
ในทุก ๆ ปี มหาอุทกภัยจากฝนฤดูร้อนและพายุไต้ฝุ่นทุบสถิติอย่าง "ไมซัก" และ "บาวี" คือฝันร้ายที่คอยหลอกหลอนประเทศจีน ทว่าความน่ากลัวที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่มวลน้ำมหาศาล แต่คือ "เวลา" ในการอพยพประชาชนที่จำกัดในระดับวินาที ในอดีตเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินตอนกลางดึก เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องหัวหมุนกับการจัดกำลังคนนับสิบเพื่อโทรศัพท์เช็กทีละบ้านตามบัญชีรายชื่อกระดาษ ซึ่งทั้งล่าช้าและเสี่ยงต่อความสูญเสีย
แต่ในปีนี้ วิกฤตการณ์ดังกล่าวกำลังถูกเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิงด้วยแนวคิดนอกกรอบ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติการตัดสินใจควักเงินในราคาเท่ากับ "กาแฟลาเต้เพียงแก้วเดียว" นำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนเกิดเป็นมินิโปรแกรมกู้ชีพรูปแบบใหม่ที่มีชื่อว่า “เจียวอิ่ง” (Jiao Ying) ซึ่งแปลว่าการเรียกระดมพลปฏิบัติการ ที่ช่วยเปลี่ยนจากการตั้งรับในเต็นท์กู้ภัย มาเป็นการวางระบบอพยพเชิงรุก รักษาชีวิตผู้คนนับแสนได้อย่างเหลือเชื่อ
SPOTLIGHT ชวนอ่านจุดเริ่มต้นการนำ AI มาใช้พัฒนาแอปฯ ที่แม้จะใช้ต้นทุนต่ำ แต่คุณภาพสูงจนรักษาชีวิตผู้ประสบภัยใได้นับแสน
มินิโปรแกรมพลิกโฉมระบบเก่า จากไอเดียข้าราชการท้องถิ่น
จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมพลิกชีวิตนี้เกิดขึ้นที่เขตมี่หยุน แถบชานเมืองกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมและดินถล่มรุนแรง เซี่ย อวิ๋นซือ รองผู้อำนวยการคณะกรรมการวางแผนและทรัพยากรธรรมชาติประจำเขตมี่หยุน ได้มองเห็นช่องโหว่ของระบบเดิมที่ต้องใช้สมุดบัญชีรายชื่อกระดาษและการโทรศัพท์ประสานงานกับชาวบ้านทีละหลังท่ามกลางสถานการณ์คับขัน ซึ่งเป็นวิธีที่ล่าช้าและเกิดข้อผิดพลาดได้ง่ายโดยเฉพาะในช่วงดึก
ด้วยความที่มีพื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรม เซี่ยตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวเพียง 30 หยวน (ประมาณ 4.40 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งเป็นราคาเทียบเท่ากับกาแฟหนึ่งแก้ว นำมาซื้อโทเคน AI จำนวน 1 หมื่นล้านโทเคน และใช้เวลาเกือบ 1 เดือน ร่วมกับเครื่องมือ AI สองตัวคือ WorkBuddy ที่ช่วยวางแผนและจัดการความต้องการและ CodeBuddy ช่วยเขียนและแก้บั๊กโค้ด จนสามารถพัฒนาตัวมินิโปรแกรมนี้ขึ้นมาได้สำเร็จ
มินิโปรแกรม “เจียวอิ่ง” เข้ามาเปลี่ยนเกมการอพยพอย่างสิ้นเชิง โดยมันได้บูรณาการข้อมูลจุดเสี่ยงภัยดินถล่ม รายชื่อชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเข้าด้วยกัน พร้อมเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มบิ๊กดาต้าภัยพิบัติของเมือง ทำให้ข้าราชการระดับปฏิบัติการสามารถกด "แตะเพียงครั้งเดียว" เพื่อนำทางไปยังจุดเสี่ยง และตรวจเช็กสถานะได้ทันทีว่าครอบครัวไหนอพยพแล้ว หรือครอบครัวไหนกำลังรอความช่วยเหลือ โดยระบบจะอัปเดตข้อมูลสภาพอากาศแบบเรียลไทม์
จากเดิมที่การแจ้งเตือนและการเช็กยอดผู้อพยพครอบคลุม 16 ตำบลต้องใช้คนนับสิบช่วยกันโทรศัพท์ประสานงานตลอดทั้งคืน แต่ในการประเดิมใช้งานจริงช่วงฝนตกหนักที่ผ่านมา "ใช้เจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว ในเวลาแค่ 1 ชั่วโมง" ก็สามารถสรุปข้อมูลและจัดการระบบอพยพทั้งหมดได้สำเร็จ ช่วยประหยัดทั้งกำลังคนและเวลาในการสื่อสารได้อย่างมหาศาล
เมื่อไอเดียการใช้ AI ในระดับท้องถิ่นสัมฤทธิ์ผล เมืองใหญ่อย่าง "จี่หนาน" จึงได้ยกระดับความฉลาดขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเปิดใช้งานระบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ขุมพลัง AI เต็มรูปแบบ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้รอให้เกิดน้ำท่วมแล้วค่อยอพยพ แต่ผสานรวมการพยากรณ์อากาศ แบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วม และการประเมินความเสี่ยงเข้าด้วยกัน เพื่อตรวจจับภัยพิบัติล่วงหน้า
หัวใจสำคัญของระบบนี้คือ การเชื่อมต่ออุปกรณ์ตรวจวัดและเซนเซอร์มากกว่า 1,000 ตัว ที่คอยจับตาดูระดับน้ำ อัตราการไหลของแม่น้ำ และปริมาณน้ำฝนตามโครงการชลประทานต่าง ๆ พร้อมกับเชื่อมสัญญาณจากกล้องวงจรปิดสาธารณะอีกกว่า 20,000 ตัวทั่วเมือง รวมถึงพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำป่าไหลหลากบนภูเขาและอ่างเก็บน้ำ
สิ่งที่น่าทึ่งคือระบบนี้ขับเคลื่อนด้วย Edge AI computing หรือการประมวลผลข้อมูลโดยตรง ณ จุดตรวจวัด ทำให้มันสามารถรับรู้ได้ทันทีหากระดับน้ำเพิ่มสูง ทางน้ำอุดตัน หรือเขื่อนเริ่มเสียรูปทรง พร้อมส่งสัญญาณเตือนภัยอัตโนมัติภายในเวลาไม่กี่มิลลิวินาที แม้ในเวลานั้นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภาพรวมของเมืองจะถูกตัดขาดจากพายุฝนก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น AI ยังใช้อัลกอริทึมคำนวณร่วมกับตารางปริมาณน้ำฝนและแบบจำลองเมือง เพื่อคาดการณ์ความลึกของน้ำท่วมในจุดเสี่ยงล่วงหน้าได้สูงสุดถึง 24 ชั่วโมง ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกแปลงเป็น "แผนที่ความเสี่ยง" ช่วยให้รัฐบาลสามารถวางแผนเส้นทางอพยพ จัดเตรียมเสบียง และส่งทีมกู้ภัยไปปักหลักรอได้ทันทีก่อนที่มวลน้ำแรกจะหลากเข้าท่วมเมือง
บทพิสูจน์ที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในพื้นที่ภัยพิบัติอย่างเมืองอวิ๋นเปี่ยว อำเภอเหิงโจว มณฑลกว่างซี เมื่อมหาอุทกภัยกลืนกินเมืองทั้งเมืองจนจมบาดาล ถนนหนทางใช้การไม่ได้ และพาหนะกู้ภัยภาคพื้นดินทุกชนิดต้องหยุดชะงัก ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยชี้ชัดว่ามีชาวบ้านกว่า 15,000 คนติดค้างอยู่ และต้องเปลี่ยนมาใช้แผนกู้ภัยทางอากาศทันที
ทีมกู้ภัยโดรนได้เดินทางข้ามเมืองกว่า 1,700 กิโลเมตร นำโดรนขนาดใหญ่สำหรับยกน้ำหนัก ที่มีช่วงปีกกว้างกว่า 3 เมตร บรรทุกน้ำหนักได้ 100 กิโลกรัม บินฝ่ากระแสน้ำเข้าไปผสานงานร่วมกับข้อมูลพิกัดความเสี่ยง โดรนเหล่านี้ทำหน้าที่หย่อนเชือกเพื่อช่วยดึงตัวชาวบ้านออกจากหลังคาบ้านที่ถูกน้ำท่วมมิด และส่งต่อให้เรือยางนำตัวไปยังที่ปลอดภัยได้อย่างแม่นยำ
ในขณะเดียวกัน ปัญหาใหญ่ที่สุดของภัยพิบัติน้ำท่วมคือ "ระบบสื่อสารล่ม" ซึ่งทำให้สมาร์ทโฟนหรือแอปพลิเคชันใช้งานไม่ได้ กระทรวงการจัดการภาวะฉุกเฉินของจีนจึงได้ส่งอากาศยานไร้คนขับขนาดยักษ์อย่าง "หวิงหลง" จำนวน 2 ลำ บินปฏิบัติการเหนือท้องฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อทำหน้าที่เป็นสถานีฐานปล่อยสัญญาณโทรศัพท์มือถือฉุกเฉินจากกลางอากาศ
การกู้คืนระบบสื่อสารผ่าน UAV นี้ ช่วยให้ประชาชนที่ถูกตัดขาดสามารถกลับมาใช้งานสมาร์ทโฟน เชื่อมต่อระบบข้อมูลอพยพ และส่งพิกัดขอความช่วยเหลือต่อเจ้าหน้าที่ได้อีกครั้ง ผนวกกับการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยแห่งชาติจีนกว่าพันนาย รถยนต์ และเรือกู้ภัยขั้นสูง ทำให้แผนการอพยพหนีภัยที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีในครั้งนี้ สามารถรักษาชีวิตผู้คนจากเงื้อมมือของภัยธรรมชาติได้อย่างทันท่วงที