Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เด็ก Gen Z ไม่ทนงาน? พี่ให้โอกาสก่อน บอกรับเด็กจบใหม่ แต่ขอปสก. 1 ปี
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เด็ก Gen Z ไม่ทนงาน? พี่ให้โอกาสก่อน บอกรับเด็กจบใหม่ แต่ขอปสก. 1 ปี

16 ก.ค. 69
16:01 น.
แชร์

เหล่าวัยรุ่นจบใหม่เคยเจอกันไหมที่เห็นประกาศรับสมัครงานบอกว่า “รับเด็กจบใหม่” แต่ขอประสบการณ์ 1 ปี จนต้องกลับมาคิดกับตัวเองว่า “สรุปเขาจะเอาเด็กจบใหม่ หรือคนมีประสบการณ์กันแน่?” ความย้อนแย้งที่มีอยู่จริง หรือนี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กจบใหม่ในปัจจุบันหางานยากกัน? แล้วปัญหานี้เจอแค่ในประเทศไทย หรือเป็นกันทั่วโลก?

บทความนี้ Spotlight จะพาไปหาคำตอบกัน!

ปัญหาเด็กจบใหม่หางานไม่ได้ในไทย

ทีม Big Data จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ทำการเปรียบเทียบภาพรวมตลาดแรงงานจากฐานข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์ในปี 2568 พบว่า 

“ กว่า 78.6% ต้องการคนจบปริญญาตรีที่มีประสบการณ์ 1-2 ปีขึ้นไป 

และมีแค่ประมาณ 20% ต้องการรับคนจบปริญญาตรีที่ไม่มีประสบการณ์ “

ทำให้มีคำถามตามมาว่า “แต่เราพึ่งจบใหม่นี่ แล้วจะมีประสบการณ์ได้อย่างไร?” ทำให้การหางานของเด็กจบใหม่จึงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป แล้วยิ่งมี AI เข้ามา ทำให้การก้าวสู่บันไดขั้นแรกในโลกของการทำงานยิ่งยากเข้าไปอีก

ทีม Big Data จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ทำการเปรียบเทียบเพิ่มเติมถึงภาพรวมของตลาดแรงงานในปี 2567 และ 2568 ด้วย ซึ่งพบว่า

“เมื่อเปรียบเทียบแบบปีต่อปีในช่วงไตรมาสที่ 2 - ไตรมาสที่ 4 ในปี 2567 และ 2568 ความต้องการจ้างงานมีแนวโน้มปรับตัวลดลงประมาณ 9.6% จาก 642,216 เป็น 580,505 ตำแหน่ง”

สิ่งที่น่าสนใจจากการสำรวจนี้เพิ่มเติมคือ อาชีพวิศวกรซอฟต์แวร์, นักออกแบบกราฟิก และวิศวกรโยธา มีจำนวนประกาศรับสมัครตำแหน่งงานลดลง แต่สัดส่วนความต้องการคนที่มีทักษะ AI สูงขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างรวดเร็ว

แล้วมันเป็นวิกฤตสำหรับเด็กจบใหม่อย่างไร? เพราะรายงานมีการสรุปออกมาว่า ตอนนี้นายจ้างต้องการคนที่มีประสบการณ์การทำงาน และมีทักษะด้าน AI ยังไงล่ะ

นอกจากนี้ มีรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือ สภาพัฒน์) ที่เผยในปี 2567 ว่า 

“ผู้บริหารกว่า 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ เนื่องจากมองว่าขาดทักษะ ประสบการณ์ และความพร้อมในการทำงานจริง” 

ทำให้องค์กรจำนวนมากจึงเลือกที่จะหันไปจ้างงานในรูปแบบฟรีแลนซ์ หรือจ้างพนักงานที่เกษียณอายุไปแล้วกลับมาทำงานแทน ทำให้เด็กจบใหม่ต้องเผชิญกับ ‘กำแพงการหางานที่สูงขึ้น’ 

แต่ประเด็นคือ รู้ไหมว่าประเทศไทยไม่ใช่เพียงประเทศเดียวที่กำลังเจอปัญหานี้?

ประเทศสิงคโปร์ : สถิติบนกระดาษสวนทางกับความเป็นจริง

ล่าสุดมีข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ (MOM) ที่บอกว่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีตำแหน่งงานว่างในระดับเริ่มต้นสูงถึง 32,800 ตำแหน่ง และมีระดับเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับเด็กจบใหม่อยู่ที่ 59,909 - 130,238 บาท ซึ่งพอเราฟังดูแบบนี้แล้วไม่แย่เลยใช่ไหม? แต่เชื่อไหมว่าเด็กจบใหม่จากสถาบันชั้นนำในสิงคโปร์กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการหางาน จนทำให้เด็กหลายคนต้องยอมลดหย่อนเงื่อนไขของตัวเองลงเพื่อมีก้าวแรกในโลกของการทำงาน

นาย Ng Rui Jie วัย 25 ปี บัณฑิตสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) เล่าว่า เขาได้ยื่นสมัครงานไปแล้วกว่า 120 ที่ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วก่อนจบการศึกษา แต่ก็ไม่มีงานประจำ ทำให้ปัจจุบันเขาปรับลดฐานเงินเดือนของตัวเองลงจาก 156,286 บาท เหลือเพียง 130,238 บาท และเตรียมใจทำงานแบบ ‘996’ หมายถึงการทำงานตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 21.00 น. เป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์

นอกจากนี้ เขายังกล่าวเสริมว่า จากเดิมที่เขาตั้งใจจะปักหลักทำงานในบริษัทแรกยาว ๆ ก็ต้องยอมรับว่า เขาจำเป็นต้องมองงานแรกเป็นเพียง ‘ทางผ่าน’ เพื่อเก็บประสบการณ์เท่านั้น เพราะบริษัทในปัจจุบันต้องการจ้างคนที่มีประสบการณ์การทำงานมากกว่าจะรับเด็กจบใหม่

ซึ่งปัญหาที่ทำให้เกิดวิกฤตนี้ในประเทศสิงคโปร์คือ 

  1. งานเด็กจบใหม่กลายเป็นงานปีที่สาม 

ศาสตราจารย์ Lily Kong อธิการบดีมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) ได้ให้มุมมองว่า ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในปัจจุบันได้กลายเป็น "งานสำหรับคนทำงานปีที่สาม" ไปแล้ว เพราะอะไรน่ะเหรอ?

  • ความคาดหวังสูงขึ้น : นายจ้างคาดหวังว่า เด็กจบใหม่ต้อง "พร้อมทำงานได้ทันที" มีความเข้าใจในอุตสาหกรรม และคุ้นเคยกับการประยุกต์ใช้ในโลกการทำงานจริง
  • ต้องฝึกงาน : จากเดิมที่การฝึกงาน เป็นเพียงวิชาเลือกเสริม ปัจจุบันได้กลายมาเป็น "ข้อกำหนดเบื้องต้นที่ขาดไม่ได้" ในการสมัครงาน
  1. วงจรการใช้ "เด็กฝึกงานราคาถูก" แทนพนักงานประจำ 

การมีนักศึกษาปริญญาตรีที่พร้อมจะฝึกงานจำนวนมาก และมีราคาถูก ทำให้เป็นแรงจูงใจของบริษัทในการหันมาเอาโครงการต่าง ๆ ให้เด็กฝึกงานทำแทนการจ้างเด็กจบใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เพราะการจ้างพนักงานประจำมีต้นทุนคงที่สูง ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ การฝึกอบรม และข้อเรียกร้องเรื่อง Work-life balance ขณะที่เด็กฝึกงานจะยอมรับค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าเพื่อแลกกับประสบการณ์ ไม่ต้องนับรวมในโควตาพนักงานประจำ และสามารถหมดสัญญาจ้างไปได้เองโดยไม่มีปัญหาทางกฎหมาย หรือการเลิกจ้าง

ประเทศเกาหลี : ตัวเลขที่ลดลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564

มีรายงานจากกระทรวงข้อมูล และสถิติของเกาหลีใต้เผยว่า ในเดือนพฤษภาคม การจ้างงานในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-29 ปี ลดลงถึง 255,000 ตำแหน่งเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ลดลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 สาเหตุมาจากปัญหาเหล่านี้

  1. การผูกขาดของคนรุ่นเก่า 

คนรุ่นเก่า เป็นกลุ่มที่ผูกขาดตำแหน่งงานประจำที่มั่นคง ยึดติดกับระบบค่าจ้างตามอายุงาน และใช้สหภาพแรงงานที่แข็งแกร่งทำให้การเลิกจ้างเป็นเรื่องยาก ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ ไม่อยากจ้างงานเด็กจบใหม่ เพราะต้องแบกรับต้นทุนค่าแรงของพนักงานเก่าที่สูงลิ่ว 

  1. การจ้างงานภาคการผลิตหดตัว 

เยาวชนกลายเป็นกลุ่มที่ต้องรับผลกระทบจากภาวะการจ้างงานที่ตึงนี้ โดยตำแหน่งงานในภาคการผลิตลดลงถึง 140,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ซึ่งลดลงต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 23 และหากรัฐบาลดำเนินแผนขยายอายุเกษียณภาคบังคับเป็น 65 ปี โอกาสในการได้งานของเยาวชนจะยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก 

  1. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาแทนที่

เทคโนโลยี AI กำลังสร้างความไม่มั่นคงในอาชีพ โดยการจ้างงานในภาคบริการวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และเทคนิค ลดลง 89,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจาก AI กำลังเข้ามาแทนที่งานระดับเริ่มต้นของกลุ่มพนักงานออฟฟิศอย่างรวดเร็ว

ประเทศเอสโตเนีย : ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 15 ปี 

นอกจาก 2 ประเทศที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ประเทศเอสโตเนียก็ไม่ต่างกัน เพราะแม้อัตราการว่างงานในประเทศเอสโตเนียจะมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เด็กจบใหม่กลับหางานยากเรื่อย ๆ โดยสถิติอัตราการจ้างงานในกลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 15–24 ปี ได้ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 15 ปี 

ทาง ลีส์ เอลมิค นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคาร Swedbank ได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

  1. ตำแหน่งงานในภาคส่วนยอดนิยมลดลง: จำนวนตำแหน่งงานในภาคธุรกิจที่คนรุ่นใหม่มักจะเข้าไปทำงานควบคู่ไปกับการเรียนปรับตัวลดลงอย่างมาก เช่น ภาคบริการ, การท่องเที่ยว, การค้าปลีก และภาคการเกษตร
  1. ปัญหาสุขภาพของเยาวชน: สุขภาพโดยรวมของคนรุ่นใหม่ในเอสโตเนียมีแนวโน้มที่แย่ลงในช่วงที่ผ่านมา
  1. การเข้ามาของเทคโนโลยีและ AI: ผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การนำ AI มาปรับใช้ในองค์กรต่าง ๆ ส่งผลให้ความต้องการจ้างพนักงานในระดับเริ่มต้นลดลง ซึ่งอาจทำให้การหางานของคนรุ่นใหม่ในอนาคตยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า ปัญหาเด็กจบใหม่หางานยากไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่กำลังกลายเป็นความท้าทายของตลาดแรงงานทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ เกาหลีใต้ หรือเอสโตเนีย ต่างเผชิญปัญหาคล้ายกัน

เพราะทุกวันนี้ เด็กจบใหม่กลับต้องการทั้งประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และทักษะ AI ตั้งแต่วันแรก การก้าวเข้าสู่โลกการทำงานของคนรุ่นใหม่จึงกลายเป็นเรื่องยากกว่าที่เคยเป็น

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ปัญหานี้อาจไม่ใช่หน้าที่ของเด็กจบใหม่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นโจทย์ร่วมของมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ที่ต้องช่วยกันสร้าง "สะพาน" ระหว่างห้องเรียนกับโลกการทำงาน เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสได้เริ่มต้น และได้สร้างประสบการณ์ แทนที่จะถูกปฏิเสธเพราะยังไม่มีมันตั้งแต่ก้าวแรก

แชร์
เด็ก Gen Z ไม่ทนงาน? พี่ให้โอกาสก่อน บอกรับเด็กจบใหม่ แต่ขอปสก. 1 ปี