
ปีนี้ตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง หลังจากเผชิญช่วงเวลาที่ตลาด underperform ต่อเนื่อง 3 ปี นอกจากตัวเลขดัชนีที่ปรับตัวขึ้นแล้ว สัญญาณล่าสุดยังสะท้อนผ่านกระแสเงินทุนต่างชาติและมุมมองของนักลงทุนต่างประเทศที่มีต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เดือนกรกฎาคม 2569 ยิ่งตอกย้ำภาพดังกล่าว เมื่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับ “ร้อนแรงอย่างมาก” ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนรวมในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 146.72 ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” โดยมี “เงินทุนไหลเข้า” เป็นปัจจัยหนุนตลาดที่ถูกจับตามากที่สุด
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) มองว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสอยู่ในทิศทางขาขึ้นต่อเนื่องในช่วง 12-24 เดือนข้างหน้า จากหลายปัจจัยที่กำลังส่งสัญญาณในทิศทางบวก แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีเงื่อนไขสำคัญ เพราะหากแนวโน้มเหล่านั้นไม่เป็นไปตามที่คาด ก็อาจทำให้ตลาดหุ้นไทยสะดุดได้
ผลสำรวจ FETCO Investor Confidence Index เดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 20-31 กรกฎาคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนรวมในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 146.72 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” โดยนักลงทุนมองว่า “การไหลเข้าของเงินทุน” เป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทยมากที่สุด รองลงมา คือ “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ” และ “ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน”
ที่น่าสนใจ คือ เมื่อแยกตามกลุ่มนักลงทุน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น 25% มาอยู่ที่ระดับ 166.67 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” เช่นเดียวกับกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขณะที่นักลงทุนบุคคลอยู่ในระดับ “ทรงตัว” และนักลงทุนสถาบันในประเทศอยู่ในระดับ “ร้อนแรง”
สำหรับหมวดธุรกิจที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุดคือ ธนาคาร (BANK) ขณะที่หมวดที่ได้รับความสนใจน้อยที่สุดคือ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP) โดยไพบูลย์ระบุว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ “ยังไม่ใช่เวลาฟื้นตัว” สอดคล้องกับภาพที่นักลงทุนยังให้น้ำหนักกับกลุ่มที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกระแสเงินทุนมากกว่า
ไพบูลย์กล่าวว่า ระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ออกมา “ร้อนแรงอย่างมาก” ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะสอดคล้องกับทั้งกระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยและเสียงตอบรับจากต่างประเทศ โดยจากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงมุมมองของนักวิเคราะห์ที่ติดตามตลาดไทย พบว่า เสียงส่วนใหญ่มีมุมมองค่อนข้าง bullish ต่อหุ้นไทย
แม้ภาพรวมความเชื่อมั่นจะเป็นบวก แต่ FETCO ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในระยะต่อไป ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ภายหลังบริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569
ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 48,864 ล้านบาท ส่งผลให้นับตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสม 75,864 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังกระทรวงการคลังปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 เป็น 2.5% จากแรงหนุนของการส่งออกและการลงทุน รวมถึงความต่อเนื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ แนวโน้มภาคการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี และผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศออกมา
ด้านปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนยังต้องติดตามความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน Fed หลังการประชุมล่าสุดที่ยังส่งสัญญาณระมัดระวังต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความผันผวนของราคาน้ำมันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและตลาดการเงิน รวมถึงนโยบายการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 12.5% ซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยระยะต่อไป
ในเดือนกรกฎาคม SET Index ปรับขึ้นเกือบตลอดเดือน ก่อนเผชิญแรงขายช่วงปลายเดือน และปิดสิ้นเดือนที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 2.04% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 87,397 ล้านบาท
นับตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 28.9% ทำผลงานเป็นอันดับ 3 รองจากเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้น 56.5% และไต้หวันที่เพิ่มขึ้น 48.9%
ทั้งนี้ ไพบูลย์กล่าวว่า ผลงานของทั้งสามตลาดสอดคล้องกับกลุ่มประเทศ/เศรษฐกิจที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ได้รับประโยชน์จากการลงทุน AI ผ่านการส่งออกวัสดุและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI
ไพบูลย์มองว่า การที่ไทยเริ่มถูกพูดถึงในประเด็น new economy เป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ เพราะถือเป็นหนึ่งในครั้งแรก ๆ ที่ IMF ระบุชื่อไทยในกลุ่มประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุน AI จากเดิมที่ไทยถูกมองว่าเป็น old economy
ไพบูลย์กล่าวว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยกำลังกลับมา outperform อีกครั้ง หลังจาก underperform ต่อเนื่องในช่วงปี 2566-2568 ซึ่งเป็นช่วงที่การลงทุนใน AI เร่งตัวขึ้น แต่ตลาดไทยไม่ได้อยู่ในวงโคจร แต่วันนี้ภาพตลาดหุ้นไทยและภาพเศรษฐกิจไทยเริ่มเปลี่ยน เพราะไทยเริ่มได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI ผ่านการส่งออกชิ้นส่วน แม้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในห่วงโซ่ปลายน้ำ แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไทยถูกมองเห็นในภาพของ new economy มากขึ้น ขณะเดียวกันภาครัฐก็เริ่มพยายามขยับเข้าไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในห่วงโซ่การผลิต
นอกจากนั้น ไพบูลย์ยืนยันว่า การฟื้นตัวของตลาดยังไม่ได้เกิดจากหุ้น DELTA อย่างที่หลายคนมอง โดยกางตัวเลขให้เห็นว่า SET Index จากระดับประมาณ 1,250 จุดเมื่อต้นปี ขึ้นมาอยู่ที่ 1,598 จุด ณ วันที่ 30 กรกฎาคม แม้หุ้น DELTA ยังคงมีผลต่อดัชนี แต่ไพบูลย์ชี้ว่า หากไม่รวม DELTA ดัชนีจะอยู่ที่ประมาณ 1,547 จุด หมายความว่าอิทธิพลของหุ้น DELTA ต่อดัชนีเหลือราว 50 จุด จากช่วงก่อนหน้าที่เคยทำให้ดัชนีเขย่งมากถึง 150-160 จุด และในแง่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นเกือบ 30% และหากไม่รวม DELTA ยังอยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งยังถือว่าโดดเด่น
คำถามสำคัญ คือ ตลาดหุ้นไทยจะสามารถรักษาขาขึ้นรอบนี้ได้นานแค่ไหน ?
ไพบูลย์มองว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสอยู่ในภาวะขาขึ้นต่อเนื่องในช่วง 12-24 เดือนข้างหน้า จากแรงสนับสนุน 4 ด้าน
ปัจจัยแรก คือ เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนในระดับสูง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และทิศทางดอกเบี้ย แต่เศรษฐกิจโลกยังสามารถรองรับแรงกดดันเหล่านี้ได้ค่อนข้างดี
ปัจจัยที่สอง คือ ไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยไทยกำลังถูกมองเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รอบใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายและเทคโนโลยีขั้นสูง ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีมูลค่าการลงทุนได้รับอนุมัติแล้ว 1.31 ล้านล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก จึงเป็นตัวเลขที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจอย่างมาก
ปัจจัยที่สาม คือ เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว แม้ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตระดับ 1-2% ได้ในทันที โดย IMF คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.9% และปี 2570 โต 2.2% แต่ตลาดทุนกำลังมองตัวเลขการลงทุนและ FDI เป็นดัชนีชี้นำว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสแข็งแกร่งขึ้นในระยะข้างหน้า หากการลงทุนที่ได้รับอนุมัติเดินหน้าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง
ปัจจัยที่สี่ คือ กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มกลับมาเติบโต โดย FETCO ประเมินว่า กำไร บจ.มีโอกาสเติบโตเฉลี่ย 8-10% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า เมื่อประกอบกับ valuation ที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ โดย 12-month forward P/E ของตลาดอยู่ที่ประมาณ 15.5 เท่า และหากไม่รวม DELTA อยู่ที่ 13.3 เท่า เทียบกับในอดีตที่ตลาดเคยซื้อขายราว 16 เท่า จึงยังไม่ใช่ระดับที่นักลงทุนต่างชาติมองว่าแพงเกินไป
“หลายปัจจัยที่พูดถึงเป็นการคาดการณ์อนาคต ถ้าไม่เป็นไปตามที่คาดก็อาจทำให้ตลาดหุ้นไทยสะดุดได้ โดยเฉพาะเรื่อง FDI รอบใหม่ ซึ่งวันนี้นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญมาก เขาเห็นทั้งตัวเลขของ BOI ที่ครึ่งปีแรกมีมูลค่าการลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้ว 1.31 ล้านล้านบาท และเห็นความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุนการลงทุนอย่างเต็มที่ จึงให้น้ำหนักกับปัจจัยนี้มาก แต่ถ้าการลงทุนไม่เกิดขึ้นจริงตามแผน หรือมีการชะลอออกไปนาน ก็อาจทำให้ภาพตลาดหุ้นไทยไม่เป็นไปตามที่คาด
“อีกปัจจัยคือเรื่องการเมือง เหตุผลหนึ่งที่ต่างชาติมองตลาดหุ้นไทยค่อนข้าง bullish เพราะเขามองว่า วันนี้การเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไป นักลงทุนต่างชาติก็อาจเปลี่ยนมุมมองได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น 2 ปัจจัยนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจับตา” ประธานกรรมการ FETCO กล่าว
นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจและเงินทุนต่างชาติแล้ว ไพบูลย์มองว่าโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีโอกาสช่วยยกระดับตลาดหุ้นไทยในระยะยาว โดยโครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ การปลดล็อกมูลค่าของบริษัทจดทะเบียนที่ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (book value) ซึ่งโครงการนี้เป็นการเดินตามแนวทางที่ตลาดหุ้นในเอเชียบางแห่งเคยดำเนินการและประสบความสำเร็จมาแล้ว ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง
ไพบูลย์กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ซึ่งหมายความว่ายังมีพื้นที่ให้บริษัทเหล่านี้เพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นได้อีก
จากข้อมูลที่นักวิเคราะห์ติดตาม พบว่า มีหุ้นกว่า 400 บริษัททั้งใน SET ที่ซื้อขายต่ำกว่า book value ขณะที่บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ JUMP+ แล้วกว่า 100 บริษัทก็เปิดเผยแผนงานออกมาแล้ว ซึ่งไพบูลย์มองว่าหลายบริษัทมีแผนที่น่าสนใจและอาจเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยของตลาดหุ้นไทย
ไพบูลย์บอกอีกว่า โครงการนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก แม้ข้อจำกัดคือหุ้นบางบริษัทมีขนาดเล็กเกินกว่าที่ต่างชาติจะเข้าลงทุนโดยตรงได้ แต่กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชียังมีอยู่ จึงถือเป็นอีกพื้นที่ที่สามารถสร้างอัปไซด์ให้ตลาดได้ หากบริษัทสามารถยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าธุรกิจได้ตามเป้าหมาย
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ประธานกรรมการ FETCO แนะ 6 กลุ่มหุ้นไทยที่น่าลงทุน ดังนี้