
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาขยายปฏิบัติการทางทหารบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การบุกยึด “เกาะคาร์ก” ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของอิหร่าน หวังใช้เป็นไพ่ตายใบสุดท้ายในการบีบให้เตหะรานยอมศิโรราบต่อข้อเรียกร้องนิวเคลียร์ หลังจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้ผลเท่าที่ควร
ทว่าในมุมมองของเหล่านักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ปฏิบัติการครั้งนี้กำลังเปลี่ยนจากมาตรการกดดันทางการเมืองไปสู่ความเสี่ยงขั้นรุนแรงที่อาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะแม้สหรัฐฯ จะมีแสนยานุภาพทางทหารที่เหนือกว่าในการเข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าว แต่ต้นทุนมหาศาลทั้งในแง่งบประมาณกองทัพ ความเสี่ยงของชีวิตกำลังพล และผลกระทบลูกโซ่ที่จะสะเทือนต่อราคาพลังงานรวมถึงการค้าโลก อาจกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่วอชิงตันไม่พร้อมจะแบกรับในระยะยาว
ท่ามกลางสถานการณ์ที่คาบเกี่ยวระหว่างวาทกรรมทางการเมืองและโอกาสเกิดสงครามจริง การขยับหมากครั้งนี้ของทรัมป์กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากตลาดทุนและกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลก
ในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน เกาะคาร์กทำหน้าที่เป็นสถานีสูบถ่ายและท่าเทียบเรือน้ำลึกที่รองรับการส่งออกน้ำมันดิบเกือบทั้งหมดของอิหร่าน การเปิดฉากบุกจู่โจมพื้นที่นี้จึงไม่ใช่แค่การยึดดินแดนขนาดย่อม แต่คือการจงใจรื้อทำลายกลไกทางการเงินและการค้าต่างประเทศของเตหะรานให้เป็นอัมพาต ซึ่งเป็นมาตรการที่รุนแรงกว่าการคว่ำบาตรทางกฎหมายหลายเท่า
ในแง่ของตลาดพลังงานโลก หากศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันแห่งนี้ถูกโจมตีหรือเข้าควบคุม จะเกิดภาวะช็อกด้านอุปทานในทันที ปริมาณน้ำมันดิบมหาศาลจะหายไปจากระบบการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนต่อต้นทุนการผลิตและภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ
นอกจากเกาะคาร์กแล้ว แผนการของสหรัฐฯ ยังครอบคลุมถึงการทิ้งระเบิดถล่มอุโมงค์ใต้ดินที่ภูเขาพิกแอกซ์ (Pickaxe Mountain) ซึ่งเชื่อว่า เป็นฐานที่ตั้งสำคัญของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาใช้มาตรการขั้นสุดทางทหารเพื่อทำลายทั้งความมั่นคงและการส่งออกพลังงานของอิหร่านไปพร้อม ๆ กัน
แอนเดรียส์ ครีก รองศาสตราจารย์ด้านความมั่นคงศึกษาจาก King’s College London ประเมินว่า ปฏิบัติการยึดครองเกาะทางตอนใต้ของอิหร่านจำเป็นต้องใช้กำลังพลเริ่มต้นสูงถึง 5,000 ถึง 10,000 นาย เมื่อนับรวมหน่วยรบ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ฝ่ายลอจิสติกส์ และหน่วยแพทย์เข้าด้วยกัน ซึ่งหากขอบเขตของภารกิจขยายวงกว้างออกไป ตัวเลขความต้องการด้านกำลังพลและงบประมาณสนับสนุนก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ
ความเสี่ยงสำคัญในทางปฏิบัติคือ ทหารสหรัฐฯ จะต้องทำงานภายใต้ระยะยิงของปืนใหญ่ โดรน และขีปนาวุธจากแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เรือขนส่งกำลังบำรุงและเฮลิคอปเตอร์ต้องเผชิญอันตรายตลอดเวลา การปกป้องกองกำลังส่วนหน้าบนเกาะเหล่านี้จึงต้องอาศัยการคุ้มกันทางเรือและการครองความได้เปรียบทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกลายเป็นภาระผูกพันทางการทหารระยะยาวที่ต้องสูญเสียเม็ดเงินมหาศาล
ขณะที่ เนเดอร์ ฮาเชมี ศาสตราจารย์ด้านการเมืองตะวันออกกลางจาก Georgetown University แสดงความกังขาอย่างยิ่งต่อแผนการนี้ โดยเตือนว่าอิหร่านไม่จำเป็นต้องรีบร้อนส่งทหารมายึดเกาะคืน แต่สามารถใช้กลยุทธ์ "สงครามบั่นทอนกำลัง" คอยโจมตีป่วนเป็นระยะเพื่อเปลี่ยนเกาะเหล่านี้ให้กลายเป็นกับดักงบประมาณที่สูญเปล่า ซึ่งจะสร้างความเสียหายทั้งในแง่ชีวิตกำลังพลและภาระทางการคลังของสหรัฐฯ คล้ายกับบทเรียนราคาแพงที่วอชิงตันเคยเผชิญมาแล้วในสงครามอิรัก
ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค การเข้ายึดเกาะของสหรัฐฯ จะไม่สามารถแก้ปัญหาการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านยังคงมีศักยภาพเต็มเป้าในการปล่อยโดรนและขีปนาวุธเข้าโจมตีเรือพาณิชย์ ส่งผลให้ดัชนีความเสี่ยงทางทะเลพุ่งสูงขึ้นทันที สะท้อนผ่านค่าระวางเรือ (Freight Rates) และเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk Insurance Premiums) ที่จะพุ่งกระฉูดจนทำให้บริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่เลือกที่จะหันหลังให้เส้นทางนี้
นอกจากนี้ การเผชิญหน้าทางทหารในน่านน้ำยุทธศาสตร์จะฉุดรั้งเสถียรภาพทางการค้าของกลุ่มประเทศพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกพลังงานเป็นหลัก เนื่องจากประเทศเหล่านี้ต่างหวาดกลัวที่จะต้องตกเป็นเป้าหมายโจมตีกลับจากอิหร่านหากให้ความร่วมมือทางการทหารแก่สหรัฐฯ ส่งผลให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเกิดความตึงเครียดและชะงักงัน
ท้ายที่สุดแล้ว ปฏิบัติการยึดเกาะทางตอนใต้ของอิหร่านอาจสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ดูดุดันและทรงพลังให้กับทำเนียบขาวในระยะสั้น แต่ในสมการทางเศรษฐกิจและเสรีภาพการเดินเรือพาณิชย์รอบนี้ มันคือการเอาเม็ดเงินมหาศาลและเสถียรภาพพลังงานโลกไปเสี่ยงกับสงครามชิงดินแดนที่ยืดเยื้อ ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์ต่างมองตรงกันว่า เป็นการเดิมพันที่วอชิงตันมีแต่ "เสียกับเสีย" และได้ไม่คุ้มเสียด้วยประการทั้งปวง