
ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยได้ยินคำเตือนเรื่องการเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” มาอย่างต่อเนื่อง แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น หากยังรวมถึงโครงสร้างชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง ผู้สูงอายุมีชีวิตยืนยาวขึ้น อยู่กับลูกหลานน้อยลง และต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในวัยชราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงค่าอาหารและที่อยู่อาศัย แต่ขยายไปสู่ค่าเดินทาง การสื่อสาร และค่าจ้างผู้ดูแลจากภายนอก
ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนสะท้อนว่า จำนวนคนไทยอายุ 61 ปีขึ้นไปเพิ่มจาก 5.0 ล้านคนในปี 2537 เป็น 16.8 ล้านคนในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3.3 เท่า ประชากรเกือบ 1 ใน 4 ของประเทศจึงอยู่ในวัยสูงอายุแล้ว ที่น่าจับตาคือกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป ซึ่งเพิ่มจากประมาณ 4.3 แสนคนเป็นเกือบ 2.0 ล้านคน ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวหรืออยู่กับคู่สมรสเพียงสองคนมีจำนวนรวมกันกว่า 5.8 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม รายงานจาก TDRI ระบุว่า กลุ่มที่อาจกลายเป็นความเสี่ยงระลอกใหญ่ในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า คือคนอายุ 46-60 ปี ซึ่งกำลังเคลื่อนเข้าสู่วัยเกษียณพร้อมกันเป็นจำนวนมาก คนกลุ่มนี้เพิ่มจากประมาณ 7.9 ล้านคนในปี 2537 เป็น 17.3 ล้านคนในปี 2567 และมีสัดส่วนสูงถึง 39% ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมด แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในอาชีพที่มีระบบบำนาญมั่นคง โดยประมาณ 41.6% ทำธุรกิจส่วนตัวหรือทำงานอิสระ และอีก 31.5% เป็นพนักงานเอกชน
สถานะทางการเงินของคนวัยใกล้เกษียณยิ่งสะท้อนความเปราะบาง รายจ่ายบริโภคเฉลี่ยเพิ่มจากเดือนละ 1,990 บาทต่อคนในปี 2537 เป็น 8,362 บาทในปี 2567 ขณะที่มีเงินออมเฉลี่ยประมาณ 4,416 บาทต่อคนต่อเดือน ต่ำกว่ารายจ่ายเฉลี่ยของผู้สูงอายุวัย 61-70 ปีที่อยู่ที่ประมาณ 7,603 บาทต่อเดือน ส่วนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุสำหรับผู้มีอายุ 60-69 ปีอยู่ที่ 600 บาทต่อเดือน ครอบคลุมรายจ่ายของผู้สูงอายุวัยต้นได้เพียงประมาณ 7.9% เท่านั้น
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้สูงอายุไทยในอนาคตส่วนหนึ่งอาจมีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับรองรับชีวิตหลังเกษียณ แม้ข้อมูลที่นำมาใช้จะเป็นเพียงเงินออมเฉลี่ยต่อเดือน ไม่ใช่มูลค่าทรัพย์สินสะสมทั้งหมด แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ความแตกต่างด้านอาชีพ และขนาดครัวเรือนที่เล็กลง ก็เป็นสัญญาณว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยอาจต้องทำงานต่อหลังเกษียณ พึ่งพาความช่วยเหลือจากครอบครัว หรือหาแหล่งรายได้เพิ่มเติมเพื่อประคองชีวิตในวัยชรา
รายงานจาก TDRI ระบุว่า ตลอดช่วงปี 2537-2567 จำนวนผู้สูงอายุไทยเพิ่มขึ้นในทุกช่วงวัย แต่กลุ่มที่ขยายตัวรวดเร็วเป็นพิเศษคือผู้สูงอายุตอนปลาย โดยประชากรอายุ 81-90 ปีเพิ่มจาก 363,334 คนเป็น 1,718,701 คน หรือประมาณ 4.7 เท่า ส่วนผู้มีอายุ 90 ปีขึ้นไปเพิ่มจาก 62,416 คนเป็น 249,838 คน หรือประมาณ 4 เท่า ขณะที่กลุ่มอายุ 71-80 ปีและ 61-70 ปีเพิ่มขึ้นประมาณ 3.6 เท่าและ 3.1 เท่าตามลำดับ
จำนวนผู้สูงอายุวัยปลายที่เพิ่มขึ้นหมายความว่า ประเทศไทยไม่ได้เผชิญเพียงภาระจากจำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้น แต่ต้องเตรียมรองรับประชากรที่มีแนวโน้มต้องการความช่วยเหลือระยะยาวมากขึ้น ทั้งด้านการเคลื่อนไหว การใช้ชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการมีผู้ดูแล
ในเวลาเดียวกัน โครงสร้างครอบครัวที่เคยทำหน้าที่เป็นระบบรองรับหลักกำลังอ่อนแรงลง เมื่อ 30 ปีก่อน ผู้สูงอายุ 86 คนจากทุก 100 คนอาศัยอยู่กับลูกหลาน แต่ในปี 2567 ลดลงเหลือ 65 คน ขณะที่ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเพิ่มจากประมาณ 2.5 แสนคนเป็น 2.2 ล้านคน หรือเกือบ 8.8 เท่า ส่วนผู้สูงอายุที่อยู่กันสองคนเพิ่มจากประมาณ 4.6 แสนคนเป็น 3.7 ล้านคน หรือเกือบ 8 เท่า
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าลูกหลานทอดทิ้งผู้สูงอายุเสมอไป แต่เชื่อมโยงกับการย้ายถิ่นเพื่อทำงาน การมีบุตรน้อยลง การแต่งงานช้าลง ต้นทุนที่อยู่อาศัยในเมือง และภาระการดูแลสมาชิกในครอบครัวที่สูงขึ้น ครอบครัวหลายรุ่นที่เคยอยู่ร่วมกันจึงลดลง และผู้สูงอายุต้องจัดการชีวิตประจำวันด้วยตนเองมากขึ้น
ต้นทุนของการอยู่ลำพังสูงกว่าการอยู่ร่วมกับสมาชิกครอบครัวอย่างชัดเจน ในปี 2567 ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 10,087 บาทต่อคนต่อเดือน สูงกว่าค่าเฉลี่ยผู้สูงอายุทั้งหมดที่ประมาณ 7,334 บาท เนื่องจากไม่สามารถเฉลี่ยค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย การเดินทาง และค่าใช้จ่ายประจำกับสมาชิกคนอื่นได้
ส่วนผู้สูงอายุที่อยู่กันสองคนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 7,055 บาทต่อคนต่อเดือน แม้จะสามารถดูแลและแบ่งเบาภาระกันได้ แต่หากคนหนึ่งเจ็บป่วย อีกคนซึ่งเป็นผู้สูงอายุเช่นกันอาจไม่สามารถทำหน้าที่ผู้ดูแลได้อย่างเต็มที่ ครัวเรือนที่ดูเหมือนยังพึ่งพาตนเองได้จึงอาจเปลี่ยนเป็นครัวเรือนที่ต้องการความช่วยเหลือจากภายนอกอย่างรวดเร็ว
โครงสร้างประชากรวัยแรงงานของไทยกำลังแก่ลงอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2537 ประชากรอายุ 15-60 ปีมีจำนวน 35.9 ล้านคน ก่อนเพิ่มเป็น 44.3 ล้านคนในปี 2567 แต่ภายในประชากรกลุ่มนี้ คนอายุ 46-60 ปีเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว จากประมาณ 7.9 ล้านคนเป็น 17.3 ล้านคน
สัดส่วนของคนวัยใกล้เกษียณเพิ่มจาก 22% เป็น 39% ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมด ขณะที่สัดส่วนคนอายุ 21-45 ปีลดลงจาก 62% เหลือ 51% สะท้อนว่ากำลังแรงงานไทยกำลังเปลี่ยนจากโครงสร้างที่มีคนวัยหนุ่มสาวเป็นฐานขนาดใหญ่ ไปสู่โครงสร้างที่มีแรงงานวัยปลายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่รูปแบบการทำงานของคนวัย 46-60 ปี ในปี 2567 คนที่ยังทำงานอยู่ประมาณ 41.6% ทำธุรกิจส่วนตัวหรือทำงานอิสระ และ 31.5% เป็นพนักงานเอกชน ขณะที่ข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจมีประมาณ 9.9% และผู้เป็นนายจ้างมีประมาณ 3%
ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่า คนวัยใกล้เกษียณส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระบบบำนาญแบบเดียวกัน บางคนมีสิทธิรับบำนาญประกันสังคม บางคนมีเงินออมส่วนตัวหรือกองทุนจากนายจ้าง แต่แรงงานอิสระและผู้ทำธุรกิจส่วนตัวจำนวนหนึ่งอาจต้องรับผิดชอบการออมเพื่อเกษียณด้วยตนเองเกือบทั้งหมด
ตาข่ายครอบครัวของคนกลุ่มนี้ก็เล็กลงเช่นกัน สัดส่วนคนอายุ 46-60 ปีที่อยู่คนเดียวเพิ่มจากไม่ถึง 3% เป็นมากกว่า 11% ขณะที่สัดส่วนการอาศัยอยู่ในครัวเรือนสามรุ่นลดจาก 29.7% เหลือเพียง 4.3% และครัวเรือนสองรุ่นกลายเป็นรูปแบบหลัก
แนวโน้มเดียวกันเกิดขึ้นกับคนอายุ 21-45 ปี โดยสัดส่วนผู้ที่อยู่คนเดียวเพิ่มจาก 2.6% เป็น 14.2% ส่วนครัวเรือนสามรุ่นลดจาก 25.8% เหลือ 4.5% จึงมีความเป็นไปได้ว่า เมื่อคนรุ่นนี้เข้าสู่วัยสูงอายุ ระบบสนับสนุนจากสมาชิกครอบครัวจะยิ่งมีขนาดเล็กลงกว่าปัจจุบัน
ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของคนอายุ 46-60 ปีเพิ่มจากเดือนละ 1,990 บาทต่อคนในปี 2537 เป็น 8,362 บาทในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า แม้ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าเงินในแต่ละปีและมีผลของเงินเฟ้อรวมอยู่ด้วย แต่โครงสร้างรายจ่ายสะท้อนว่าชีวิตของคนวัยใกล้เกษียณต้องพึ่งพาค่าใช้จ่ายหลายหมวดที่ปรับลดได้ยาก
ค่าอาหารยังเป็นรายจ่ายใหญ่ที่สุด คิดเป็น 38.6% ของรายจ่ายทั้งหมด รองลงมาคือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย 16.4% ขณะที่ค่าเดินทางมีสัดส่วนสูงถึง 20% เพิ่มจาก 14.5% ในอดีต สะท้อนว่าคนวัยนี้ยังต้องเดินทางเพื่อทำงาน ทำธุรกิจ และดูแลสมาชิกในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง
ค่าสื่อสารเพิ่มจาก 1.3% เป็น 4.3% แสดงให้เห็นว่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และบริการสื่อสารกลายเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐานของชีวิตยุคใหม่ ส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีสัดส่วนประมาณ 1.3% ลดลงจาก 4% ในอดีต ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการใช้สิทธิรักษาพยาบาลภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าคนวัยก่อนเกษียณได้เตรียมเงินสำหรับภาระสุขภาพในอนาคตไว้เพียงใด
เมื่อเทียบรายจ่ายกับการออม คนอายุ 46-60 ปีมีเงินออมเฉลี่ยประมาณ 4,416 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 52,992 บาทต่อปี ขณะที่ผู้สูงอายุวัย 61-70 ปีมีรายจ่ายเฉลี่ยประมาณ 7,603 บาทต่อเดือน หรือ 91,236 บาทต่อปี
หากนำเบี้ยยังชีพสำหรับผู้มีอายุ 60-69 ปี เดือนละ 600 บาท หรือปีละ 7,200 บาทมาหักออก ผู้สูงอายุวัยต้นยังต้องใช้เงินจากแหล่งอื่นประมาณ 84,036 บาทต่อปี เมื่อเทียบกับเงินออมใหม่ที่คนวัย 46-60 ปีสะสมได้ในหนึ่งปี จะยังมีส่วนต่างประมาณ 31,000 บาท โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ค่ารักษาพยาบาลนอกสิทธิ หรือค่าดูแลระยะยาว
แบบจำลองที่กำหนดให้ออมเดือนละ 4,416 บาทต่อเนื่องจนถึงอายุ 60 ปี ใช้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 2% ต่อปี และสมมติว่าผลตอบแทนสุทธิหลังหักเงินเฟ้ออยู่ใกล้ศูนย์ ยิ่งทำให้เห็นข้อจำกัดของการเริ่มออมในวัยปลาย
คนที่เริ่มต้นเมื่ออายุ 46 ปีและออมต่ออีก 14 ปีจะสะสมเงินได้ประมาณ 742,000 บาท เมื่อถึงอายุ 60 ปี ค่าใช้จ่ายในปีแรกหลังเกษียณจะเพิ่มเป็นประมาณ 120,000 บาท และหลังหักเบี้ยยังชีพแล้วต้องใช้เงินของตนเองประมาณ 113,000 บาทต่อปี เงินออมดังกล่าวจะรองรับค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 6.6 ปี
ผู้ที่มีอายุ 50 ปีและออมต่ออีก 10 ปีจะสะสมได้ประมาณ 530,000 บาท โดยต้องใช้เงินสุทธิหลังเกษียณประมาณ 104,000 บาทต่อปี เงินออมจะรองรับได้ประมาณ 5.1 ปี ส่วนผู้ที่เริ่มเมื่ออายุ 55 ปีและออมต่ออีก 5 ปี จะมีเงินประมาณ 265,000 บาท เทียบกับรายจ่ายสุทธิราว 93,500 บาทต่อปี และรองรับชีวิตหลังเกษียณได้ประมาณ 2.8 ปี
การคำนวณนี้ไม่ได้รวมทรัพย์สินเดิม บำนาญ เงินลงทุน หรือความช่วยเหลือจากครอบครัว จึงไม่สามารถใช้ประเมินฐานะของทุกคนได้ แต่สะท้อนว่าเงินออมตามค่าเฉลี่ยปัจจุบันอาจช่วยประคองช่วงแรกหลังออกจากงาน มากกว่าจะเป็นหลักประกันสำหรับชีวิตหลังเกษียณที่อาจยาวนานไปถึงอายุ 80-90 ปี
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของไทยจ่ายในอัตราขั้นบันได ผู้มีอายุ 60-69 ปีได้รับเดือนละ 600 บาท อายุ 70-79 ปีได้รับ 700 บาท อายุ 80-89 ปีได้รับ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไปได้รับ 1,000 บาท
เมื่อเทียบกับรายจ่ายเฉลี่ยของผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพจึงมีบทบาทเป็นเงินช่วยประคองมากกว่าจะเป็นรายได้หลักสำหรับการดำรงชีวิต โดยเงินเดือนละ 600 บาทครอบคลุมรายจ่ายเฉลี่ยของผู้สูงอายุอายุ 61-70 ปีได้เพียงประมาณ 7.9% ผู้สูงอายุวัยต้นยังต้องหาเงินอีกประมาณ 7,003 บาทต่อเดือนจากเงินออม บำนาญ การทำงานต่อ หรือครอบครัว
สำหรับแรงงานในระบบ ประกันสังคมเป็นหลักประกันสำคัญ ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือนมีสิทธิรับบำนาญชราภาพรายเดือนในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย และหากจ่ายสมทบเกิน 180 เดือน จะได้รับเพิ่ม 1.5% ต่อระยะเวลาสมทบทุก 12 เดือนที่เกินมา
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์จากระบบดังกล่าวขึ้นอยู่กับประวัติการทำงานและการส่งเงินสมทบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คนวัย 46-60 ปีจำนวนมากอยู่ในกลุ่มทำธุรกิจส่วนตัวหรือทำงานอิสระ จึงอาจไม่ได้เข้าถึงบำนาญในรูปแบบเดียวกับแรงงานที่อยู่ในระบบตลอดชีวิตการทำงาน
กองทุนการออมแห่งชาติเป็นช่องทางสำหรับผู้มีอายุ 15-60 ปีที่ไม่ได้อยู่ในระบบบำนาญอื่น โดยสามารถเริ่มออมขั้นต่ำ 50 บาท และสูงสุด 30,000 บาทต่อปี พร้อมรับเงินสมทบจากรัฐตามช่วงอายุ ก่อนเปลี่ยนเงินสะสมเป็นบำนาญตลอดชีพเมื่ออายุ 60 ปี
ข้อจำกัดคือคนจำนวนหนึ่งยังไม่เข้าร่วม ออมไม่สม่ำเสมอ หรือเริ่มออมเมื่อใกล้ถึงวัยเกษียณ ทำให้ระยะเวลาสะสมเงินสั้นและเงินที่จะเปลี่ยนเป็นบำนาญรายเดือนมีจำนวนจำกัด
ช่องว่างไม่ได้อยู่เฉพาะรายได้ แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการดูแล แม้ระบบหลักประกันสุขภาพจะช่วยลดภาระค่ารักษาในสถานพยาบาล แต่ผู้สูงอายุยังอาจต้องรับผิดชอบค่าจ้างผู้ดูแล ค่าเดินทางไปพบแพทย์ ค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือ และค่าปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับวัย
ข้อมูลค่าใช้จ่ายพบว่า ผู้สูงอายุอายุ 80 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนค่าจ้างบุคคลภายนอกเพิ่มจากประมาณ 0.6% เป็น 3.4% สะท้อนว่าความต้องการผู้ดูแล คนช่วยงานบ้าน และบริการสนับสนุนในชีวิตประจำวันกำลังกลายเป็นภาระที่สำคัญขึ้นตามอายุ
ข้อมูลตลอด 30 ปีสะท้อนช่องว่างสำคัญอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ รายได้พื้นฐานที่ต่ำกว่าค่าครองชีพ ความแตกต่างระหว่างแรงงานในระบบกับแรงงานนอกระบบ อายุขัยที่ยาวนานกว่าเงินออม และค่าใช้จ่ายด้านการดูแลระยะยาวที่ระบบสวัสดิการยังครอบคลุมไม่ทั้งหมด
สำหรับคนวัย 46-60 ปี การรับมือจึงต้องเริ่มก่อนออกจากงาน ทั้งการขยายระบบออมสำหรับแรงงานนอกระบบ เพิ่มแรงจูงใจให้เข้าร่วมกองทุนการออมแห่งชาติ และเร่งสะสมเงินในช่วงปลายของวัยทำงาน ควบคู่กับการปรับระบบรายได้หลังเกษียณให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและเงินเฟ้อมากขึ้น
อีกแนวทางหนึ่งคือการเกษียณแบบยืดหยุ่น โดยส่งเสริมงานที่เหมาะกับอายุ การเพิ่มทักษะและปรับทักษะใหม่ เพื่อให้คนวัยใกล้เกษียณสามารถมีรายได้ต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องหยุดทำงานทันที วิธีดังกล่าวจะช่วยลดการเบิกใช้เงินออมในช่วงแรกและลดความเสี่ยงที่เงินจะหมดก่อนสิ้นสุดช่วงชีวิต
สำหรับผู้สูงอายุอายุ 61 ปีขึ้นไป ระบบรองรับจำเป็นต้องขยายจากการรักษาโรคไปสู่การดูแลชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไปและผู้ที่อยู่ลำพัง ทั้งบริการดูแลถึงบ้าน ศูนย์ฟื้นฟูในชุมชน เครือข่ายผู้ดูแล และการเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาล ท้องถิ่น และครอบครัว
การออกแบบเมืองและระบบขนส่งก็มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากค่าเดินทางมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มวัยก่อนเกษียณและผู้สูงอายุ ขณะที่ค่าสื่อสารกลายเป็นรายจ่ายพื้นฐาน การใช้บริการแพทย์ทางไกลและอุปกรณ์ดิจิทัลติดตามสุขภาพจึงอาจช่วยให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้นานขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อยู่คนเดียวหรืออยู่ห่างจากสถานพยาบาล
ภาพจำของวัยเกษียณที่มีค่าใช้จ่ายไม่มากและมีลูกหลานคอยดูแลกำลังไม่สอดคล้องกับโครงสร้างสังคมไทยในปัจจุบัน ผู้สูงอายุมีชีวิตยืนยาวขึ้น ครอบครัวมีขนาดเล็กลง และรายจ่ายหลายหมวดไม่สามารถตัดออกได้ง่าย ขณะที่คนวัย 46-60 ปีจำนวนมากยังอยู่ในงานที่ไม่มีบำนาญมั่นคงและมีเวลาสะสมเงินเหลือไม่มาก
หากรายได้หลังเกษียณยังอยู่ในระดับหลักร้อย แต่รายจ่ายจำเป็นอยู่ในระดับหลายพันบาทต่อเดือน คนจำนวนหนึ่งย่อมต้องทำงานต่อ ใช้เงินออม พึ่งพาครอบครัว หรือหารายได้จากหลายช่องทางพร้อมกัน การเตรียมรับสังคมสูงวัยจึงไม่อาจเริ่มในวันที่คนอายุครบ 60 ปี แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายของวัยทำงาน ก่อนที่รายได้ประจำจะสิ้นสุดลงและต้นทุนของการมีชีวิตยืนยาวจะเริ่มปรากฏอย่างเต็มรูปแบบ