
โซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือนกำลังกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังรัฐบาลวางแนวทางช่วยลดภาระค่าติดตั้งสูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือน พร้อมให้สถาบันการเงินของรัฐจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ
กระทรวงมหาดไทยเสนอขยายเป้าหมายการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเป็น 1.5 ล้านหลังคาเรือน จากเป้าเริ่มต้น 1 ล้านครัวเรือน และวางกรอบให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2570 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา หากเดินหน้าได้ตามแผน มาตรการนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระเงินลงทุนก้อนแรก ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ประชาชนต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจติดตั้ง
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจยังไม่สามารถลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือ 50,000 บาทได้ในขณะนี้ เนื่องจากโครงการยังอยู่ระหว่างขั้นตอนขออนุมัติใช้เงินกู้ ต้องผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ
เงื่อนไขบางส่วนเริ่มชัดเจนแล้ว เช่น กำหนดสิทธิ 1 ครัวเรือนต่อ 1 สิทธิ ผู้ขอสิทธิต้องเป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้า และติดตั้งได้ทั้งบนหลังคาและบนพื้นดิน แต่ยังต้องรอข้อสรุปอีกหลายด้าน ทั้งขนาดระบบและวงเงินอุดหนุนต่อราย วิธีคัดเลือกผู้รับสิทธิ อัตราดอกเบี้ย ตลอดจนหลักเกณฑ์ประเมินความเสี่ยงของสินเชื่อ
อีกประเด็นที่ยังต้องติดตามคือระบบนำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินมาหักชำระหนี้ ซึ่งอาจเป็นกลไกสำคัญของโครงการ แต่รายละเอียดและวิธีดำเนินการยังไม่ได้ข้อยุติ
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่มาตรการของรัฐบาลยังไม่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ธนาคารหลายแห่งได้เปิดหรือประกาศเตรียมผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อรองรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว จากข้อมูลที่ตรวจสอบพบว่าปัจจุบันมีทางเลือกสำหรับประชาชนอย่างน้อย 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา
อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์ของแต่ละธนาคารมีรูปแบบและสถานะแตกต่างกัน บางแห่งเป็นสินเชื่อสำหรับติดตั้งโซลาร์โดยตรง บางแห่งเป็นสินเชื่อบ้านอเนกประสงค์ที่ต้องใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน ขณะที่บางผลิตภัณฑ์ยังอยู่ระหว่างเตรียมเปิดตัว ผู้สนใจจึงควรตรวจสอบทั้งเงื่อนไข หลักประกัน และสถานะการให้บริการของแต่ละธนาคารก่อนตัดสินใจ
ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า รัฐบาลเตรียมนำเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ในส่วนวงเงิน 200,000 ล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มาสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ครัวเรือนละ 50,000 บาท พร้อมใช้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสินและ ธอส. และเปิดทางให้ครัวเรือนขายไฟส่วนเกินในรูปแบบ Net Billing โดยขณะนั้นวางเป้าหมายไว้ประมาณ 500,000-1 ล้านครัวเรือน
ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กันยายน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า โครงการเริ่มต้นที่ 1 ล้านครัวเรือน วงเงินราว 50,000 ล้านบาท และอาจขยายเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน วงเงิน 75,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการติดตั้งบนหลังคาและบนพื้นดิน ขณะที่กระทรวงมหาดไทยรายงานว่าได้เสนอขอใช้เงินกู้ 75,000 ล้านบาท สำหรับ 1.5 ล้านครัวเรือนต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เมื่อวันที่ 11 กันยายน และเมื่อวันที่ 18 กันยายน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่านายกรัฐมนตรีในฐานะ รมว.มหาดไทย จะลงนามในหนังสือโครงการ ก่อนส่งให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณา ซึ่งคาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 15 วัน แล้วจึงเสนอ ครม. โดยคาดว่าจะเข้า ครม. ช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม การเปิดลงทะเบียนยังคาดว่าจะเป็นช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 และตั้งเป้าดำเนินการให้ครบตามกรอบภายในสิ้นปี 2570
สำหรับครัวเรือนที่ไม่มีเงินลงทุนเริ่มต้น รัฐบาลวางแนวทางให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธอส. ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. สนับสนุนเงินลงทุนติดตั้งระบบให้ก่อน จากนั้นจึงนำรายได้จากไฟฟ้าส่วนเกินที่การไฟฟ้ารับซื้อกลับมาหักชำระสินเชื่อ
แนวคิดนี้มีเป้าหมายลดภาระเงินก้อนในวันติดตั้ง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าประชาชนจะไม่มีภาระทางการเงินอย่างแน่นอน เพราะแม้ กพช. จะเห็นชอบอัตรารับซื้อไฟส่วนเกินที่ 2.20 บาทต่อหน่วย นาน 20 ปี เมื่อวันที่ 18 กันยายนแล้ว แต่ค่างวด อัตราดอกเบี้ย และวิธีตัดชำระจากรายได้ขายไฟยังอยู่ระหว่างออกแบบ
ด้าน กฟน. และ กฟภ. จะเป็นกลไกหลักในการตรวจสอบมิเตอร์ มาตรฐานอุปกรณ์ ผู้ติดตั้ง และการเชื่อมต่อระบบ พร้อมให้บริการในลักษณะ One Stop Service เพื่อเชื่อมกระบวนการติดตั้ง สินเชื่อ และการขายไฟไว้ในจุดเดียว
ตามกรอบที่มีการเปิดเผยเบื้องต้น โครงการจะใช้ข้อมูลมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบความพร้อมของครัวเรือน และการไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นสมาร์ตมิเตอร์เพื่อรองรับการส่งและขายไฟกลับเข้าสู่ระบบ โดยใช้เงินลงทุนของการไฟฟ้าเอง ไม่ได้ใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ส่วนครัวเรือนที่ไม่มีเงินลงทุนก้อนไม่ต้องสำรองค่าติดตั้งทั้งหมดก่อน หากผ่านเกณฑ์ของโครงการและธนาคาร
ทั้งนี้ รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนต่อเมื่อการไฟฟ้าเข้าเชื่อมต่อระบบเรียบร้อยแล้วเท่านั้น เพื่อป้องกันการทุจริต อย่างไรก็ดี รายละเอียดว่าเงินอุดหนุนจะจ่ายตรงให้ผู้ติดตั้ง หักจากราคาติดตั้ง หรือเบิกผ่านสถาบันการเงิน ยังต้องรอหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการ
แม้มีการคาดว่าจะเปิดลงทะเบียนช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 แต่โครงการยังต้องผ่านคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการกลั่นกรอง และ ครม. และจากการตรวจสอบข้อมูลสาธารณะ ณ วันที่ 21 กันยายน ยังไม่พบประกาศหลักเกณฑ์ฉบับสมบูรณ์หรือเว็บไซต์ลงทะเบียนสำหรับประชาชนอย่างเป็นทางการ (ขณะนี้เปิดรับขึ้นทะเบียนเฉพาะผู้ประกอบการติดตั้งและอุปกรณ์ ตั้งแต่ 3 สิงหาคม-30 กันยายน 2569) จึงยังไม่ควรตีความว่า ทุกครัวเรือนจะได้รับเงิน 50,000 บาทโดยอัตโนมัติ หรือสินเชื่อทุกผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารมีอยู่จะนำมาใช้ร่วมกับเงินอุดหนุนได้ทันที
ดังนั้น สิ่งที่ต้องรอความชัดเจน ได้แก่ ช่องทางเบิกจ่ายเงินสนับสนุนสูงสุด 50,000 บาท (และจะเป็นอัตราเดียวทุกขนาดระบบหรือปรับตามขนาด) ลำดับการรับสิทธิ หลักเกณฑ์สำหรับการติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดระบบที่เข้าร่วมได้ เงื่อนไขการติดตั้งแบตเตอรี่ ระเบียบของ กกพ. ที่จะรองรับการรับซื้อไฟตามมติ กพช. (2.20 บาทต่อหน่วย นาน 20 ปี รับซื้อไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์) ตลอดจนวิธีแบ่งรายได้ระหว่างการชำระหนี้กับเงินที่คืนให้ครัวเรือน
ความเคลื่อนไหวล่าสุดมาจาก ธอส. ซึ่งสื่อมวลชนไทยรายงานว่ากำลังเตรียมเปิดให้สินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปแบบไม่มีหลักประกัน วงเงินต่อรายประมาณ 100,000-150,000 บาท สำหรับระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ ซึ่งมีต้นทุนราว 140,000-150,000 บาท (ยังไม่รวมสมาร์ตมิเตอร์และแบตเตอรี่) ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 7 ปี โดยไม่ต้องนำบ้านหรือทรัพย์สินมาจำนอง
ธอส.ประเมินเบื้องต้นว่าค่างวดจะอยู่ที่เดือนละประมาณ 1,000 บาท ขณะที่ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์อาจสร้างรายได้จากการขายไฟเฉลี่ยประมาณ 1,600 บาทต่อเดือน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย และช่วยสร้างรายได้ให้กับประชาชน
นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธอส. ระบุว่า ผู้ขอสินเชื่อไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าเดิมของธนาคาร แต่สถานที่ติดตั้งต้องเป็นบ้านพักอาศัยส่วนบุคคล ไม่รวมอาคารสำนักงานหรือออฟฟิศ ผู้ยื่นกู้ต้องเป็นบุคคลเดียวกับเจ้าของบ้านและเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า มีค่าไฟเฉลี่ยตั้งแต่ประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป (บางรายงานระบุว่าธนาคารจะเน้นบ้านที่ค่าไฟตั้งแต่ 3,000 บาทก่อน) และมีประวัติชำระค่าไฟสม่ำเสมอ
ธนาคารจะนำข้อมูลการใช้ไฟและพฤติกรรมชำระค่าไฟย้อนหลังประมาณ 1-2 ปีจาก กฟน. หรือ กฟภ. มาประกอบการพิจารณา โดยมุ่งไปยังครัวเรือนที่มีค่าไฟค่อนข้างสูงและมีโอกาสลดรายจ่ายได้มากจากระบบโซลาร์ ส่วนเกณฑ์ความเสี่ยงสินเชื่อและรายละเอียดการอนุมัติยังอยู่ระหว่างจัดทำ
สินเชื่อนี้มีจุดต่างจากซอฟต์โลนที่รัฐชดเชยดอกเบี้ย เพราะ ธอส.ระบุว่าจะใช้สภาพคล่องของธนาคารเองและไม่ขอเงินชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาล อัตราดอกเบี้ยจะกำหนดให้ต่ำกว่าสินเชื่อปกติเพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าร่วม แต่คาดว่าจะสูงกว่า 1% เนื่องจากเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน
กระทรวงมหาดไทยจะเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนโครงการร่วมกับ กฟน. และ กฟภ. ภายใต้แนวคิด One Stop Service ตั้งแต่การตรวจสอบความพร้อมของบ้าน การออกแบบระบบ การคัดเลือกผู้ติดตั้ง การยื่นสินเชื่อ ไปจนถึงการเชื่อมต่อระบบและขายไฟส่วนเกิน
ก่อนติดตั้ง การไฟฟ้าจะลงพื้นที่ตรวจโครงสร้างและความแข็งแรงของหลังคา ทิศทางรับแสงแดด ตำแหน่งติดตั้ง และความพร้อมของระบบไฟฟ้าภายในบ้าน จากนั้นจึงกำหนดขนาดระบบที่เหมาะสม โดยแผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องต้องผ่านมาตรฐานและอยู่ในรายการที่หน่วยงานกำหนด
โครงการยังวางแนวทางจัดทำรายชื่อคู่ค้าและผู้ติดตั้ง หรือ Vendor ที่ผ่านการรับรอง เพื่อควบคุมคุณภาพงานและลดความเสี่ยงจากผู้รับเหมาที่ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมกำหนดการรับประกันอุปกรณ์และงานติดตั้ง รวมถึงความคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เช่น อัคคีภัย อย่างไรก็ตาม รายละเอียดวงเงินประกัน ผู้รับผิดชอบค่าเบี้ย และขอบเขตความคุ้มครองต้องรอประกาศฉบับสุดท้าย
อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลเตรียมประสานกระทรวงแรงงานเพื่ออบรมทักษะการประกอบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบโซลาร์เซลล์ รองรับความต้องการแรงงานหากโครงการขยายถึงหลักล้านครัวเรือน พร้อมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ทั้งเรื่องราคา คุณภาพ และการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานในประเทศ รวมถึงแนวทางลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่ไทยยังผลิตเองไม่ได้ เช่น เซลล์โซลาร์ เพื่อช่วยผู้ผลิตแผงในประเทศให้กลับมาแข่งขันได้ แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นมาตรการประกอบที่ต้องติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติม
อีกกลไกสำคัญคือการนำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินมาชำระค่างวดโดยตรง กระทรวงการคลังระบุว่าการไฟฟ้าจะนำรายได้จากการรับซื้อไฟมาหักชำระคืนธนาคาร ขณะที่ ธอส. ระบุว่าอยู่ระหว่างหารือกับการไฟฟ้าเพื่อจัดทำระบบตัดจ่ายรายได้ให้เงินค่าขายไฟส่วนหนึ่งถูกส่งไปหักหนี้กับธนาคารโดยอัตโนมัติ
กลไกนี้จึงยังเป็นแนวทางที่อยู่ระหว่างพัฒนา ไม่ใช่ระบบที่เริ่มใช้งานแล้ว และครัวเรือนยังต้องประเมินความสามารถชำระหนี้จากรายได้ปกติไว้ด้วย หากรายได้จากการขายไฟต่ำกว่าประมาณการ
ก่อนรัฐบาลประกาศโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ธนาคารหลายแห่งมีสินเชื่อสำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้บริการอยู่แล้ว โดยสรุปรายละเอียดเบื้องต้นได้ดังนี้
ธนาคารและผลิตภัณฑ์ | เงื่อนไขสำคัญ | สถานะและข้อสังเกต |
ออมสิน: GSB Solar for Life | ไม่มีหลักประกันสูงสุด 500,000 บาท เงินดาวน์ 20% ดอกเบี้ย 3.50% ใน 2 ปีแรก; แบบมีหลักประกันสูงสุด 1 ล้านบาท ดอกเบี้ยช่วง 5 ปีแรก 3.25-3.50% ตามเงินดาวน์; ผ่อนสูงสุด 7 ปี | เปิดให้ยื่นกู้แล้ว เป็นสินเชื่อโซลาร์โดยตรง แต่ไม่ใช่เงินกู้ภายใต้โครงการอุดหนุน 50,000 บาท |
ธอส.: สินเชื่อใหม่อิงประวัติค่าไฟ | วงเงินราว 100,000-150,000 บาท สำหรับระบบ 5 กิโลวัตต์ (ต้นทุนระบบราว 140,000–150,000 บาท) ผ่อนสูงสุด 7 ปี ไม่ใช้หลักประกัน; ผู้กู้ต้องเป็นเจ้าของบ้านและมิเตอร์ ค่าไฟเฉลี่ยราว 2,000-3,000 บาทขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าเดิม | อยู่ระหว่างเตรียมเปิด ดอกเบี้ยคาดว่าต่ำกว่าสินเชื่อปกติแต่สูงกว่า 1%; ยังไม่ประกาศอัตราจริง วันรับสมัคร และเกณฑ์อนุมัติ |
ธอส.: Solar Roof ปี 2569 | ลูกค้าเดิมกลุ่มสวัสดิการตามเกณฑ์ธนาคาร กู้เพิ่มได้สูงสุด 300,000 บาท ไม่ต้องจดจำนองเพิ่ม ผ่อนสูงสุด 10 ปี ดอกเบี้ยปีแรก 2.20% และ EIR ตัวอย่าง 4.24% | เปิดอยู่แล้วและเป็นคนละผลิตภัณฑ์กับสินเชื่อใหม่ที่ใช้บิลค่าไฟ |
กสิกรไทย: บ้านกู้เพิ่มได้ / บ้านช่วยได้ | ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน วงเงินสูงสุด 100% หรือ 90% ของราคาประเมินตามผลิตภัณฑ์; บ้านช่วยได้สูงสุด 20 ล้านบาท ผ่อนได้นาน 30 ปี ดอกเบี้ยเริ่มต้น 4.80% ในปีแรก | เป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน ไม่ใช่สินเชื่อเฉพาะโซลาร์ ควรสอบถามธนาคารว่าใช้เพื่อติดตั้งโซลาร์ได้หรือไม่ |
กรุงเทพ: บัวหลวงพูนผลกรีน | ลูกค้าบ้านเดิมหรือเจ้าของบ้านปลอดภาระ วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท ไม่เกิน 80-90% ของราคาประเมิน ผ่อนสูงสุด 30 ปี ดอกเบี้ยปีแรกเริ่ม 4.99% เมื่อทำประกัน | ใช้บ้านเป็นหลักประกัน อัตราดอกเบี้ยและ EIR ต่างกันตามประเภทวงเงินและการทำประกัน |
กรุงศรี: Home for Cash Solar Rooftop | ใช้บ้านหรือที่อยู่อาศัยปลอดภาระเป็นหลักประกัน วงเงินขั้นต่ำ 500,000 บาท สูงสุดประมาณ 85% ของราคาประเมิน ผ่อนสูงสุด 30 ปี (อายุผู้กู้รวมระยะเวลากู้ไม่เกิน 65 ปี) | เหมาะกับผู้ต้องการวงเงินค่อนข้างสูง ต้องคำนวณค่าประเมิน ค่าจดจำนอง และต้นทุนประกันร่วมด้วย |
สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ "GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย – GSB Solar for Life" เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 รองรับการติดตั้ง Solar Cell หรือ Solar Rooftop รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวเนื่อง โดยเปิดทั้งแบบไม่มีหลักประกันและแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
กรณีไม่มีหลักประกัน กู้ได้สูงสุด 500,000 บาท ต้องมีเงินดาวน์ 20% ดอกเบี้ย 3.50% ต่อปีในปีที่ 1-2 เพิ่มขึ้นเป็น 5.00% ในปีที่ 3-5 และตั้งแต่ปีที่ 6 คิดตาม MRR ของธนาคาร (6.045% ตั้งแต่ 2 มีนาคม 2569) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามตัวอย่างอยู่ที่ 4.238% ต่อปี (คำนวณจากวงเงิน 200,000 บาท ผ่อน 7 ปี)
กรณีใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน กู้ได้สูงสุด 1 ล้านบาท หากวางเงินดาวน์ 10% ดอกเบี้ย 3.50% ต่อปีในช่วง 5 ปีแรก แต่หากวางดาวน์ 20% ดอกเบี้ยลดเหลือ 3.25% ต่อปี หลังจากนั้นคิด MRR ลบ 0.75% ทั้งสองแบบผ่อนได้นานสูงสุด 7 ปี และยื่นกู้ได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าวงเงินโครงการ (500 ล้านบาท) จะหมด
สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ขอแบบไม่มีหลักประกัน ผู้มีรายได้ประจำต้องมีเงินเดือนอย่างน้อย 20,000 บาทและอายุงานอย่างน้อย 2 ปี ส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของกิจการต้องมีรายได้รวมอย่างน้อย 30,000 บาทต่อเดือน และดำเนินอาชีพหรือกิจการมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
ผู้กู้ทั่วไปต้องมีอายุอย่างน้อย 20 ปี และเมื่อรวมอายุกับระยะเวลาผ่อนแล้วต้องไม่เกิน 70 ปี ส่วนสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกันไม่สามารถกู้ร่วมได้ ผู้สมัครต้องมีบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกกับออมสิน และเตรียมใบเสนอราคา ภาพถ่ายหน้าบ้านกับพื้นที่ติดตั้ง รวมถึงเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในสถานที่ติดตั้ง ขณะที่พนักงานประจำต้องยื่นสเตตเมนต์ย้อนหลัง 6 เดือน ส่วนเจ้าของกิจการต้องเตรียมบัญชีรายรับ–รายจ่ายและหลักฐานการเดินบัญชีย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน
ธนาคารยังกำหนดให้ซื้อและติดตั้งระบบจากผู้จำหน่ายที่เป็นนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือตามเกณฑ์ โดยแผงต้องผ่านมาตรฐาน มอก. IEC ISO หรือมาตรฐานเทียบเท่า และอินเวอร์เตอร์ต้องผ่านการทดสอบและขึ้นทะเบียนรับรองกับ กฟน. หรือ กฟภ. เงื่อนไขนี้หมายความว่า ผู้กู้ไม่สามารถเลือกอุปกรณ์หรือช่างติดตั้งจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติให้ตรงตามเกณฑ์ธนาคารด้วย
สำหรับพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่มีบันทึกข้อตกลงกับออมสิน อัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปเล็กน้อย โดยสินเชื่อไม่มีหลักประกันคิด 3.30% ในปีที่ 1-2 และ 4.80% ในปีที่ 3-5 ส่วนแบบมีหลักประกันคิด 3.05-3.30% ในช่วง 5 ปีแรกตามสัดส่วนเงินดาวน์ ก่อนเปลี่ยนเป็นอัตราลอยตัวตามเงื่อนไขธนาคารตั้งแต่ปีที่ 6
เมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น ออมสินจึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการกู้เฉพาะค่าติดตั้งโซลาร์และไม่ต้องการนำบ้านไปจำนอง แต่ผู้กู้ยังต้องเตรียมเงินดาวน์และผ่านเกณฑ์รายได้ของธนาคาร
นอกจากสินเชื่อใหม่ที่กำลังจัดทำ ธอส.ยังมี “สินเชื่อ Solar Roof ปี 2569” สำหรับลูกค้าเดิมกลุ่มสวัสดิการที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อติดตั้งโซลาร์ วงเงินสูงสุด 300,000 บาท ระยะเวลากู้ตั้งแต่ 3-10 ปี โดยไม่ต้องจดทะเบียนจำนองเพิ่มเติม
ดอกเบี้ยปีแรก 2.20% ปีที่ 2 เท่ากับ 3.25% ปีที่ 3 เท่ากับ MRR ลบ 2.895% และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็น MRR อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามตัวอย่างอยู่ที่ 4.24% ซึ่งคำนวณจากสมมติฐานวงเงิน 100,000 บาทและระยะเวลากู้ 10 ปี จึงอาจไม่เท่ากับต้นทุนจริงของผู้กู้แต่ละราย
เงื่อนไขด้านอายุกำหนดให้เมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลากู้แล้วต้องไม่เกิน 70 ปี หรือไม่เกิน 75 ปีสำหรับข้าราชการตุลาการ อัยการ และผู้มีอายุเกษียณเกิน 60 ปี ผู้สมัครที่เป็นพนักงานประจำต้องเตรียมหนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการ หลักฐานเงินเดือนและบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมสัญญาว่าจ้างหรือใบเสนอราคาติดตั้ง ระบบต้องซื้อจากผู้จำหน่ายที่เป็นนิติบุคคล แผงผ่านมาตรฐาน มอก. IEC ISO หรือเทียบเท่า และอินเวอร์เตอร์ได้รับการรับรองจาก กฟน. หรือ กฟภ.
ธอส.ยังมีสินเชื่อซ่อม-แต่งและผลิตภัณฑ์บ้านอื่นที่นำไปติดตั้งโซลาร์ได้ ขณะที่ผู้ซื้อหรือปลูกสร้างบ้านใหม่พร้อมติดตั้งระบบสามารถพิจารณา “โครงการสินเชื่อบ้านหลังคา Solar Rooftop” ซึ่งธนาคารช่วยค่าติดตั้งสูงสุด 30,000 บาทสำหรับระบบต่ำกว่า 5 กิโลวัตต์ และสูงสุด 50,000 บาทสำหรับระบบตั้งแต่ 5 กิโลวัตต์ขึ้นไป
จุดที่ต้องระวังคือ เงินช่วยค่าติดตั้งสูงสุด 50,000 บาทในโครงการบ้านหลังคาของ ธอส. เป็นสิทธิจากผลิตภัณฑ์สินเชื่อของธนาคารเองสำหรับผู้ซื้อหรือสร้างบ้านตามเงื่อนไข ไม่ใช่เงินอุดหนุน 50,000 บาทจากโครงการใหม่ของรัฐบาล แม้จำนวนเงินจะเท่ากันก็ตาม
ธนาคารกสิกรไทยมี "สินเชื่อบ้านกู้เพิ่มได้" สำหรับลูกค้าสินเชื่อบ้านเดิมที่มีประวัติผ่อนดี ใช้บ้านหลังเดิมเป็นหลักประกันและขอวงเงินเพิ่มได้สูงสุดตามเกณฑ์ราคาประเมิน ส่วน "สินเชื่อบ้านช่วยได้" เหมาะกับผู้มีบ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ หรืออาคารพาณิชย์ที่ปลอดภาระ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาท (สัดส่วนต่อราคาประเมินขึ้นกับประเภทหลักประกัน เช่น ราว 90% สำหรับที่อยู่อาศัย)
ผ่อนได้นานสูงสุด 30 ปี อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 4.80% ในปีแรก ทั้งสองผลิตภัณฑ์เป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน ไม่ใช่สินเชื่อโซลาร์โดยเฉพาะ ผู้สนใจจึงควรสอบถามธนาคารว่าใช้กับการติดตั้งโซลาร์ได้หรือไม่
ธนาคารกรุงเทพมี “สินเชื่อบัวหลวงพูนผลกรีน” สำหรับปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงาน ลูกค้าสินเชื่อบ้านเดิมสามารถขอกู้เพิ่มได้สูงสุด 90% ของราคาประเมินเมื่อรวมภาระหนี้เดิม ส่วนเจ้าของบ้านปลอดภาระสามารถใช้รูปแบบบ้านแลกเงินได้สูงสุด 80% ของราคาประเมิน วงเงินรวมสูงสุด 10 ล้านบาท และผ่อนได้นานสูงสุด 30 ปี
อัตราดอกเบี้ยปีแรกอยู่ที่ 4.99% สำหรับผู้ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อตามเงื่อนไข หรือ 5.49% หากไม่ทำประกัน หลังจากนั้นสินเชื่อกู้เพิ่มเพื่อบ้านประหยัดพลังงานคิด MRR ลบ 1.00% ส่วนบ้านแลกเงินคิด MRR ลบ 0.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามตัวอย่างอยู่ที่ประมาณ 5.43-5.72% คำนวณจากวงเงิน 1 ล้านบาท ระยะเวลา 10 ปี
เงื่อนไขนี้ใช้กับลูกค้าที่จดจำนองพร้อมเบิกเงินกู้งวดแรกหรือทั้งหมดภายใน 3 เดือนนับจากวันยื่นคำขอ ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2569 หรือจนกว่าธนาคารจะประกาศเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ อัตรา MRR อาจเปลี่ยนแปลงได้
ด้านธนาคารกรุงศรีอยุธยามี "สินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคชสำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์" ซึ่งใช้ที่อยู่อาศัยปลอดภาระเป็นหลักประกัน วงเงินขั้นต่ำ 500,000 บาท และสูงสุดประมาณ 85% ของราคาประเมิน ผ่อนสูงสุด 30 ปี (อายุผู้กู้รวมระยะเวลากู้ไม่เกิน 65 ปี)
อย่างไรก็ตาม การนำบ้านไปจำนองเพื่อกู้เพียงหลักแสนต้น ๆ อาจไม่คุ้มเมื่อรวมค่าประเมิน ค่าจดจำนอง และต้นทุนประกัน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีวงเงินขั้นต่ำ 500,000 บาท ซึ่งสูงกว่าต้นทุนระบบ 5 กิโลวัตต์ (ราว 140,000-150,000 บาท) กว่า 3 เท่า ผู้กู้จึงควรเปรียบเทียบต้นทุนรวม ไม่ใช่ดูเฉพาะดอกเบี้ยปีแรก
เงื่อนไขของกสิกรไทย กรุงเทพ และกรุงศรีสะท้อนว่า สินเชื่อที่ผ่อนยาวไม่ได้แปลว่าต้นทุนต่ำเสมอไป ค่างวดต่อเดือนอาจลดลง แต่ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาอาจสูงขึ้น และผู้กู้ต้องนำทรัพย์สินมารับความเสี่ยงเป็นหลักประกัน
การเลือกสินเชื่อควรเริ่มจากการประเมินพฤติกรรมใช้ไฟ ไม่ใช่เริ่มจากวงเงินที่ธนาคารเสนอ บ้านที่ใช้ไฟมากในช่วงกลางวันเหมาะกับระบบ On Grid เพราะสามารถนำไฟที่ผลิตได้มาใช้ทันที ส่วนบ้านที่ใช้ไฟหนักในช่วงกลางคืนอาจต้องเพิ่มระบบ Hybrid และแบตเตอรี่ ซึ่งทำให้เงินลงทุนและค่าบำรุงรักษาสูงขึ้น
ขนาดระบบก็ควรสอดคล้องกับการใช้ไฟจริง หากติดตั้งใหญ่เกินไปโดยไม่มีอัตรารับซื้อไฟที่คุ้มค่า ระยะเวลาคืนทุนอาจยาวกว่าที่คาด ขณะเดียวกัน ผู้กู้ต้องเผื่อค่าทำความสะอาดและตรวจระบบ ค่าประกัน ตลอดจนค่าเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่เมื่อครบอายุใช้งาน
ก่อนลงนาม ผู้กู้ควรขออย่างน้อยสามตัวเลขจากธนาคารและผู้ติดตั้ง ได้แก่ ค่างวดจริงตลอดสัญญา อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง หรือ EIR และประมาณการไฟฟ้าที่ผลิตได้ภายใต้พฤติกรรมใช้ไฟของบ้านตนเอง พร้อมตรวจว่าราคาเสนอรวมการออกแบบ การขออนุญาตเชื่อมต่อ การเปลี่ยนมิเตอร์ การรับประกัน และบริการหลังการขายแล้วหรือไม่
ในเวลานี้ ผู้ที่ต้องการสินเชื่อเฉพาะโซลาร์และไม่ใช้หลักประกันสามารถพิจารณา GSB Solar for Life ซึ่งเปิดให้บริการและมีอัตราดอกเบี้ยชัดเจนแล้ว ส่วนสินเชื่อใหม่ของ ธอส.ที่ไม่ใช้หลักประกันและนำประวัติค่าไฟมาประกอบการพิจารณามีจุดเด่นด้านการเข้าถึง แต่ยังต้องรออัตราดอกเบี้ย วันเปิดรับ และตารางผ่อนอย่างเป็นทางการ
ลูกค้าเดิมของ ธอส.สามารถตรวจสิทธิสินเชื่อ Solar Roof ปี 2569 หรือผลิตภัณฑ์กู้เพิ่ม ขณะที่ผู้มีบ้านปลอดภาระและต้องการวงเงินสูงอาจเปรียบเทียบกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ และกรุงศรี โดยพิจารณาต้นทุนจำนองและดอกเบี้ยตลอดสัญญาควบคู่กัน
สำหรับผู้ที่ต้องการใช้เงินอุดหนุน 50,000 บาทของรัฐบาลโดยตรง ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดยังคงเป็นการรอประกาศฉบับสมบูรณ์จากรัฐบาล กฟน. กฟภ. และธนาคารที่เข้าร่วม โดยเฉพาะออมสิน ธอส. และ ธ.ก.ส. ก่อนวางเงินจองกับผู้ติดตั้งหรือก่อหนี้ระยะยาว เพราะเงื่อนไขสุดท้ายอาจแตกต่างจากกรอบนโยบายที่รายงานในช่วงเตรียมโครงการ