
การกินข้าวคนเดียว เดินห้างคนเดียว เที่ยวคนเดียว หรือกลับไปพักในคอนโดที่มีเพียงตัวเอง ไม่ได้เป็นภาพของความเหงาเสมอไป สำหรับคนเมืองจำนวนมาก นี่คือชีวิตที่เลือกแล้ว เพราะหมายถึงอิสระในการใช้เวลา ใช้เงิน และตัดสินใจได้ตามความต้องการ โดยไม่ต้องรอหรือประนีประนอมกับใคร
ผลสำรวจ “The Single Economy Survey Part 2: การพักอาศัยและไลฟ์สไตล์ของการอยู่คนเดียว” ของวิจัยกรุงศรี ซึ่งสำรวจคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปจำนวน 2,202 คน พบว่า เกือบ 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามอาศัยอยู่คนเดียว โดยคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนโสด และเกือบครึ่งเลือกพักอาศัยในคอนโดมิเนียมหรือห้องชุด
เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่การหลีกหนีผู้คน แต่อยู่ที่ความคล่องตัวในการดำเนินชีวิต ผู้ตอบแบบสอบถาม 58% ชื่นชอบอิสระในการกิน เที่ยว และช้อปปิ้งตามใจ ขณะที่ 57% มองว่าการเป็นโสดช่วยให้วางแผนและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และอีก 54% ให้คุณค่ากับความยืดหยุ่นในการจัดสรรเวลาให้ตัวเองอย่างเต็มที่
เมื่อภาระในการดูแลครอบครัวหรือปรับการใช้จ่ายให้เข้ากับคนอื่นลดลง คนโสดและผู้ที่อยู่คนเดียวจึงมีแนวโน้มทุ่มทรัพยากรให้ตัวเองมากขึ้น ทั้งการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพกายและใจ การท่องเที่ยว ตลอดจนการวางแผนที่อยู่อาศัยและการเงินสำหรับอนาคต โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมรับวันที่อาจต้องพึ่งพาตัวเองหรือผู้ดูแลมืออาชีพ
การขยายตัวของคนกลุ่มนี้จึงไม่ได้เปลี่ยนเพียงโครงสร้างครัวเรือน แต่กำลังสร้างฐานผู้บริโภคที่มีความต้องการเฉพาะตัวมากขึ้น ตั้งแต่บริการทางการเงินและสุขภาพ ไปจนถึงการเดินทางและบริการดูแลยามเจ็บป่วย “เศรษฐกิจคนโสด” จึงไม่ใช่เพียงกระแสไลฟ์สไตล์ หากเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ภาคธุรกิจต้องทำความเข้าใจ เพื่อออกแบบสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ชีวิตที่มี “หนึ่งคน” เป็นศูนย์กลาง
ข้อมูลจาก Euromonitor ในปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียว 29.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 21.9% อย่างชัดเจน หากจำนวนครัวเรือนลักษณะนี้ยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.8% ภายในปี 2585 สัดส่วนผู้ที่พักอาศัยอยู่คนเดียวในประเทศไทยอาจเพิ่มขึ้นเกิน 40% ของครัวเรือนทั้งหมด
ผลสำรวจของวิจัยกรุงศรียังสะท้อนว่า รูปแบบที่อยู่อาศัย สถานะครอบครัว และอัตลักษณ์ทางเพศ มีความสัมพันธ์กับโอกาสในการอยู่คนเดียวอย่างเห็นได้ชัด โดยผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมมีโอกาสอยู่คนเดียวมากกว่าผู้ที่ไม่ได้อยู่คอนโดถึง 6.5 เท่า ขณะที่คนไม่มีบุตรมีสัดส่วนการอยู่คนเดียว 31% เทียบกับเพียง 5% ในกลุ่มคนมีบุตร
เมื่อแบ่งตามเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ กลุ่ม LGBTQ+ มีสัดส่วนการอยู่คนเดียวสูงที่สุดที่ 39% ตามมาด้วยผู้หญิง 23% และผู้ชาย 19% ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การอยู่คนเดียวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของประเภทที่อยู่อาศัย แต่เชื่อมโยงกับเส้นทางชีวิตและโครงสร้างครอบครัวที่แตกต่างกันด้วย
สำหรับข้อดีของชีวิตโสด ผู้ตอบแบบสอบถาม 58% ระบุว่า ชื่นชอบความเป็นอิสระ เพราะสามารถเลือกกิน เที่ยว หรือซื้อสินค้าได้ตามใจโดยไม่ต้องรอผู้อื่น อีก 57% มองว่าการเป็นโสดช่วยให้วางแผนชีวิตและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ 54% ชื่นชอบความยืดหยุ่นและความสามารถในการจัดสรรเวลาให้ตัวเองอย่างเต็มที่
มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 1% เท่านั้นที่เห็นว่าการเป็นโสดไม่มีข้อดี สะท้อนว่า สำหรับคนเมืองจำนวนมาก สถานะโสดไม่ได้ถูกมองเป็นข้อจำกัด แต่เป็นรูปแบบชีวิตที่ให้อิสระ ความคล่องตัว และพื้นที่สำหรับการจัดการชีวิตตามความต้องการของตัวเอง
ในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่อาศัยอยู่คนเดียว เกือบครึ่งเลือกพักอาศัยในคอนโดมิเนียมหรือห้องชุด และประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นคนโสดและอยู่คนเดียวมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยของตัวเอง
ภาพดังกล่าวแตกต่างจากกลุ่มที่พักอาศัยร่วมกับผู้อื่น ซึ่งมีสัดส่วนราว 3 ใน 4 ของผู้ตอบทั้งหมด โดยคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮาส์ ในจำนวนนี้ 49% อยู่กับมารดา บิดา หรือญาติผู้ใหญ่ 41% อยู่กับแฟนหรือคู่สมรส และอีก 10% อยู่กับพี่น้อง ลูกพี่ลูกน้อง เพื่อน หรือลูกหลาน
สถานะความสัมพันธ์ของคนทั้งสองกลุ่มยังแตกต่างกันอย่างชัดเจน กลุ่มที่อยู่คนเดียว หรือ Solo Living เป็นคนโสดถึง 75% ขณะที่ 16% มีแฟนแต่ยังไม่ได้สมรส ส่วนผู้ที่แต่งงานแล้วและผู้ที่เป็นหม้ายหรือหย่าร้างมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ประมาณ 4-5%
ในทางกลับกัน กลุ่มที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือ Co-Living เป็นผู้ที่แต่งงานแล้ว 48% เป็นคนโสด 30% มีแฟน 18% และเป็นหม้ายหรือหย่าร้าง 4%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การอยู่คนเดียวในปัจจุบันยังเชื่อมโยงกับสถานะโสดเป็นหลัก ขณะที่ผู้ที่แต่งงานแล้วส่วนใหญ่ยังคงพักอาศัยร่วมกับคู่สมรสหรือครอบครัวตามรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม “การเป็นโสด” และ “การอยู่คนเดียว” ไม่ได้มีความหมายเดียวกันเสมอไป เพราะคนโสดจำนวนหนึ่งยังอาศัยอยู่กับครอบครัว ขณะที่คนที่มีคู่บางส่วนเลือกแยกกันพักอาศัย รูปแบบที่อยู่อาศัยจึงไม่ได้ถูกกำหนดจากสถานะความสัมพันธ์เพียงปัจจัยเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับประเภทบ้าน ครอบครัว และเส้นทางชีวิตของแต่ละคนด้วย
แม้ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 73% เชื่อว่า วันหนึ่งในอนาคตตนอาจต้องอยู่คนเดียวและพึ่งพาตัวเอง แต่ความเชื่อนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าปัจจุบันบุคคลนั้นพักอาศัยอยู่คนเดียวหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่นเป็นหลัก
ผลวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อมุมมองเรื่องการอยู่คนเดียวในอนาคตมากกว่า ได้แก่ อายุ เพศ สถานะความสัมพันธ์ และการมีบุตร โดยยิ่งอายุมากขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามยิ่งมองเห็นความเป็นไปได้ที่วันหนึ่งจะต้องใช้ชีวิตและดูแลตัวเองตามลำพังได้ชัดเจนขึ้น
กลุ่ม LGBTQ+ มีโอกาสเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า วันหนึ่งจะต้องอยู่คนเดียวและพึ่งพาตัวเองมากกว่าผู้ชาย 2.8 เท่า ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเห็นด้วยมากกว่าผู้ชาย 1.8 เท่า
เมื่อแบ่งตามสถานะความสัมพันธ์ คนโสดมีโอกาสเห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าวมากกว่าคนที่มีแฟนหรือแต่งงานแล้วประมาณ 1.9 เท่า ส่วนคนไม่มีบุตรก็มีโอกาสเห็นด้วยมากกว่าคนมีบุตรประมาณ 1.9 เท่าเช่นกัน
ผลสำรวจจึงแยกให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่าง “การอยู่คนเดียวในปัจจุบัน” กับ “ความเชื่อว่าจะต้องอยู่คนเดียวในอนาคต” เพราะผู้ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวหรือคู่สมรสในวันนี้อาจมองว่า ในวันข้างหน้าตนจำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับการพึ่งพาตัวเองได้เช่นกัน
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่อยู่คนเดียวในปัจจุบันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องการรักษารูปแบบชีวิตดังกล่าวไว้ตลอดไป มุมมองต่ออนาคตขึ้นอยู่กับวัย อัตลักษณ์ทางเพศ สถานะความสัมพันธ์ และเส้นทางด้านครอบครัว มากกว่าสถานที่หรือรูปแบบการพักอาศัยในขณะนี้
หนึ่งในลักษณะสำคัญของคนโสดและผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียว คือแนวโน้มการใช้จ่ายเพื่อให้รางวัลและดูแลตัวเอง โดยเฉพาะสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและคุณภาพชีวิต
ผลสำรวจพบว่า 30% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่อาศัยอยู่คนเดียวออกกำลังกายหรือเข้าฟิตเนสเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่ากลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยงานวิจัยระบุถึงความเป็นไปได้ว่า การอยู่คนเดียวอาจเอื้อให้บุคคลมีอิสระในการจัดตารางเวลาและรักษาวินัยในการออกกำลังกายได้มากกว่า
เมื่อถามถึงเรื่องที่ควรเตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตคนเดียวในอนาคต ผู้ตอบแบบสอบถาม 62% ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยการเตรียมความพร้อมด้านที่อยู่อาศัย 19% การเพิ่มพูนความรู้ 14% และการสร้างเครือข่ายทางสังคม 5%
แนวคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเองยังเห็นได้ชัดเมื่อสอบถามถึงการดูแลตนเองในกรณีเจ็บป่วยร้ายแรง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียว ซึ่งยิ่งมีอายุมากขึ้น ก็ยิ่งมีแนวโน้มเลือกดูแลตัวเองหรือจ้างผู้ดูแลมืออาชีพ แทนการคาดหวังความช่วยเหลือจากญาติหรือคนรัก
ในกลุ่ม “วัยเข้าใจชีวิต” อายุ 50 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่คนเดียว 61% ระบุว่าจะดูแลตัวเองให้ถึงที่สุดหรือจ้างบุคคลอื่นมาดูแลเมื่อเจ็บป่วย สัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 55% ในกลุ่ม “วัยมั่นคง” อายุ 40-49 ปี และ 47% ในกลุ่ม “วัยสร้างตัว” อายุ 24-39 ปี
ทิศทางดังกล่าวแตกต่างจากกลุ่มที่พักอาศัยร่วมกับผู้อื่น ซึ่งมีแนวโน้มพึ่งพาญาติหรือคนรักมากกว่า โดยกลุ่มวัยสร้างตัวอายุ 24-39 ปีมีสัดส่วนผู้ที่เลือกพึ่งพาคนใกล้ชิดสูงที่สุดที่ 65% ตามมาด้วยกลุ่มวัยมั่นคงอายุ 40-49 ปีที่ 61% และกลุ่มวัยเข้าใจชีวิตอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ 57%
ผลสำรวจจึงสะท้อนว่า ผู้ที่อยู่คนเดียวยิ่งอายุมาก ยิ่งเตรียมพึ่งพาตัวเองหรือผู้ดูแลมืออาชีพ ขณะที่คนซึ่งอาศัยอยู่กับผู้อื่นมีแนวโน้มพึ่งพาคนรอบข้างมากกว่า โดยเฉพาะในช่วงวัยหนุ่มสาว ก่อนที่สัดส่วนดังกล่าวจะค่อยๆ ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น
ในมิติทางธุรกิจ วิจัยกรุงศรีสรุปว่า เศรษฐกิจคนโสดไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นผลจากโครงสร้างประชากรและรูปแบบการพักอาศัยที่กำลังเปลี่ยนแปลง คนกลุ่มนี้เป็นผู้บริโภคที่พร้อมใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต และต้องการสินค้าและบริการที่ออกแบบให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตและการพึ่งพาตัวเอง
ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าครึ่งต้องการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล เช่น บัญชีเงินฝากที่มาพร้อมแผนการเงินระยะยาว บริการเสริมด้านการดูแลหรือการพยาบาลพิเศษเมื่อเจ็บป่วย สิทธิสมาชิกแอปพลิเคชันหาคู่ระดับพรีเมียม หรือแคมเปญท่องเที่ยวแบบพิเศษสำหรับผู้เดินทางคนเดียว
โจทย์ของภาคธุรกิจจึงอยู่ที่การปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจแบบ “3S” ซึ่งประกอบด้วย Single, Solo และ Silver โดยต้องออกแบบสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ทั้งคนโสด ผู้ที่พักอาศัยอยู่คนเดียว และกลุ่มผู้สูงอายุที่อาจมีแนวโน้มใช้ชีวิตตามลำพังมากขึ้นในอนาคต