
ท่ามกลางภาวะกำลังซื้อเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง และเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น การประกาศเป้าหมายรายได้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน โครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงมุ่งเปลี่ยน “คำมั่น” ของบริษัทจดทะเบียนให้เป็นแผนดำเนินงานระยะสามปีที่มีเป้าหมาย แนวทางปฏิบัติ ปัจจัยเสี่ยง และหมุดหมายที่สามารถติดตามผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้แผนดังกล่าว บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ตั้งเป้าเพิ่มรายได้สู่ระดับ 31,000 ล้านบาทภายในปี 2571 โดยจะขยายตลาดต่างจังหวัด เพิ่มสัดส่วนโครงการคอนโดมิเนียม นำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาคอขวดด้านสินเชื่อ และกระจายแหล่งรายได้ไปยังธุรกิจในออสเตรเลียและธุรกิจใหม่
ศุภาลัยวางเป้าเพิ่มรายได้จาก 24,772 ล้านบาทในปี 2568 เป็น 27,000 ล้านบาทในปี 2569 ก่อนขยับเป็น 29,000 ล้านบาทในปี 2570 และแตะ 31,000 ล้านบาทในปี 2571 หากทำได้ตามแผน รายได้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 25% จากฐานปี 2568 หรือเติบโตเฉลี่ยราว 7.8% ต่อปี
แม้เป้าหมายดังกล่าวอาจไม่ไกลเกินเอื้อม แต่บททดสอบที่แท้จริงอยู่ที่ความสามารถในการระบายสต็อก รักษาอัตรากำไร และเปลี่ยนการฟื้นตัวของรายได้ให้เป็นการเติบโตที่สร้างมูลค่าได้ในระยะยาว
JUMP+ เป็นโครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มุ่งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน โดยกำหนดให้บริษัทที่เข้าร่วมจัดทำแผนดำเนินงานระยะสามปี ครอบคลุมปี 2569-2571 ในสามมิติ ได้แก่ การดำเนินธุรกิจ การยกระดับธรรมาภิบาล และการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ
แผนดังกล่าวต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท พร้อมรายงานความคืบหน้าและสื่อสารกับผู้ลงทุนทุก 6 เดือน
หลังปิดรับสมัครและรับแผนจากบริษัทที่เข้าร่วม ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการมากกว่า 140 บริษัท JUMP+ จึงเปรียบเสมือน “สมุดพก” ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนเปรียบเทียบได้ว่า บริษัทใดกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน มีมาตรการรองรับความเสี่ยง และสามารถทำได้จริงตามที่ประกาศไว้
“ศุภาลัย” ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย เป็นหนึ่งในบริษัทที่เปิดเผยแผน JUMP+ ต่อสาธารณะ โดยแผนดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ก่อนเผยแพร่ในวันถัดมา
แผน JUMP+ ของศุภาลัยเริ่มต้นจากฐานผลประกอบการที่อ่อนตัวลงอย่างชัดเจน โดยรายได้ปี 2568 อยู่ที่ 24,772 ล้านบาท ลดลงจาก 31,985 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 4,015 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 34.29% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 16.40% ส่วนอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) อยู่ที่ 7.51% และ 5.98% ตามลำดับ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าโจทย์ของบริษัทไม่ได้มีเพียงการฟื้นรายได้ แต่ยังรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทุนและยกระดับความสามารถในการทำกำไรไปพร้อมกัน
เมื่อพิจารณาจากฐานปี 2568 เป้าหมายรายได้ 31,000 ล้านบาทในปี 2571 ถือเป็นการฟื้นตัวที่มีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ศุภาลัยเคยทำรายได้ 31,818 ล้านบาทในปี 2566 และ 31,985 ล้านบาทในปี 2567 มาแล้ว เป้าหมายปลายแผนจึงยังไม่ใช่การสร้างสถิติสูงสุดใหม่ แต่เป็นการผลักดันรายได้กลับเข้าใกล้ระดับที่บริษัทเคยทำได้
ด้านหนึ่ง เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนว่าศุภาลัยวางแผนอย่างระมัดระวังและสอดคล้องกับภาวะตลาด แต่อีกด้านก็ทำให้ต้องพิจารณาให้ลึกกว่าตัวเลขรายได้ เพราะการสร้างมูลค่าตามเป้าหมายของ JUMP+ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อโครงสร้างรายได้ กระแสเงินสด และความสามารถในการทำกำไรแข็งแกร่งกว่ารอบที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงการพารายได้กลับไปแตะระดับเดิมภายในสามปีเท่านั้น
ปี 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือ โดยศุภาลัยเตรียมส่งมอบคอนโดมิเนียมสามโครงการ ได้แก่ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ศุภาลัย เซนส์ ศรีนครินทร์ และศุภาลัย คราม เขาเต่า พร้อมเปิดโครงการคอนโดมิเนียมใหม่มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท และขยายพื้นที่พัฒนาโครงการให้ครอบคลุม 30 จังหวัด
ขณะเดียวกัน บริษัทจะนำระบบ D.E.A.L. และ AI มาใช้คัดกรองสินเชื่อ จัดทำแคมเปญเฉพาะกลุ่มเพื่อระบายสินค้าคงค้าง และเริ่มก่อสร้างคลังสินค้าผ่านกิจการร่วมค้า
ปี 2570 เป็นช่วงขยายผล โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ดำเนินธุรกิจเป็น 32 จังหวัด พร้อมพัฒนาสินค้ากลุ่มใหม่สำหรับผู้มีรายได้ระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง ซึ่งต้องอาศัยการออกแบบพื้นที่และควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ศุภาลัยยังวางแผนเชื่อมโยงข้อมูลกับธนาคารแบบอัตโนมัติ เปิดโครงการคอนโดมิเนียมเพิ่มเติม ขยายการลงทุนในออสเตรเลีย และใช้ Data Analytics วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า เพื่อพัฒนารูปแบบสินค้าให้แม่นยำยิ่งขึ้น
ปี 2571 ผลของการปรับพอร์ตธุรกิจควรเริ่มปรากฏชัดเจน ศุภาลัยตั้งเป้าขยายพื้นที่ดำเนินธุรกิจให้ครอบคลุม 34 จังหวัด เพิ่มสัดส่วนรายได้จากคอนโดมิเนียมเป็น 35-45% ตลอดจนต่อยอดการลงทุนในต่างประเทศและธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ
ลำดับของแผนมีความต่อเนื่องตั้งแต่การแก้ปัญหาด้านการโอนและสินค้าคงค้างในปีแรก ไปสู่การขยายผลิตภัณฑ์และทำเลในปีที่สอง ก่อนปรับโครงสร้างรายได้ในปีสุดท้าย อย่างไรก็ตาม หากผลดำเนินงานในปีแรกต่ำกว่าเป้าหมาย ภาระในการเร่งทำผลงานย่อมถูกส่งต่อไปกดดันสองปีที่เหลือทันที
เครื่องยนต์แรกคือการขยายฐานไปยังต่างจังหวัด ศุภาลัยตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่พัฒนาโครงการจาก 30 จังหวัดในปี 2569 เป็น 32 จังหวัดในปี 2570 และ 34 จังหวัดในปี 2571 กลยุทธ์นี้ต่อยอดจากฐานตลาดเดิมที่ค่อนข้างแข็งแรง โดยบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีระบุว่า ยอดขายในต่างจังหวัดคิดเป็น 39-47% ของยอดขายรวมในช่วงปี 2564-2568 และคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 40-45% ตลอดระยะเวลาของแผน
การกระจายพื้นที่ช่วยลดการพึ่งพาตลาดกรุงเทพฯ แต่จำนวนจังหวัดที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะสร้างผลตอบแทนได้เท่ากัน ความแม่นยำในการเลือกทำเลและกำหนดขนาดโครงการให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ จึงมีความสำคัญมากกว่าจำนวนจังหวัดเพียงอย่างเดียว
เครื่องยนต์ที่สองคือการเพิ่มสัดส่วนคอนโดมิเนียม ศุภาลัยตั้งเป้าให้รายได้จากคอนโดมิเนียมเพิ่มเป็น 35-45% ของพอร์ตในปี 2571 จากสัดส่วนการโอนเพียง 21% ในปี 2568 โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดโครงการใหม่มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท
กรุงศรีมองว่าศุภาลัยยังมีโอกาสในตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงกลางล่าง เนื่องจากคู่แข่งบางรายลดการเปิดโครงการในกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจคอนโดมิเนียมมีความเสี่ยงด้านจังหวะการรับรู้รายได้มากกว่าโครงการแนวราบ เพราะรายได้ก้อนใหญ่ขึ้นอยู่กับการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและการโอนกรรมสิทธิ์ตามกำหนดเวลา
เครื่องยนต์ที่สามคือธุรกิจในออสเตรเลีย ปัจจุบันศุภาลัยมีโครงการระหว่างพัฒนา 25 โครงการ กระจายอยู่ใน 4 รัฐ 6 เมือง คิดเป็นมูลค่ารวม 176,500 ล้านบาท การลงทุนส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านกิจการร่วมค้าและรับรู้ผลตอบแทนในรูปส่วนแบ่งกำไร บริษัทตั้งเป้ายอดขายในออสเตรเลียไว้ที่ 15,000 ล้านบาท และยอดโอน 10,500 ล้านบาทในปี 2569 ก่อนเติบโตอีก 5-10% ในช่วงปี 2570-2571
กรุงศรีประเมินว่า กำไรจากออสเตรเลียคิดเป็นประมาณ 18% ของกำไรสุทธิในปี 2568 และคาดว่าจะมีสัดส่วนราว 17-18% ตลอดระยะเวลาของแผน ตลาดออสเตรเลียจึงมีบทบาททั้งเป็นกันชนด้านกำไรและช่วยกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ แต่ยังต้องเผชิญความผันผวนจากวัฏจักรอสังหาริมทรัพย์ อัตราแลกเปลี่ยน และผลการดำเนินงานของพันธมิตรร่วมทุน
เครื่องยนต์ที่สี่คือการแก้ปัญหาคอขวดด้านสินเชื่อผ่านระบบ D.E.A.L. และ AI ซึ่งทำหน้าที่จับคู่ข้อมูลลูกค้ากับเกณฑ์สินเชื่อของธนาคารพันธมิตร 10 แห่ง กรุงศรีระบุว่า หลังเริ่มใช้ระบบตั้งแต่กลางปี 2568 กระบวนการอนุมัติสินเชื่อรวดเร็วขึ้น 46% ขณะที่ระยะเวลาระบายยอดขายรอโอนของโครงการแนวราบลดลงจาก 4-5 เดือน เหลือ 2-3 เดือน
จุดเด่นของระบบไม่ได้อยู่ที่การทำให้ลูกค้าทุกรายได้รับอนุมัติสินเชื่อ แต่คือการส่งลูกค้าไปยังธนาคารที่มีเกณฑ์เหมาะสมตั้งแต่ต้น ช่วยลดระยะเวลารอและต้นทุนในกระบวนการ พร้อมเพิ่มความแม่นยำในการประเมินยอดโอนของบริษัท
เครื่องยนต์สุดท้ายคือการสร้างรายได้ประจำจากอาคารสำนักงาน เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ธุรกิจค้าปลีก และคลังสินค้าผ่านกิจการร่วมค้า กรุงศรีประเมินว่า ธุรกิจกลุ่มนี้ยังมีขนาดไม่มากพอที่จะเปลี่ยนภาพรวมในระยะสั้น ขณะที่ธุรกิจคลังสินค้าอาจเริ่มสร้างผลลัพธ์ชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป จึงควรมองเครื่องยนต์นี้เป็นการวางฐานรายได้ระยะยาว มากกว่าจะเป็นแหล่งรายได้ที่เข้ามาชดเชยยอดขายที่อยู่อาศัยได้ภายในกรอบแผนสามปี
บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีประเมินว่า เป้าหมายการเติบโตของรายได้เฉลี่ยราว 7% ต่อปีมีความเป็นไปได้ แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์อาจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ ศุภาลัยมีโครงการพร้อมขายและอยู่ระหว่างพัฒนารวมมูลค่า 136,700 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายรายได้สะสม 87,000 ล้านบาทในช่วงปี 2569-2571 อย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทยังมีฐานะการเงินที่รองรับการเปิดโครงการได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนอยู่ที่ 0.64 เท่าในปี 2568 และกรุงศรีคาดว่าจะรักษาระดับไว้ที่ 0.6-0.7 เท่าตลอดระยะเวลาของแผน ขณะที่เงินลงทุนปีละ 16,000-18,000 ล้านบาทยังอยู่ในระดับที่ฐานทุนรองรับได้
ศุภาลัยเริ่มต้นปี 2569 ด้วยยอดขายรอโอนจากปีก่อนประมาณ 13,500 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขายใหม่ 30,000 ล้านบาท และเตรียมเปิดโครงการใหม่มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ช่วยสร้างฐานสำหรับการรับรู้รายได้ในอนาคต แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่าโครงการที่เปิดเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับอัตราการขาย ความสามารถของผู้ซื้อในการขอสินเชื่อ และการเปลี่ยนยอดจองให้เป็นยอดโอนจริง
อย่างไรก็ตาม มูลค่าโครงการ 136,700 ล้านบาทสามารถตีความได้สองด้าน ด้านหนึ่งคือฐานสินค้าที่พร้อมรองรับการเติบโตโดยไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อที่ดินใหม่ แต่อีกด้านหนึ่งคือสต็อกจำนวนมากที่ต้องเปลี่ยนให้เป็นยอดโอนและกระแสเงินสด หากยอดขายชะลอตัวหรือลูกค้าไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ มูลค่าโครงการดังกล่าวอาจเปลี่ยนจากแต้มต่อเป็นเงินทุนที่จมอยู่ในสินทรัพย์
ความเสี่ยงนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อโครงการพร้อมขายและอยู่ระหว่างพัฒนามีสัดส่วนโครงการแนวราบต่อคอนโดมิเนียมประมาณ 80 ต่อ 20 ศุภาลัยจึงต้องเร่งระบายสินค้ากลุ่มเดิมควบคู่กับการสร้างพอร์ตคอนโดมิเนียมใหม่ เพื่อให้โครงสร้างพอร์ตเปลี่ยนไปตามเป้าหมายรายได้ที่วางไว้
รอยต่อแรกคือสินเชื่อ อัตราปฏิเสธสินเชื่อของศุภาลัยอยู่ที่ 20% ในปี 2567 และ 17% ในปี 2568 สูงกว่าช่วงก่อนหน้า โดยสินค้าพร้อมขายมีราคาเฉลี่ยประมาณ 4.2 ล้านบาทต่อยูนิตและกระจุกในกลุ่มกลางถึงกลางล่าง ซึ่งอ่อนไหวต่อความสามารถในการกู้
ย้อนหลังอัตราปฏิเสธเคยอยู่ที่ 17% ในปี 2564 ลดเหลือ 12% ในปี 2565 ก่อนเพิ่มเป็น 14% ในปี 2566 และ 20% ในปี 2567 แม้ D.E.A.L. จะช่วยจับคู่ธนาคารได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถทดแทนกำลังซื้อหรือคุณภาพเครดิตของลูกค้าได้ทั้งหมด
รอยต่อที่สองคือจังหวะการเพิ่มพอร์ตคอนโด โครงการคอนโดที่จะสร้างเสร็จใหม่ในช่วงปี 2569-2571 มีมูลค่ารวม 14,400 ล้านบาท แบ่งเป็น 6,220 ล้านบาทในปี 2569 เพียง 1,520 ล้านบาทในปี 2570 และ 6,660 ล้านบาทในปี 2571 โดยมีอัตราขายเฉลี่ยราว 50%
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่ารายได้คอนโดอาจไม่เพิ่มเป็นเส้นตรง การดันสัดส่วนขึ้นสู่ 35-45% จึงต้องอาศัยทั้งการก่อสร้างและการโอนตรงเวลา รวมถึงการระบายคอนโดพร้อมอยู่ที่มีอยู่ราว 15,800 ล้านบาท หากโครงการใดเลื่อน ยอดโอนของทั้งปีอาจเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
รอยต่อสุดท้ายคืออัตรากำไร หากบริษัทใช้โปรโมชั่นราคาหนักเพื่อเร่งสต็อก รายได้อาจถึงเป้าแต่อัตรากำไรขั้นต้นถูกบีบ กรุงศรีประเมินอัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจที่อยู่อาศัยไว้ราว 34-35% ในช่วงปี 2569-2571 ใกล้เคียงปี 2568 ระดับดังกล่าวยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม แต่มีพื้นที่ให้ถอยไม่มากนักเมื่อเผชิญการแข่งขัน ราคาพลังงาน และต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น
วิธีลดความเสี่ยงจึงไม่ควรมีเพียงส่วนลด แต่รวมถึงการปรับแบบสินค้าให้คุ้มค่า ใช้ขนาดการจัดซื้อช่วยลดต้นทุน ชะลอการก่อสร้างในทำเลที่มีสต็อกเพียงพอ และปรับจังหวะเปิดโครงการให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ
แผน JUMP+ ของศุภาลัยไม่ได้หยุดที่รายได้ บริษัทยังวางแผนยกระดับการต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชัน การป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน และระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ พร้อมจัดทำและทวนสอบบัญชีก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมขอบเขต 1, 2 และ 3 รวมถึงกิจกรรมของโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม
การกำหนดระบบเจ้าของข้อมูลและการตรวจสอบภายในมีความสำคัญ เพราะแผนที่สื่อสารทุก 6 เดือนจะน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อตัวเลขมีที่มาและใช้มาตรฐานเดียวกันตลอดสามปี
ด้านสภาพภูมิอากาศ บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 และ 2 ลง 40% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับกรณีปกติ และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 เป้าหมายเหล่านี้อาจไม่เพิ่มยอดจองทันที แต่ช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ ชื่อเสียง และต้นทุนพลังงาน พร้อมเปิดทางให้บริษัทออกแบบอาคารที่ใช้พลังงานและวัสดุมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เงื่อนไขคือบริษัทต้องเปิดเผยปีฐาน ขอบเขตการคำนวณ วิธีวัด และผลที่ลดได้จริงอย่างสม่ำเสมอ มิฉะนั้นเป้าหมายระยะยาวอาจวัดผลได้ยาก
ในภาพรวม JUMP+ ของศุภาลัยมีตรรกะที่เชื่อมโยงกันชัดเจน การขยายต่างจังหวัดและออสเตรเลียช่วยกระจายตลาด คอนโดมิเนียมช่วยปรับสมดุลพอร์ต D.E.A.L. แก้ปัญหาสินเชื่อที่ขวางยอดโอน ส่วนคลังสินค้าและรายได้ประจำช่วยลดความผันผวน ขณะที่ฐานโครงการและฐานะการเงินทำให้เป้ารายได้ 31,000 ล้านบาทมีความเป็นไปได้
จุดแข็งคือบริษัทไม่ได้ฝากอนาคตไว้กับเครื่องยนต์เดียว และมีงบดุลรองรับการลงทุน จุดอ่อนคือเครื่องยนต์แต่ละตัวมีเวลาส่งผลต่างกัน ตลาดต่างจังหวัดต้องเลือกทำเลแม่น คอนโดขึ้นกับกำหนดเสร็จ ออสเตรเลียรับรู้ผ่านกิจการร่วมค้า D.E.A.L. แก้กระบวนการได้แต่แก้กำลังซื้อไม่ได้ ส่วนรายได้ประจำยังเล็ก
ดังนั้น ความเสี่ยงหลักของแผนไม่ใช่การขาดโครงการ แต่คือการประสานทุกส่วนให้เปลี่ยนสต็อกเป็นเงินสดโดยไม่เสียอัตรากำไร สมุดพกทุก 6 เดือนจึงควรดูทั้งยอดโอน อัตราปฏิเสธสินเชื่อ สต็อก อัตราขายคอนโด อัตรากำไร และกำไรจากออสเตรเลียควบคู่กัน
หากใครอยากฟังกลยุทธ์และการเติบโตของศุภาลัย จาก นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) สามารถมาร่วมงาน “Empowering Opportunities: เปลี่ยนเกมตลาดทุนไทย สู่โอกาสการลงทุนที่ยั่งยืน” งานสัมมนาฟรีเพื่อนักลงทุนรายย่อย ในการค้นหาโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการบริหารความเสี่ยงท่ามกลางความท้าทายใหม่ของตลาดทุนไทย
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 | เวลา 08.30 – 12.00 น.
ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ลงทะเบียนฟรี! (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด) ได้ที่: https://forms.gle/tirUfSgwNb2BF5zR9