Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เกษียณแต่ไม่ได้พัก คนไทยอายุเกิน 60 ปี กว่า 38% ยังทำงานเกือบเต็มเวลา
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เกษียณแต่ไม่ได้พัก คนไทยอายุเกิน 60 ปี กว่า 38% ยังทำงานเกือบเต็มเวลา

5 ส.ค. 69
17:23 น.
แชร์

หากเดินผ่านตลาดสด ร้านโชห่วย หรือพื้นที่เกษตรในหลายจังหวัดของไทย คนที่กำลังขายสินค้า ดูแลร้าน หรือเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่ตรงหน้าอาจมีอายุมากกว่า 60 ปีแล้ว ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า สำหรับผู้สูงอายุไทยจำนวนมาก “การเกษียณ” ไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงานอย่างสมบูรณ์ แต่อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนจากงานประจำไปสู่อาชีพอิสระหรืองานที่จัดสรรเวลาได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม

ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังมีความสำคัญมากขึ้น หลังประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ หรือ Aged Society ตั้งแต่ปี 2567 เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ยังทำให้คนวัยทำงานต้องร่วมรับภาระดูแลประชากรสูงวัยมากขึ้น ทั้งในระดับครอบครัวและระดับประเทศ

ข้อมูลจาก Bnomics แพลตฟอร์มบทวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และธุรกิจโดยธนาคารกรุงเทพ (Bangkok Bank) ระบุว่าท่ามกลางโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ผู้สูงอายุไทยเกือบ 4 ใน 10 คนยังคงทำงาน และหลายคนมีชั่วโมงทำงานใกล้เคียงกับคนวัยแรงงาน

บางส่วนทำงานต่อเพราะยังมีศักยภาพและต้องการใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมา ขณะที่อีกส่วนหนึ่งไม่สามารถหยุดทำงานได้ เนื่องจากเงินออม บำนาญ หรือสวัสดิการหลังเกษียณอาจไม่เพียงพอรองรับการดำรงชีวิต

สังคมไทยกำลังแก่ตัวเร็วกว่าหลายประเทศ

ตลอดช่วงกว่า 60 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ หรือ Old-Age Dependency Ratio ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 5.3 ในปี 2505 เป็น 21.0 ในปี 2566 และองค์การสหประชาชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 54.4 ในปี 2600

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยมีอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุสูงกว่าเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงยังสูงกว่าภาพรวมของโลก โดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนดังกล่าวของไทยเพิ่มขึ้น 10.7 ส่วนค่าเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเพียง 4.2

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังหลักในการสร้างรายได้ ดูแลสมาชิกในครอบครัว และสนับสนุนระบบสวัสดิการมีแนวโน้มลดลง ภาระของคนวัยทำงานจึงมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ในอีกด้านหนึ่ง การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยทำให้คำถามเรื่องคุณภาพชีวิตหลังเกษียณมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเพียงพอของรายได้ การเข้าถึงหลักประกัน ตลอดจนโอกาสในการทำงานต่อสำหรับผู้สูงอายุที่ยังมีความสามารถและต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

เกือบ 4 ใน 10 ยังทำงาน และหลายคนทำงานเกือบเต็มเวลา

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในไตรมาส 4 ปี 2566 พบว่า ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป 38.4% ยังคงทำงานอยู่ หรือคิดเป็นเกือบ 4 ใน 10 คน อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการทำงานจะค่อย ๆ ลดลงตามอายุ จาก 60.3% ในกลุ่มอายุ 60-64 ปี เหลือเพียง 4.9% ในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้จำนวนผู้สูงอายุที่ยังทำงาน คือระยะเวลาที่ใช้ไปกับการทำงาน แม้จะผ่านวัยเกษียณตามนิยามแล้ว แต่ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยของผู้สูงอายุลดลงจากวัยแรงงานเพียงเล็กน้อย โดยคนวัยแรงงานทำงานเฉลี่ย 42.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ผู้สูงอายุ 60-69 ปีทำงานเฉลี่ย 39.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

แม้อายุเพิ่มขึ้น ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยก็ไม่ได้ลดลงมากนัก โดยกลุ่มอายุ 70–79 ปีทำงานเฉลี่ย 37.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปยังทำงานเฉลี่ย 35.3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่า ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยไม่ได้ทำงานเพียงเล็กน้อยเพื่อใช้เวลาว่าง แต่ยังคงทำงานในระดับที่ใกล้เคียงกับการทำงานเต็มเวลา

การที่ผู้สูงอายุเกือบ 4 ใน 10 คนยังอยู่ในตลาดแรงงานจึงสะท้อนทั้งศักยภาพของแรงงานสูงวัยและข้อจำกัดของชีวิตหลังเกษียณ โดยเฉพาะเมื่อคนจำนวนหนึ่งยังจำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากการทำงานเป็นแหล่งรายได้หลักหรือรายได้เสริม

อาชีพอิสระ-ภาคเกษตร พื้นที่หลักของแรงงานสูงวัย

เมื่อพิจารณาสถานภาพการทำงาน พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ทำงานส่วนตัวโดยไม่มีลูกจ้าง รองลงมาคือการเป็นผู้ช่วยธุรกิจครัวเรือนโดยไม่ได้รับค่าจ้าง สัดส่วนของผู้ทำงานส่วนตัวยังเพิ่มขึ้นตามอายุ จาก 61.1% ในกลุ่มอายุ 60-64 ปี เป็น 75.4% ในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป

โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนว่า เมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุมีแนวโน้มออกจากการจ้างงานในระบบ และหันไปพึ่งพางานอิสระหรืองานภายในครัวเรือนมากขึ้น งานลักษณะนี้เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถกำหนดเวลา ปริมาณงาน และรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพร่างกายและภาระส่วนตัวได้มากกว่างานประจำ

หากจำแนกตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภาคการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์มีผู้สูงอายุทำงานมากที่สุดประมาณ 2.8 ล้านคน ทิ้งห่างอันดับสองอย่างภาคการค้าปลีก ซึ่งมีผู้สูงอายุทำงานประมาณ 600,000 คน ทั้งสองภาคส่วนมีจุดร่วมสำคัญคือมีรูปแบบการทำงานค่อนข้างยืดหยุ่น และเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุใช้ทักษะหรือประสบการณ์เดิมสร้างรายได้ต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การทำงานอิสระหลังเกษียณมีความหมายสองด้าน ด้านหนึ่ง งานประเภทนี้ช่วยให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพสามารถทำสิ่งที่ตนเองถนัดต่อไปได้ แม้จะออกจากงานประจำแล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง การทำงานต่อก็อาจสะท้อนความไม่มั่นคงทางการเงิน เนื่องจากผู้ประกอบอาชีพอิสระจำนวนมากไม่มีบำนาญหรือสวัสดิการหลังเกษียณเช่นเดียวกับลูกจ้างประจำ เมื่อหยุดทำงาน รายได้จึงอาจหายไปทันที

ข้อจำกัดนี้เห็นได้ชัดในภาคเกษตร ซึ่งโดยทั่วไปมีรายได้ไม่สูงนัก ทำให้การสะสมเงินออมเพื่อใช้หลังเกษียณเป็นเรื่องท้าทาย ผู้สูงอายุหลายคนจึงต้องทำงานต่อแม้มีอายุมากขึ้น ขณะที่ผู้เคยทำงานประจำบางส่วนอาจมีเงินออมหรือสวัสดิการไม่เพียงพอ จึงหันมาประกอบอาชีพอิสระเพื่อหารายได้เพิ่มเติม

งานหลังเกษียณอาจมีความหมายมากกว่ารายได้

การที่ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงทำงานและมีชั่วโมงทำงานใกล้เคียงกับวัยแรงงาน ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ผู้สูงอายุไทยมีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณหรือไม่ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ข้อจำกัดด้านสุขภาพย่อมเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบอาชีพอิสระจำนวนมากยังมีหลักประกันหลังเกษียณค่อนข้างจำกัด

สถานการณ์นี้จึงเป็นความท้าทายของผู้กำหนดนโยบาย ทั้งในด้านการพัฒนาระบบบำนาญ การส่งเสริมการออมระยะยาว และการสร้างรูปแบบการจ้างงานที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เพื่อให้คนที่ยังต้องการทำงานสามารถทำงานได้ตามศักยภาพ โดยไม่ต้องเผชิญกับภาระที่เกินข้อจำกัดของวัยและสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม การทำงานหลังเกษียณไม่ได้เกิดจากความจำเป็นทางการเงินเพียงอย่างเดียว สำหรับผู้สูงอายุอีกจำนวนไม่น้อย งานยังเชื่อมโยงกับบทบาท ตัวตน และความสัมพันธ์กับสังคม

ตลอดช่วงชีวิต คนจำนวนมากสร้างบทบาทของตนผ่านอาชีพ เมื่อเกษียณจึงอาจไม่ได้สูญเสียเพียงรายได้ แต่ยังสูญเสียพื้นที่ในการใช้ความสามารถและการมีส่วนร่วมกับผู้อื่นด้วย

การได้ทำงานต่อจึงอาจหมายถึงการได้ใช้ประสบการณ์ ได้พบปะผู้คน และยังรู้สึกว่าตนเองมีบทบาทและเป้าหมายในการใช้ชีวิต แม้คุณค่าของผู้สูงอายุจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำงาน แต่สำหรับบางคน งานคือหนึ่งในช่องทางที่ช่วยให้ยังรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ท้ายที่สุด สังคมสูงวัยจึงไม่ใช่เพียงโจทย์ของการสร้างระบบบำนาญหรือสวัสดิการให้เพียงพอ แต่ยังเป็นโจทย์ของการออกแบบสังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเลือกชีวิตหลัง 60 ปีได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อน การทำงาน หรือการมีส่วนร่วมกับชุมชนตามศักยภาพของแต่ละคน

แชร์
เกษียณแต่ไม่ได้พัก คนไทยอายุเกิน 60 ปี กว่า 38% ยังทำงานเกือบเต็มเวลา