
ตลาดวิดีโอสตรีมมิงเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่แข่งขันดุเดือดที่สุดของอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง แต่ละค่ายกำลังเร่งหาวิธีเพิ่มรายได้ ขยายฐานสมาชิก และทำกำไรให้ได้มากขึ้น ขณะที่ตลาดกำลังขยายขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังไม่ใกล้จุดอิ่มตัว
ข้อมูลจาก Statista คาดการณ์ว่า ตลาดวิดีโอสตรีมมิงแบบสมัครสมาชิก (SVOD) ทั่วโลกในปี 2026 จะมีมูลค่า 98,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเติบโตเฉลี่ย 5.89% ต่อปี (CAGR) ไปแตะ 123,680 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 โดยสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดหลัก ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ 35,210 ล้านดอลลาร์ในปีนี้
ขณะที่งานวิจัยของ Mordor Intelligence ประเมินตลาดวิดีโอออนดีมานด์ (VOD) ซึ่งกว้างกว่า SVOD ไว้ที่ 140,630 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 และคาดว่าจะขยายไปแตะ 242,030 ล้านดอลลาร์ในปี 2031 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 11.47% ต่อปี สะท้อนว่าอุตสาหกรรมนี้ยังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก โดยเฉพาะในตลาดนอกสหรัฐฯ และการเติบโตจากโฆษณาบนแพลตฟอร์ม
SPOTLIGHT ชวนมาดูกันว่าในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2026 ที่ผ่านมา 4 ยักษ์ใหญ่ของโลกสตรีมมิงอย่าง Netflix, Disney+, Prime Video และ HBO Max ทำผลงานเป็นอย่างไรกันบ้าง ค่ายไหนเติบโตดีกว่ากัน และแต่ละค่ายมีจุดแข็งอย่างไร กำลังจะงัดกลยุทธ์อะไรมาแข่งกันต่อไป
Netflix ผู้นำตลาดยังคงรักษาความแข็งแกร่งได้ต่อเนื่อง โดยรายงานรายได้ไตรมาสแรกปี 2026 อยู่ที่ 12,250 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.2% จากปีก่อนหน้า (YoY) อัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 32.3% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 5,283 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 82.80% และกำไรต่อหุ้น (Diluted EPS) อยู่ที่ 1.23 ดอลลาร์
Netflix ระบุว่า รายได้ที่เติบโตดีกว่าคาดมาจากรายได้ค่าสมาชิกที่สูงกว่าประมาณการ การปรับราคาล่าสุดประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ขณะที่รายได้จากโฆษณายังเติบโตต่อเนื่อง และคาดว่ารายได้จากโฆษณาปี 2026 จะแตะ 3,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อนหน้า
สำหรับเป้าหมายรายได้ทั้งปี 2026 ยังคงเป้าไว้ที่ 50,700-51,700 ล้านดอลลาร์ พร้อมตั้งเป้าอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) ที่ 31.5%
สำหรับการสร้างการเติบโตในระยะยาว Netflix ระบุว่า จะยกระดับมูลค่าความบันเทิงที่มอบให้แก่สมาชิก และนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงการบริการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างรายได้ด้วยการมอบบริการที่สมาชิกรู้สึกคุ้มค่า ซึ่งจะทำให้การปรับราคาดำเนินไปได้ด้วยดี ขณะเดียวกันก็ตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากโฆษณา
ทั้งนี้ Netflix มองว่าจุดแข็งสำคัญอยู่ที่การมอบความบันเทิงที่คุ้มค่าให้แก่สมาชิก โดยไตรมาสนี้มีตัวชี้วัดด้าน engagement สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมขยายประเภทคอนเทนต์ใหม่ ๆ ทั้งวิดีโอพอดแคสต์ ไลฟ์อีเวนต์ระดับภูมิภาคอย่าง World Baseball Classic ซึ่งทำสถิติผู้ชมในญี่ปุ่น รวมถึงเปิดตัวแอปเกมสำหรับเด็ก
Netflix ยอมรับว่าธุรกิจบันเทิงยังคงมีความเปลี่ยนแปลงและแข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่มั่นใจว่าตนเองยังอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่ง และเชื่อว่าการโฟกัสและการพัฒนาได้เร็วกว่าคู่แข่ง คือหัวใจสำคัญของการรักษาความเป็นผู้นำ
ฝั่ง The Walt Disney Company รายงานผลดำเนินงานธุรกิจ SVOD ซึ่งรวม Disney+, Hulu และ ESPN โดยมีรายได้รวม 5,486 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้นแรงถึง 88% มาอยู่ที่ 582 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ รายได้ค่าสมาชิกอยู่ที่ 4,708 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% ส่วนรายได้โฆษณาอยู่ที่ 821 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12%
Disney ระบุด้วยว่า ธุรกิจ Entertainment SVOD สามารถทำกำไรจากการดำเนินงานระดับเลขสองหลักได้เป็นครั้งแรก และยังคงเป้าหมายอัตรากำไรจากการดำเนินงานทั้งปี 2026 ไว้ที่อย่างน้อย 10%
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขรวมของธุรกิจ ซึ่งรวมทั้ง Disney+, Hulu และ ESPN แต่ก็มาจาก Disney+ เป็นหลัก
Disney ระบุว่า รายได้เติบโตจากทั้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น การปรับขึ้นราคาค่าสมาชิก และผลบวกจากค่าเงิน ขณะที่ธุรกิจโฆษณาเติบโตจากจำนวนการแสดงผลโฆษณาที่มากขึ้น แม้อัตราค่าโฆษณาบางส่วนจะลดลง
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งด้านคอนเทนต์ การผลิต เทคโนโลยี และการจัดจำหน่าย ซึ่งสะท้อนว่าการแข่งขันในตลาดนี้ยังต้องอาศัยการลงทุนมหาศาล
จุดแข็งสำคัญของ Disney ยังคงเป็นพลังของแฟรนไชส์ โดย Disney ยกตัวอย่างความสำเร็จของ Zootopia 2 ที่ทำรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก 1,900 ล้านดอลลาร์ ก่อนต่อยอดกระแสสู่การสตรีมผ่าน Disney+ ซึ่งแฟรนไชส์ Zootopia มียอดรับชมรวมมากกว่า 1,000 ล้านชั่วโมง
ขณะเดียวกัน Disney เร่งพัฒนาแพลตฟอร์มให้กลายเป็นมากกว่า ‘บริการดูวิดีโอ’ ผ่านการปรับปรุงระบบ personalization และ user interface เพื่อเพิ่มเอนเกจเมนต์ รวมถึงเปิดตัวฟีเจอร์ ‘Verts’ บน Disney+ ในเดือนมีนาคม เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาคอนเทนต์และใช้งานแพลตฟอร์มบ่อยขึ้น
อีกยุทธศาสตร์สำคัญคือการมุ่งขยายการเติบโตนอกสหรัฐฯ ด้วยคอนเทนต์ท้องถิ่น ซึ่งเริ่มเห็นผลจากซีรีส์ Battle of Fates ในเกาหลี และ Rivals ในสหราชอาณาจักร
ฝั่ง Warner Bros. Discovery เจ้าของ HBO Max รายงานรายได้ธุรกิจสตรีมมิงอยู่ที่ 2,887 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน ขณะที่รายได้จากสมาชิกเพิ่มขึ้น 8% อยู่ที่ 2,817 ล้านดอลลาร์ และ Adjusted EBITDA เพิ่มขึ้น 17% แตะ 438 ล้านดอลลาร์
การเติบโตหลักยังมาจากการขยาย HBO Max ในตลาดต่างประเทศ รวมถึงการทำข้อตกลงกระจายบริการใหม่ ๆ ในหลายประเทศ ขณะที่รายได้โฆษณาเพิ่มขึ้นถึง 19% จากการเติบโตของสมาชิกแพ็กเกจโฆษณา (ad-lite) แม้ Warner เตือนว่า การไม่มีสิทธิ์ถ่ายทอด NBA ในปีนี้ กระทบอัตราการเติบโตไปราว 5%
ในด้านต้นทุน HBO Max ยังต้องใช้เงินจำนวนมากกับการขยายตลาดต่างประเทศ ทั้งต้นทุนคอนเทนต์และการตลาด ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 6% และค่าใช้จ่ายในการบริหารและการขาย (SG&A) เพิ่มขึ้น 17%
กรณีของ Prime Video ระบุตัวเลขชัด ๆ ไม่ได้ เพราะ Amazon ไม่ได้แยกรายได้ของธุรกิจสตรีมมิงออกมาโดยตรง แต่บันทึกรวมไว้ในรายได้จากบริการสมัครสมาชิก (Subscription Services – ซึ่งประกอบด้วยค่าธรรมเนียมรายปีและรายเดือนการเป็นสมาชิก Amazon Prime วิดีโอดิจิทัล หนังสือเสียง เพลงดิจิทัล อีบุ๊ก และบริการสมัครสมาชิกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของ AWS) และรายได้จากบริการโฆษณา (Advertising Services) สำหรับแพกเกจแบบมีโฆษณา
ดังนั้น ผลการดำเนินงานของ Prime Video จึงสามารถประเมินได้เพียงคร่าว ๆ ผ่านรายได้ในกลุ่ม Subscription Services และบางส่วนของ Advertising Services ของ Amazon เท่านั้น
โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 Amazon มีรายได้จาก Advertising Services อยู่ที่ 17,243 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24% ส่วนรายได้จาก Subscription Services อยู่ที่ 13,427 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15%
แม้จะไม่สามารถแยกผลดำเนินงานของ Prime Video ได้ชัด แต่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า Prime Video เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสตรีมมิงขนาดใหญ่ระดับหัวแถวของอุตสาหกรรม และมีจุดแข็งแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น นั่นคือ Prime Video ไม่ได้ดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์มสตรีมมิงแบบสแตนด์อะโลนเหมือน Netflix หรือ HBO Max แต่ถูก bundle อยู่ภายในสมาชิก Amazon Prime ซึ่งรวมทั้งบริการจัดส่งสินค้า เพลง ดิจิทัลคอนเทนต์ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ของ Amazon ทำให้สมาชิกจำนวนมากไม่ได้สมัคร Prime เพื่อดูวิดีโอเพียงอย่างเดียว
โมเดลนี้ทำให้ Prime Video ไม่ได้มีบทบาทแค่สร้างรายได้จากคอนเทนต์ แต่ยังช่วยรักษาฐานสมาชิก กระตุ้นการใช้งานอีคอมเมิร์ซ และต่อยอดธุรกิจโฆษณาของ Amazon ไปพร้อมกัน ซึ่งกำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในยุคที่แพลตฟอร์มสตรีมมิงเริ่มให้ความสำคัญกับ ‘รายได้โฆษณา’ มากขึ้น
อ้างอิง : Netflix, Disney, Warner และ Amazon