
ถ้าอยากเกษียณตอนอายุ 60 แล้วมีเงินพอใช้ไปอีก 30 ปี เราต้องมีเงินเท่าไหร่ ? 10 ล้านบาทพอไหม หรือ ต้องเตรียมถึง 20 ล้านบาท แล้วถ้าวันนี้ยังไม่มีเงินก้อนใหญ่ หรือถ้าอายุค่อนข้างมากแล้ว จะเริ่มต้นอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายได้ทัน
จริง ๆ แล้วคำตอบของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน เพราะสิ่งที่ต้องคิดก่อนกำหนดตัวเลขก็คือ หลังเกษียณเราอยากใช้ชีวิตแบบไหน ต้องการใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ และเรามีเวลาเหลือสำหรับการลงทุนเพื่อเตรียมเงินเกษียณอีกกี่ปี ซึ่งคำตอบเหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการหาทางไปให้ถึงเป้าหมายที่แต่ละคนต้องการ
SPOTLIGHT ขอชวนผู้อ่านมาหาสูตรเกษียณสบายที่ทำได้จริงจาก เผ่า–ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด ที่พูดคุยกับเราแบบ exclusive ผ่านรายการ SPOTLIGHT Biz Talk โดยได้ตอบคำถามในใจของหลาย ๆ คนที่ว่า หากต้องการวางแผนเกษียณให้มีเงินพอใช้สบาย ๆ ต้องเริ่มอย่างไร และเป้าหมายที่ดูเหมือนอยู่ไกลจะเป็นไปได้แค่ไหนสำหรับคนที่วันนี้ยังมีเงินไม่มาก รวมถึงคนที่เพิ่งเริ่มคิดเรื่องเกษียณเมื่ออายุใกล้จะถึงวันเกษียณแล้ว
กับคำถามที่หลายคนอยากรู้ว่า ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเกษียณได้อย่างสบาย ๆ
ตราวุทธิ์บอกว่า การหาตัวเลขว่าต้องมีเงินเท่าไหร่สำหรับเกษียณ ต้องคิดว่าหลังเกษียณเราอยากใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ อยากใช้ชีวิตประมาณไหน อยากท่องเที่ยวไหม อยากกินอาหารแบบไหน ค่าใช้จ่ายโดยประมาณต้องถูกนำมาคิดรวมกัน โดยคำนวณเป็นรายเดือนก่อน
เมื่อได้ตัวเลขเงินที่ต้องใช้รายเดือนโดยประมาณแล้ว จากนั้นจึงแปลงตัวเลขให้เป็นรายปี หากต้องการใช้เดือนละ 50,000 บาท ก็เท่ากับปีละ 600,000 บาท และถ้าสมมติว่าเกษียณตอนอายุ 60 แล้วต้องใช้ชีวิตต่อไปอีก 30 ปีจนถึงอายุ 90 โดยไม่ลงทุน ไม่ได้คำนึงถึงผลตอบแทนจากการลงทุนเลย ก็จะต้องเตรียมเงินก้อนประมาณ 18 ล้านบาท
แต่สำหรับคนที่มีความรู้ด้านการเงินและการลงทุนบ้าง สามารถนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนในระหว่างทางได้ ยกตัวอย่างเช่น ลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 8% แล้วถอนมาใช้ปีละ 5% ก็จะสามารถมีเงินใช้ไปได้เรื่อย ๆ ไม่มีวันหมด เพราะหลังจากที่ถอนออกมาใช้แล้วยังเหลือส่วนต่าง 3% ให้นำไปลงทุนเพิ่ม ซึ่งถ้าใช้สูตรนี้ เงินต้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเลข 18 ล้านบาท แต่ลดลงมาเป็นประมาณ 12 ล้านบาท สำหรับการใช้ปีละ 600,000 บาท หรือเดือนละ 50,000 บาท
เมื่อมีตัวเลขเป้าหมายแล้วว่าต้องมีเงินสำหรับเกษียณเท่าไหร่ ต่อมา คือ วิธีการว่าจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร
ตราวุทธิ์บอกว่า ตัวแปรมีอยู่ 3 อย่าง คือ เงินต้น ผลตอบแทนทบต้น และระยะเวลา
วิธีแรก คือ หากมีเงินต้นมากและมีเวลามาก สามารถนำเงินต้นไปลงทุนไว้โดยไม่ต้องเพิ่มเงินต้นเลยก็ได้ ยกตัวอย่างว่า หากมีเงินลงทุน 1.2 ล้านบาทตั้งแต่วันนี้ และสามารถลงทุนได้ผลตอบแทน 8% ต่อปีเป็นเวลา 30 ปี เงินก้อนนั้นจะเติบโตเป็นประมาณ 12 ล้านบาท โดยไม่จำเป็นต้องเติมเงินต้นเข้าไปอีก
แต่คนจำนวนมากไม่มีเงินต้นหลักล้านพร้อมลงทุนตั้งแต่วันนี้ ตราวุทธิ์จึงแนะนำอีกวิธีที่ทำได้ง่ายกว่าและสามารถพาไปถึงเป้าหมายได้เช่นกัน คือ การทยอยลงทุนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกเดือนที่เรียกว่า DCA (Dollar Cost Averaging) ยกตัวอย่างว่า หากลงทุนเดือนละ 10,000 บาทต่อเนื่อง 30 ปี และได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี เงินก้อนนั้นจะเติบโตเป็นประมาณ 14 ล้านบาท
ถ้าไม่มีเดือนละ 10,000 บาท ตราวุทธิ์บอกว่า เริ่มหลักพันก็ยังได้ แต่มีทริกว่าต้องเพิ่มจำนวนเงิน DCA ทุกปี หรือที่เรียกว่า ‘DCA annual boost’
ยกตัวอย่างการเริ่มลงทุนเดือนละ 3,000 บาท แล้วเพิ่มเงินลงทุนขึ้นปีละ 10% ปีแรกลงทุนเดือนละ 3,000 บาท ปีที่สองเพิ่มเป็นเดือนละ 3,300 บาท จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มขึ้นปีละ 10% ไปเรื่อย ๆ หากทำต่อเนื่อง 30 ปี เงินก้อนสุดท้ายก็สามารถอยู่ที่ประมาณ 14 ล้านบาทได้เช่นกัน
“จะเห็นว่ามันไม่ต้องเริ่มจาก 10,000 เริ่มจากเดือนละ 3,000 ก็ได้ แบบนี้มันทำให้คนมีกำลังใจ จริง ๆ เรื่องแผนเกษียณ หลายคนที่หลุดไปตั้งแต่แรกเพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงจึงจะมีเดือนละ 10,000 ล้านบาท พอมันเริ่มเป็น deadlock ทางการเงิน เราจะดูเหมือนไม่มีทางออก แต่ความจริงแล้วถ้าเรามีที่ปรึกษาทางการเงินที่ดี เขาจะพยายามหา solution ที่ใกล้เคียงที่สุดออกมาให้” ซีอีโอ Jitta Wealth กล่าว
แล้วถ้าเดือนละ 3,000 ยังไม่มี เดือนละ 1,000 บาท จะไปถึงเป้าหมายได้ไหม
ตราวุทธิ์บอกว่า ได้ ถ้าอายุยังน้อย ต้องมีเวลาอย่างน้อย 40 ปี โดยอาจจะเริ่มเดือนละ 1,000 บาท ตอนอายุ 20 ต้น ๆ แล้ว annual boost 10% ทุกปี เมื่อครบ 40 ปี ก็จะมี 15 ล้านบาท
นอกจากแนวทางการลงทุนแล้ว ตราวุทธิ์ยังแชร์หลักคิดทางการเงินจากหนังสือ Rich Dad Poor Dad ที่น่าจะช่วยให้เก็บเงินลงทุนได้มากขึ้น นั่นคือ “Assets Buy Luxuries” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่า อย่านำเงินที่เราหามาจากการทำงานหนักไปซื้อของฟุ่มเฟือย เพราะเมื่อใช้เงินก้อนนั้นไปแล้ว เราก็ต้องกลับไปทำงานเพื่อหาเงินใหม่ แต่หากนำเงินที่หาได้ไปสร้างสินทรัพย์ (asset) ก่อน ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า หุ้นปันผล หรือพันธบัตร แล้วนำเงินที่สินทรัพย์สร้างขึ้นมาไปซื้อสิ่งที่ต้องการ จะดีกว่า
สำหรับคนที่มีเวลาน้อยลง หลายคนอาจคิดว่าต้องเร่งผลตอบแทนให้สูงขึ้นเพื่อชดเชยเวลาที่หายไป
ตราวุทธิ์ชวนระวังความคิดแบบนี้ เพราะผลลัพธ์มักจะไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เสี่ยงที่เงินต้นจะเสียหาย ทำให้เป้าหมายเกษียณก็อาจยิ่งไกลออกไป และบางกรณีอาจจะสูญเสียถึงขั้นหมดตัว
“ถ้าคุณมีเวลาน้อย คุณก็ต้องใส่เงินเยอะ ส่วนเรื่องผลตอบแทนเป็นเรื่องที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด บางคนเหลือเวลาน้อย 10-20 ปี ไม่อยากเพิ่มเงินต้น เวลาทำงานเก็บเงินก็เหลือน้อย จึงอยากได้ผลตอบแทนสูง ไปลงหุ้นรายตัวหรือลงทุนในสิ่งที่ตัวเองไม่มีความรู้ หรือบางทีโดนสแกมเมอร์หลอกว่าได้ผลตอบแทน 3% ต่อเดือน มักจะจบด้วยการหมดตัว ไม่เหลืออะไรเลย เพราะว่าคุณพยายามไปเสี่ยงสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น”
เมื่อรู้แนวทางการวางแผนเกษียณแล้ว คำถามต่อมาอีกก็คือ แล้วต้องลงทุนอะไรถึงจะได้ผลตอบแทนประมาณ 8%
ตราวุทธิ์ชวนกลับไปที่หลักการ asset allocation หรือการจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย ไม่นำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์เดียวหรือจำนวนน้อย
สำหรับการลงทุนในหุ้น เขาแนะนำให้กระจายการลงทุนในหุ้นจำนวนมาก หุ้นทั่วโลก และอีกสินทรัพย์ที่เขาแนะนำว่าควรนำมาประกอบกัน คือ พันธบัตร ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากหุ้น โดยหุ้นมีความผันผวนสูงกว่าและคาดหวังผลตอบแทนได้สูงกว่า ส่วนพันธบัตรมีความผันผวนน้อยกว่า แต่ผลตอบแทนอาจอยู่ที่ประมาณ 3-4% ต่อปี
เมื่อนำสินทรัพย์ที่มีลักษณะแตกต่างกันมาประกอบกันเป็นพอร์ตแล้ว สามารถนำข้อมูลในอดีตมาทดสอบ หรือที่เรียกว่า stress test ได้ เช่น หากจัดพอร์ตในสัดส่วนหุ้น 80% และพันธบัตร 20% แล้วนำไปทดสอบกับวิกฤตต่าง ๆ ทั้งสงครามโลก วิกฤต dot-com bubble และวิกฤต sub-prime ก็จะเห็นว่าพอร์ตเคยปรับตัวลงมากที่สุดเท่าไหร่ ใช้เวลากี่ปีจึงฟื้นกลับมา และหากถือการลงทุนในระยะยาว ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประเมินพอร์ตที่คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 8% ต่อปีได้
สำหรับคนที่ไม่ได้มีความรู้ด้านการลงทุนเท่าไรนัก หรือเพียงแค่อยากลงทุนเพื่อเตรียมเงินเกษียณ ตราวุทธิ์แนะนำว่า ‘กองทุนรวม’ เป็นรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมที่สุด เพราะมีผู้จัดการกองทุนบริหารจัดการให้ และช่วยกระจายความเสี่ยงไว้ให้ในระดับหนึ่งแล้ว ยกตัวอย่างกองทุนรวมหุ้นสหรัฐฯ เป็นกองทุนที่ลงทุนใน S&P 500 ซึ่งเป็น 500 บริษัทที่ดีที่สุดในสหรัฐฯ
ถ้าจะลงทุนในหุ้นรายตัว นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลเองหลายอย่าง ทั้งศึกษาธุรกิจ พื้นฐานของบริษัท ราคาที่กำลังจะซื้อว่าแพงเกินไปหรือไม่ รวมถึงติดตามต่อว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ถ้าธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปหรือมีอะไรมากระทบธุรกิจขั้นรุนแรง จะขายทันหรือไม่
ตราวุทธิ์มองว่า นักลงทุนที่เก่งอาจประสบความสำเร็จกับการลงทุนหุ้นรายตัว แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปที่แค่ต้องการเตรียมเงินเกษียณ ไม่ได้อยากเป็นนักลงทุนที่เก่ง ไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นรายตัว เลือกกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนทำ asset allocation มีการจัดทรัพย์สินไว้ดีแล้ว แล้ว DCA ไปยาว ๆ ดีกว่า
“ตลาดหุ้นมันเป็นที่ที่ยาก เพราะมันมีส่วนผสมของโชคดีด้วย บางคนไม่ได้เก่งเรื่องหุ้นเลย แต่ลงทุนถูกจังหวะ ลงไปปุ๊บหุ้นเติบโต ก็คิดว่าตัวเองเก่ง แล้วก็พยายามจะลงทุนหนักขึ้น หรือบางคนไปกู้มาลงทุนอีก พอตลาดไม่เป็นอย่างที่คิด ก็หมดเลย อันตราย ตลาดหุ้นมันน่ากลัวตรงนี้” ซีอีโอ Jitta Wealth แสดงความเห็น
“ผลมันเยอะมากนะครับ” ตราวุทธิ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของ ‘เวลา’ ที่ใช้ในการลงทุน
เขาอธิบายว่า หากเริ่มลงทุนตอนอายุ 30 เดือนละ 3,000 บาทและเพิ่มเงินลงทุนขึ้นปีละ 10% เป็นเวลา 30 ปี เงินก้อนนั้นอาจเติบโตเป็นประมาณ 14 ล้านบาท แต่ถ้าเลื่อนการเริ่มต้นออกไป 10 ปี เริ่มลงทุนตอนอายุ 40 ปี แล้วใช้วิธีเดียวกัน เงินก้อนสุดท้ายจะเหลือประมาณ 4 ล้านบาท
“เงินมันไม่ได้หายไปนิดหน่อยนะครับ เงินมันหายไป 10 ล้าน เพราะฉะนั้น เริ่มต้นลงทุนให้เร็ว เงินของคุณจะมีโอกาสทำงานได้นาน เพราะว่าเงินมันคือส่วนขยายของตัวเรา เราทำงาน เงินของเราก็ต้องทำงาน เขาไม่มีลาออก ไม่มีรีไทร์ เขาทำให้เราตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น ยิ่งคุณเอาเงินคุณไปทำงานเร็ว ดอกผลของเงินมันก็จะโตเร็ว”
คนส่วนมากคิดว่าฉันเริ่มช้า ๆ ก็ได้ เก็บเงินให้ได้เยอะก่อน แต่ตราวุทธิ์บอกว่าอย่าทำแบบนั้น และเน้นย้ำว่า ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี “คุณเริ่มลงทุนแค่หลักพันต่อเดือนคุณก็จบหลักสิบกว่าล้านได้”
ตราวุทธิ์ย้ำอีกว่า “ไม่มีคำว่าสายไปสำหรับการลงทุน” และเมื่อรู้ว่าต้องเริ่มลงทุน สิ่งที่ควรทำ คือ “เริ่มให้เร็วที่สุด เพราะเมื่อคุณเริ่มต้นลงทุนแล้ว คุณจะอยากศึกษา และเมื่อคุณเห็นเงินของคุณโตขึ้น คุณจะอยากเพิ่มมันเข้าไปอีก ให้มันโตเร็วขึ้นไปอีก”
อีกด้านหนึ่งที่จะทำให้เงินมีเวลาทำงานมาก ก็คือ เมื่อลงทุนแล้วต้องอดทนถือให้นาน ๆ หรือต้อง “อดทนรวย”
แต่หลายคนเจอปัญหาทนถือนานไม่ได้ อาจจะเพราะหวั่นไหว-หวาดกลัวในช่วงที่ตลาดไม่เป็นดั่งที่คาดหวัง หรือหลายคนเห็นผลตอบแทนหรือเงินเติบโตขึ้นแล้วอยากขายเพื่อนำเงินออกมาใช้ ทำให้เงินที่ควรจะได้ทำงานไปยาว ๆ ลดน้อยลง
สำหรับโจทย์นี้ตราวุทธิ์บอกว่า สิ่งหนึ่งที่จะทำให้อดทนได้ คือ “ความรู้ความเข้าใจ”
“ถ้าเราลงทุนในสิ่งที่ไม่มีความรู้ จะทุกข์ทรมานมาก แต่ถ้าคุณรู้ว่าสิ่งที่คุณลงทุนคืออะไร ระยะยาวมันจะได้ผลตอบแทนประมาณนี้ใช่ไหม คุณก็แค่ทำตามแผนไปเรื่อย ๆ เพราะนั้น จุดหนึ่งที่คนควรจะใส่ใจก่อนก็คือเรื่อง ‘ความรู้ในสิ่งที่จะลงทุน’ ถ้าคุณรู้ คุณจะลงไปได้เรื่อย ๆ”
การสะสมเงินจนถึงเป้าหมายยังไม่ใช่จุดจบของการวางแผนเกษียณสบาย เพราะเมื่อถึงวันเกษียณก็มีความเสี่ยงอีกแบบที่ต้องคิดเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่ก่อนเกษียณ
ตราวุทธิ์ชวนให้ลองคิดถึงช่วง 5 ปีแรกหลังเกษียณ ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญมาก เพราะเราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าปีที่เราเกษียณ ตลาดหุ้นจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง หากพอร์ตปรับตัวลง 20-30% ในช่วงที่เรากำลังเริ่มถอนเงินออกมาใช้ เงินจะฟื้นตัวกลับมาได้ยาก
เพราะฉะนั้น แผนเกษียณจึงต้องคิดต่อไปถึงจำนวนเงินที่ถอนในแต่ละปี และถามว่าเงินก้อนนี้จะอยู่ได้อีกกี่ปี หากตั้งเป้าว่าเงินต้องอยู่ให้ได้ 30 ปี ก็ต้องวางแผนให้มีโอกาสรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดด้วย บางคนอาจเลือกวางแผนแบบระมัดระวังมาก เตรียมเงินเผื่อไว้มากกว่าที่ต้องการใช้ ขณะที่บางคนอาจเลือกความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เช่น หากปีใดตลาดไม่ดี ก็ลดจำนวนเงินที่ถอนออกมาใช้ลง
แม้เข้าใจหลักการทั้งหมดแล้ว แต่สำหรับคนจำนวนมากที่ไม่มีความรู้ทางการเงิน ก็ยังคงมีคำถามว่าจะเริ่มทำตามแผนเหล่านี้ได้อย่างไร
ตราวุทธิ์มองว่า คนไทยจำนวนมากก็ยังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการเงิน ไม่มีเครื่องมือทางการลงทุนที่ดี หรือว่าหลายคนยังไม่รู้เลยว่าแผนเกษียณต้องทำอย่างไร และนี่เป็นจุดที่เขามองว่าเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยได้หากส่วนที่ซับซ้อนของการลงทุนมีเครื่องมือเข้ามาช่วยจัดการ สิ่งที่นักลงทุนต้องทำด้วยตัวเองก็คือ หาเงินมาออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
“Jitta Wealth ทำไว้หมดแล้ว เหลืออยู่อย่างเดียวที่คุณต้องทำเองก็คือหาเงินมา DCA เรื่อย ๆ”
“เรื่องลงทุนห้ามทิ้ง ถ้าทำเองไม่ได้ Jitta Wealth ช่วยได้” ซีอีโอ Jitta Wealth เสนอตัวเป็นตัวช่วยเพื่อพาทุกคนไปสู่เป้าหมายทางการเงิน