
ขณะที่สายตาของผู้คนทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่อิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ เพราะความเคลื่อนไหวรายวันที่ออกมา ล้วนส่งผลต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพของผู้คนทั่วโลก สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 ก็ยังคงดำเนินอยู่ และยังไม่ได้ยุติลงแต่อย่างใด
แม้จะมีความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นับตั้งแต่กลับมานั่งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่สองในการยุติสงครามดังกล่าว แต่ดูเหมือนว่า การตัดสินใจทั้งหมด น่าจะเป็นของฝ่ายรัสเซียมากกว่า เพราะแม้ทรัมป์จะเจรจากับปูตินมาแล้ว สงครามก็ยังไม่สามารถปิดฉากลงได้
แต่ในขณะที่ความสนใจของผู้คนแปรเปลี่ยนจาก “รัสเซีย-ยูเครน” ไปแล้ว ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย กลับส่งสัญญาณว่า สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนอาจ “ใกล้ถึงจุดสิ้นสุด” พร้อมกล่าวโทษชาติตะวันตกอีกครั้งว่า เป็นฝ่ายยืดเยื้อความขัดแย้งผ่านการสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน
หรือนี่จะเป็นตอนใกล้อวสานของสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานดังกล่าว แต่เพราะเหตุใด ปูตินถึงต้องรอจนถึงตอนนี้ และตลอดระยเวลาที่ผ่านมา รัสเซียสูญเสียไปเท่าไหร่ ทั้งจำนวนชีวิตผู้คนและความเสียหายทางเศรษฐกิจ วันนี้ Spotlight จะพาไปหาคำตอบ
หลังเสร็จสิ้นพิธีเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะในกรุงมอสโกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ปูตินกล่าวว่า เขาพร้อมเปิดการเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ไม่ว่าจะในกรุงมอสโกหรือประเทศที่เป็นกลางก็ตาม
ผู้นำรัสเซียยังระบุว่า พร้อมหารือเรื่อง “สถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่” กับยุโรป โดยผู้ที่เขาต้องการเจรจาด้วยมากที่สุดคือ แกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนี
อย่างไรก็ตาม ชโรเดอร์ถูกวิจารณ์อย่างหนักในเยอรมนี จากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับปูติน โดยหลังพ้นตำแหน่งในปี 2005 เขาได้เข้ารับตำแหน่งประธานกลุ่มความร่วมมือท่อส่งก๊าซรัสเซีย-เยอรมนี ซึ่งเป็นโครงการที่ถูกถกเถียงอย่างมาก
เมื่อถูกถามหลังพิธีสวนสนามว่า การสนับสนุนทางทหารของชาติตะวันตกต่อยูเครนนั้น “เลยเถิด” ไปหรือไม่ ปูตินตอบว่า “พวกเขาเป็นฝ่ายเริ่มยกระดับการเผชิญหน้ากับรัสเซีย และสิ่งนั้นก็ยังดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้”
ผู้นำรัสเซียยังกล่าวอีกว่า ชาติตะวันตกใช้เวลาหลายเดือนเฝ้ารอให้รัสเซียพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ และให้รัฐรัสเซียล่มสลาย แต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้น
“แล้วพวกเขาก็ติดอยู่ในวังวนแบบนั้น และตอนนี้ก็ไม่สามารถถอนตัวออกมาได้” ปูตินกล่าวเสริม
นักวิเคราะห์มองว่า การที่ปูตินเริ่มพูดถึงจุดจบของสงครามในเวลานี้ อาจสะท้อนบรรยากาศแห่ง “ความหวังและความมองโลกในแง่ดี” ของประชาคมโลก มากกว่าจะเป็นสัญญาณชัดเจนว่าสงครามใกล้ยุติจริง ๆ
เคียร์ ไจลส์ นักวิเคราะห์จากสถาบัน Chatham House ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา มีคำประกาศมากมายว่าสงครามใกล้สิ้นสุด แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง พร้อมเตือนว่า ไม่ควรตีความคำพูดของปูตินว่าเป็นสัญญาณที่เชื่อถือได้ว่าความขัดแย้งกำลังจะคลี่คลาย
ไจลส์ยังมองว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ ปูตินอาจเริ่มตระหนักว่า รัสเซียไม่ได้เป็นฝ่ายชนะสงครามอย่างที่คาดหวังไว้ และอาจเปิดกว้างต่อการ “หยุดพักสงคราม” มากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาเคยปฏิเสธความพยายามไกล่เกลี่ยสันติภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ เพราะเชื่อว่ารัสเซียจะได้ประโยชน์จากการสู้รบต่อมากกว่าการหยุดยิง
นับจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ปี 2026 ความสูญเสียทางเศรษฐกิจของรัสเซียจากสงครามยูเครน ถูกประเมินว่ามีมูลค่ารวมราว 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมทั้งการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ อุปกรณ์ทางทหารที่ถูกทำลาย และผลิตภัณฑ์มวลรวมทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ที่หายไป โดยสงครามได้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเศรษฐกิจรัสเซีย ผ่านการใช้จ่ายทางทหารมหาศาล ภาวะเงินเฟ้อสูง การขาดแคลนแรงงาน และข้อจำกัดในภาคการผลิต
ข้อมูลจนถึงต้นปี 2026 ระบุว่า ต้นทุนสงครามตลอดระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนในปี 2022 จนถึงปี 2026 มีมูลค่าสูงกว่าขนาดเศรษฐกิจทั้งปีของรัสเซียเอง และหากไม่มีสงคราม เศรษฐกิจรัสเซียในปัจจุบันอาจมีขนาดใหญ่กว่านี้ราว 12%
หนึ่งในสัญญาณสำคัญของแรงกดดันทางเศรษฐกิจ คือการลดลงอย่างรวดเร็วของ “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” หรือ National Wealth Fund ซึ่งเปรียบเสมือนเงินสำรองฉุกเฉินของรัฐบาลรัสเซีย โดยสินทรัพย์สภาพคล่องในกองทุนดังกล่าวลดลงจาก 9.7 ล้านล้านรูเบิล เมื่อเดือนมีนาคม 2022 เหลือเพียง 3.8 ล้านล้านรูเบิล ณ วันที่ 1 เมษายน 2026
ขณะเดียวกัน รายได้จากการส่งออกพลังงาน ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของเศรษฐกิจรัสเซีย ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกและการโจมตีด้วยโดรน โดยรายได้จากพลังงานลดลงถึง 50% ในช่วงปีแรก ๆ ของสงคราม และในปี 2025 รายได้ยังลดลงอีกประมาณ 20%
ภาคการผลิตของรัสเซียยังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยมากกว่า 43% ของโรงงานอุตสาหกรรมรายงานว่าประสบปัญหาขาดคนงาน ขณะที่แรงงานกว่า 1.5 ล้านคนหายไปจากตลาดแรงงาน เนื่องจากการอพยพออกนอกประเทศหรือเสียชีวิตจากสงคราม