
ครม. ไฟเขียว “ไทยช่วยไทย พลัส” เพิ่มเติม เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการเป็น 1,000 บาท พร้อมรัฐร่วมจ่าย 60%
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ปรับลดกรอบวงเงินที่เคยอนุมัติไว้สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) พร้อมอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ซึ่งประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม และโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและไม่อาจคาดการณ์ทิศทางได้ โดยสถานการณ์นี้ส่งผลทั้งต่อค่าครองชีพของประชาชนและรายได้ของผู้ประกอบการ หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในระยะสั้น กำลังซื้อของครัวเรือนและการบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยอาจชะลอลง กดดันให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำ ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น
โครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) แบ่งความช่วยเหลือออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
การดำเนินมาตรการเพิ่มเติมครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยอนุมัติไว้สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยรัฐบาลจะใช้แหล่งเงินภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน หรือแผนงานหรือโครงการที่ 1 ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
รัฐบาลระบุว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้สถานการณ์พลังงานมีแนวโน้มยืดเยื้อและยังไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางได้ ส่งผลให้ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการร้านค้าได้รับผลกระทบด้านรายได้จากการขายสินค้าและบริการ
มาตรการครั้งนี้จึงมุ่งช่วยทั้งสองด้านพร้อมกัน คือ ลดภาระค่าครองชีพและประคับประคองกำลังซื้อของครัวเรือน ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ร้านค้า เพื่อให้ผู้ประกอบการยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
มาตรการแรกคือโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม มีเป้าหมายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน และมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานอย่างรวดเร็วและรุนแรง
รายละเอียดสำคัญมีดังนี้
วงเงินที่เพิ่มขึ้นมีเป้าหมายช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ
มาตรการที่สองคือโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ซึ่งรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด เมื่อประชาชนใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย รักษากำลังซื้อ และเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ
กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
วงเงินและเงื่อนไขการใช้สิทธิ
โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) มีกำหนดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2569 โดยมีกรอบเวลาสำคัญดังนี้
ประชาชนจะชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ขณะที่ร้านค้ารับชำระผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จากนั้นกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง จะโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้ร้านค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด
กลไกดังกล่าวมีเป้าหมายให้ความช่วยเหลือส่งถึงทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย รักษากำลังซื้อ และประคับประคองการประกอบอาชีพในช่วงที่ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานยังดำเนินต่อไป