
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดสัตว์เลี้ยงทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะแนวโน้มการแต่งงานช้าลง การมีลูกน้อยลง หรือการเลือกไม่มีลูก ทำให้สัตว์เลี้ยงเข้ามามีบทบาทในการเติมเต็มความสัมพันธ์และความหมายของคำว่าครอบครัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน การระบาดของโควิด-19 ยังเป็นอีกปัจจัยที่เร่งให้กระแสการเลี้ยงสัตว์ขยายตัว เมื่อผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้นและต้องการเพื่อนคลายความเหงา
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดแนวคิด pet humanization หรือการยกระดับสัตว์เลี้ยงให้เป็นสมาชิกในครอบครัว ส่งผลให้รูปแบบการใช้จ่ายของเจ้าของเปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นเพียงอาหารและของใช้พื้นฐาน สู่การเลือกสินค้าและบริการที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการดูแลในระยะยาว จนเกิดการเติบโตของเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง (pet cconomy) ที่ครอบคลุมธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่อาหารและการแพทย์ ไปจนถึงที่อยู่อาศัย บริการ และไลฟ์สไตล์
วิจัยกรุงศรีวิเคราะห์ในบทวิเคราะห์ “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง: เมื่อความรักมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง” ว่า แนวคิด pet humanization กำลังต่อยอดไปสู่อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญ คือ pet longevity หรือการดูแลให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการยืดอายุขัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การรักษาเฉพาะทาง และการยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงในทุกช่วงวัย
แนวโน้มนี้กำลังเปิดโอกาสใหม่ให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงขยายตัวขึ้น ทั้งสินค้าอาหารและสุขภาพ ที่อยู่อาศัย บริการไลฟ์สไตล์ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เข้ามาช่วยรองรับค่าใช้จ่ายและบริหารความเสี่ยงของเจ้าของสัตว์เลี้ยง
สำหรับประเทศไทย แนวโน้มการเลี้ยงสัตว์เติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครอบครัวและค่านิยมของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มประชากรวัยทำงานที่มีกำลังซื้อหลัก ซึ่งมีแนวโน้มเลือกใช้ชีวิตแตกต่างจากคนรุ่นก่อน ทั้งการอยู่คนเดียว การไม่มีบุตร หรือการมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัว
ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า จำนวนสุนัขและแมวที่มีเจ้าของในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 4.7 ล้านตัวในปี 2565 เป็น 7.3 ล้านตัวในปี 2569 หรือเติบโตเฉลี่ย 11.6% ต่อปี ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยปี 2568 อยู่ที่ 416,517 คน และลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 สะท้อนภาพสวนทางระหว่างจำนวนสัตว์เลี้ยงกับอัตราการเกิดของประชากร
ปัจจัยหนึ่งมาจากค่านิยมของคนรุ่นใหม่ โดยผลสำรวจของวิจัยกรุงศรีในปี 2569 พบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนโสด (SINK) และกลุ่มที่แต่งงานแล้วแต่ไม่มีบุตร (DINK) อายุ 24-44 ปี ไม่ต้องการมีลูก ขณะที่ผลสำรวจของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) พบว่า 49% ของกลุ่มตัวอย่างอายุ 24-41 ปี ต้องการเลี้ยงสัตว์เป็นลูก
เมื่อสัตว์เลี้ยงถูกยกระดับจาก ‘สัตว์’ เป็น ‘สมาชิกครอบครัว’ เจ้าของจึงมีแนวโน้มใช้จ่ายกับสินค้าและบริการที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตมากขึ้น เกิดเป็นเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง หรือ pet economy ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค บริการสุขภาพ ไปจนถึงธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อรองรับวิถีชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยง
ทัศนคติของผู้เลี้ยงที่มองสัตว์เลี้ยงเสมือนลูกหรือสมาชิกในครอบครัว (pet humanization) ที่ต้องดูแลใส่ใจอย่างดี ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงยกระดับจากการตอบสนองความต้องการพื้นฐานไปสู่กลุ่มพรีเมียมมากขึ้น และขยายจากการส่งเสริมให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนไปสู่ ‘การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ’ (pet longevity)
หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับโอกาสจากแนวโน้มดังกล่าวคือกลุ่มอาหารและยารักษาโรคสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะมากขึ้น ทั้งอาหารที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง อาหารที่มีคุณสมบัติเฉพาะ เช่น single protein หรือ therapeutic diet รวมถึงอาหารที่ออกแบบให้เหมาะกับช่วงวัยและลักษณะการใช้ชีวิตของสัตว์เลี้ยงแต่ละกลุ่ม
ขณะเดียวกัน ธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากการแพทย์มนุษย์มาประยุกต์ใช้มากขึ้น เช่น บริการพบสัตวแพทย์ทางไกล (televet) ที่ช่วยให้เจ้าของสามารถปรึกษาอาการเบื้องต้นได้โดยไม่ต้องเดินทาง การตรวจ DNA เพื่อประเมินความเสี่ยงโรค รวมถึงเทคโนโลยีสเต็มเซลล์เพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ
นอกจากอาหารและการแพทย์แล้ว แนวคิด pet longevity ยังสร้างโอกาสให้กับธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาโครงการ pet-friendly ที่ออกแบบพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกให้รองรับการใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยง
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีการพัฒนาโครงการรองรับการเลี้ยงสัตว์ (pet-friendly) มากขึ้น โดยมักจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น พื้นที่ส่วนกลางสำหรับเดินเล่น พื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ให้บริการดูแลสัตว์เลี้ยง ตลอดจนกำหนดกฎระเบียบเพิ่มเติมเพื่อให้ลูกบ้านและสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ส่วนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย อย่างเช่น ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์การเลี้ยงสัตว์มากขึ้นเช่นกัน อย่างเช่น วัสดุปูพื้นที่มีคุณสมบัติกันลื่น สีหรือสารเคลือบผนังที่ทำความสะอาดง่าย วัสดุกรุห้องที่ช่วยลดเสียงรบกวนจากสัตว์เลี้ยง เฟอร์นิเจอร์ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนหรือออกแบบมาเพื่อให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงได้ใช้พื้นที่ร่วมกัน
นอกจากที่อยู่อาศัยแล้ว พฤติกรรมของเจ้าของสัตว์เลี้ยงยังส่งผลต่อธุรกิจไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ทั้งร้านอาหาร ศูนย์การค้า โรงแรม และบริการท่องเที่ยวที่เปิดรับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Agoda ในปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีการค้นหาที่พักแบบ pet-friendly สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สะท้อนความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการใช้ชีวิตและเดินทางร่วมกับสัตว์เลี้ยงในฐานะสมาชิกครอบครัว
เมื่อเจ้าของต้องการให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดูแลจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยงมักเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด และอาจมีมูลค่าสูงเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย ขณะที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางส่วนอาจยังไม่ได้เตรียมความพร้อมทางการเงินเพียงพอ เนื่องจากยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับต้นทุนการรักษาตลอดช่วงชีวิตของสัตว์เลี้ยง
วิจัยกรุงศรีมองว่า ช่องว่างดังกล่าวเป็นโอกาสที่ผู้ให้บริการทางการเงินเข้ามามีบทบาทในการช่วยบริหารความเสี่ยงและจัดการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ช่วยให้สัตว์เลี้ยงเข้าถึงการรักษาพยาบาลในยามจำเป็น โดยตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง ได้แก่
ประกันสัตว์เลี้ยง ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพของสัตว์เลี้ยงคล้ายกับประกันสุขภาพของมนุษย์ โดยผู้ให้บริการมักนำเสนอแผนความคุ้มครองหลายระดับ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น วงเงินคุ้มครองและอัตราเบี้ยประกัน จุดเด่นสำคัญคือช่วยให้ผู้เลี้ยงสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า และช่วยเพิ่มโอกาสให้สัตว์เลี้ยงเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นโดยไม่กระทบต่อแผนการเงินเดิม
บัตรเครดิต เป็นสินเชื่อหมุนเวียนที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง โดยมีทั้งบัตรเครดิตที่ออกแบบสำหรับผู้เลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ และบัตรเครดิตทั่วไปที่รองรับการผ่อนชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว ซึ่งอาจมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ส่วนลด คะแนนสะสมพิเศษ หรือความคุ้มครองเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง
สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นทางเลือกสำหรับจัดสรรค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว โดยอาจอยู่ในรูปสินเชื่อเฉพาะที่ชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานพยาบาลสัตว์โดยตรง หรือสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไปที่ผู้กู้สามารถเลือกชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นค่าสินค้า บริการ หรือค่ารักษาพยาบาล ภายใต้เงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริการทางการเงินที่รองรับ pet economy ในไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นประกันสัตว์เลี้ยง บัตรเครดิตที่ให้สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง และช่องทางผ่อนชำระผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ สะท้อนว่ายังมีโอกาสสำหรับผู้ให้บริการทางการเงินในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น
ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับสัตว์เลี้ยงในแต่ละประเทศมีระดับการพัฒนาและปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน โดยสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ขณะที่จีนและไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินส่งผลให้แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเทศมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน
ในสหรัฐฯ ผลิตภัณฑ์ประกันสัตว์เลี้ยงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งแผนคุ้มครองอุบัติเหตุ และแผนที่ครอบคลุมทั้งอุบัติเหตุและการเจ็บป่วย นอกจากนี้ ผู้ให้บริการยังพัฒนาบริการเสริม เช่น การพบสัตวแพทย์ทางไกล (televet) การใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยประมวลผลคำขอเคลม รวมถึงการนำเสนอประกันเป็นสวัสดิการทางเลือกของพนักงานในองค์กร
นอกจากประกันแล้ว สหรัฐฯ ยังมีผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าอาบน้ำตัดแต่งขน และบริการดูแลสัตว์เลี้ยงรูปแบบต่าง ๆ
สำหรับจีน มีผลิตภัณฑ์ประกันสัตว์เลี้ยง 3 ประเภท ได้แก่ (1) ประกันสุขภาพ (2) ประกันภัยความรับผิดเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ที่จะชดเชยค่าเสียหายอันเกิดจากสัตว์เลี้ยงให้แก่บุคคลภายนอก และ (3) แบบผสม ที่คุ้มครองทั้งเรื่องสุขภาพและความรับผิดต่อบุคคลภายนอกจากสัตว์เลี้ยง
สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นอีกผลิตภัณฑ์ทางการเงินหนึ่งที่จีนมีรองรับค่าใช้จ่ายสำหรับสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์ทั่วไปที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกนำไปใช้ชำระค่ารักษาสัตว์เลี้ยงได้ ไม่มีสินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยตรงเหมือนในสหรัฐฯ
ข้อจำกัดของจีน คือ ยังไม่มีมาตรฐานกลางเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลและระบบยืนยันตัวตนของสัตว์เลี้ยง จึงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาดประกันสัตว์เลี้ยงคล้ายกับไทย อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2563 Ant Group มีการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับลายพิมพ์จมูก (nose print) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคล้ายลายนิ้วมือของมนุษย์ นำมาใช้กับบริการประกันสัตว์เลี้ยงบนแพลตฟอร์ม Alipay ร่วมกับบริษัทประกันหลายบริษัท ช่วยลดข้อจำกัดด้านการระบุตัวตนของสัตว์เลี้ยง
วิจัยกรุงศรีสรุปว่า กระแส pet humanization ส่งผลให้ตลาดสินค้าและบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงในไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นโอกาสสำหรับผู้ให้บริการทางการเงินในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและวางแผนค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประกันภัยและสินเชื่อที่สามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพสัตว์เลี้ยง
สำหรับธุรกิจประกันสัตว์เลี้ยง วิจัยกรุงศรีมองว่า ยังมีโอกาสจากความต้องการลดความเสี่ยงด้านค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรีระบุว่า ตลาดประกันสัตว์เลี้ยงในไทยยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการขาดฐานข้อมูลสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่เป็นระบบ มาตรฐานค่ารักษาพยาบาล และระบบยืนยันตัวตนสัตว์เลี้ยง ซึ่งส่งผลต่อการประเมินความเสี่ยงและการกำหนดเบี้ยประกันที่เหมาะสม
ดังนั้น บริษัทประกันอาจพิจารณา (1) นำเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนสัตว์เลี้ยงมาใช้ (2) ร่วมมือกับสถานพยาบาลสัตว์เลี้ยงโดยตรง เพื่อเป็นช่องทางรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาสัตว์เลี้ยงและอัตราค่าบริการที่เป็นมาตรฐานเพื่อออกแบบแผนประกันที่เหมาะสม รวมถึงเพิ่มช่องทางการเข้าถึงลูกค้า และ (3) เพิ่มบริการ televet ในการคุ้มครองเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของและช่วยลดการใช้บริการที่สถานพยาบาลสัตว์เลี้ยงโดยไม่จำเป็น
สินเชื่อพิเศษ เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะสินเชื่อที่ช่วยรองรับค่าใช้จ่ายเร่งด่วนจากการรักษาพยาบาล เนื่องจากปัจจุบันประกันสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่ยังเป็นรูปแบบที่เจ้าของต้องสำรองจ่ายก่อน และรอการเบิกจ่ายอย่างน้อย 15-30 วันทำการ ทำให้เกิดช่องว่างด้านสภาพคล่องในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องใช้เงิน
วิจัยกรุงศรีแนะว่า ธนาคารและสถาบันการเงินสามารถต่อยอดจากผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเหมาะกับการรองรับค่ารักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยงที่ต้องการเงินเร่งด่วน เนื่องจากใช้เอกสารน้อย ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และอนุมัติได้รวดเร็ว