ้น และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเลือกวิชาเรียนได้มากขึ้น เพื่อให้แต่ละคนวางเส้นทางของตัวเองตามความสนใจ จุดแข็ง และเป้าหมายในอนาคต

“วิธีนี้จะช่วยให้นักศึกษาเลือกวิชาเรียนตามความสนใจส่วนตัว จุดแข็งเฉพาะตัว และความต้องการในเส้นทางอาชีพที่แตกต่างกัน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะสร้างโปรไฟล์ทางปัญญาที่โดดเด่นของตนเอง” ชูกล่าว


อ้างอิง: SCMP, BBC

แชร์
มหาลัยจีนโละหมื่นหลักสูตรสู้AI เด็กจีนหางานยาก ใบปริญญาไม่การันตีอนาคต