
ในการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือG7 ในวันอังคารที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีของยูเครน ผู้เป็นแขกรับเชิญของการประชุมนี้ก็ได้ใช้โอกาสนี้แสดงความคืบหน้าทางการทหารในการรับมือกับรัสเซีย เพื่อโน้มน้าวให้ทรัมป์เห็นว่า ประธานาธิบดีปูตินไม่มีทางชนะสงครามนี้ได้ และควรผลักดันให้รัสเซียเข้าสู่โต๊ะเจรจา และนอกจากประเด็นวิกฤตสงครามรัสเซียแล้ว ยังมีการหารือถึงประเด็นการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และสงครามอิหร่านด้วย
Spotlight จะพาไปดูว่า จากการหารือในการประชุม G7 ผู้นำต่างว่ายังไงกันบ้างถึงสงครามยูเครน - รัสเซีย และสงครามอิหร่าน?
หลังการประชุม ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ได้โพสต์ข้อความลงบน X ว่า ยูเครนได้รับคำสัญญาที่สำคัญจาก G7 ดังนี้
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี กล่าวเสริมว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สหรัฐฯ พร้อมที่จะเป็นกองกำลังสนับสนุนหลัก พร้อมกับย้ำว่า รัสเซียต้องเรียนรู้ว่าการทำสงครามของพวกเขาจะไม่มีวันกลายเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ ขอบคุณสำหรับทุกความช่วยเหลือจากทุกประเทศ
ทรัมป์ได้เผยกับสำนักงานข่าวต่างประเทศด้วยความมั่นใจว่า การประชุมนี้เป็นไปด้วยดีมาก ๆ กับยูเครน รัสเซียควรทำข้อตกลงสันติภาพกับยูเครน และเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยหยุดสงครามนี้ให้ได้ เพราะยอดรวมของผู้เสียชีวิตจากสงครามนี้มีมากเกินไปแล้ว พร้อมกับกล่าวย้ำว่าเขาเคยยุติสงครามมาแล้วถึง 8 ครั้ง และนี่เป็นสงครามที่เขาคิดว่าหยุดง่ายที่สุด
นอกจากนี้ อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้เผยอย่างมั่นใจว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เราต่างกำลังเข้าข้างยูเครนซึ่งต่างจากปี 2568 อย่างมาก เธอยังกล่าวเสริมว่า ยูเครนกำลังยืนหยัดปกป้องแนวหน้าประเทศตัวเองอย่างกล้าหาญ และตอนนี้รัสเซียได้แสดงออกถึงความเหนื่อยล้าจากสงครามนี้อย่างชัดเจน นี่จึงเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะเพิ่มการสนับสนุนยูเครนอีก 2 เท่า
นอกเหนือจากเรื่องวิกฤตสงครามยูเครนแล้ว ผู้นำ G7 ยังได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่การเร่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเร็วที่สุด และการค้นหาเส้นทางพลังงานสำรอง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญจากสงครามอิหร่าน
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสเผยว่า ประเทศฝรั่งเศส และเหล่าเพื่อนบ้านของเขาในชาติตะวันตกพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้ช่องแคบแห่งนี้เปิดใช้งานได้สมบูรณ์บนพื้นฐานของสันติภาพ
ในขณะเดียวกันทรัมป์เผยว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์ในวันศุกร์นี้ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จะมีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการที่นครเจนีวา โดยข้อตกลงที่เพิ่งลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์ไปเมื่อวันจันทร์ จะเป็นการเปิดกรอบ MOU และขยายเวลาหยุดยิงเป็นเวลา 60 วันสำหรับการเจรจาในขั้นต่อไป โดยจะมีประเด็นเรื่องยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูง และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งทรัมป์คาดการณ์ว่า การเจรจากับอิหร่านในระยะต่อไปนี้จะง่ายกว่าเดิม
นอกจากนี้ทรัมป์เองได้ประณามอิสราเอลจากการโจมตีเลบานอนผ่านการประชุมนี้ด้วยว่า เบนจามิน เนทันยาฮูต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ และตอนี้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเกินไปแล้ว พร้อมบอกว่า ซีเรียจะจัดการกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ดีกว่าอิสราเอล ให้หยุดการโจมตีได้แล้ว