
ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยติดอยู่ในกับดักความเสียหายจากสภาพอากาศสุดขั้ว (Climate Extremes) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ภาพจำซ้ำซากของชาวบ้านที่ต้องวิดน้ำออกจากบ้านในฤดูฝน และเผชิญผืนดินแตกระแหงในฤดูแล้ง ไม่เพียงสะท้อนถึงความเดือดร้อนของประชาชน แต่คือการ "หยุดชะงัก" ของฟันเฟืองเศรษฐกิจระดับชาติอย่างรุนแรง
หากมองย้อนกลับไป ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554 ได้สร้างบาดแผลทางเศรษฐกิจที่ลึกถึง 1.43 ล้านล้านบาท เมื่อนิคมอุตสาหกรรมนับพันแห่งต้องหยุดชะงักลง ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปถึงห่วงโซ่อุปทานโลก และฉุดให้ GDP ของบ้านเราวูบลงทันทีถึง 2.5%
ในปีนี้ไทยยังต้องเผชิญกับเอลนีโญ (El Niño) ปรากฏการณ์ที่ซ้ำเติมให้สถานการณ์วิกฤตยิ่งขึ้น มีการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงสูง 43 จังหวัด ที่อาจเจอปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและภัยแล้งขาดแคลนน้ำในพื้นที่เดียวกัน
เรื่องนี้ รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้สะท้อนภาพที่น่าคิดว่า ที่จริงแล้วโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมูลค่ากว่า 17 ล้านล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมไฮเทค ต่างก็ต้อง "หายใจด้วยรูจมูกของน้ำ" ทั้งสิ้น ซึ่งหากวันใดที่เราล้มเหลวในการจัดการน้ำ วันนั้นน้ำจะเปลี่ยนจากทรัพยากรกลายเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลงในทันที
ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้นำเสนอแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า "Water Economy" หรือ "เศรษฐกิจน้ำ" เพื่อเปลี่ยนจุดยืนของประเทศจากการเป็น "ผู้ประสบภัย" สู่การเป็น "ผู้บริหารสินทรัพย์" ที่สามารถเปลี่ยนมวลน้ำมหาศาลให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้
รศ.ดร.วิทยา ชูหลักการ Water Economy ด้วยการมองน้ำเป็น "เหรียญสองด้าน" ที่เป็นได้ทั้งตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ (Economic Disruptor) หากบริหารจัดการผิดพลาดจนทำลายธุรกิจและคุณภาพชีวิต หรือเป็นตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Economic Generator) หากจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเปลี่ยนทรัพยากรน้ำให้กลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ต้องการน้ำมหาศาลอย่าง Semiconductor และ Data Center พร้อมทั้งปฏิวัติภาคเกษตรกรรมจากเดิมที่ต้อง "รอฝน" ให้ก้าวสู่เกษตรแม่นยำ (Precision Farming) ซึ่งมีการจัดสรรน้ำที่แน่นอนเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นหลายเท่าตัว เปลี่ยนน้ำจากภาระภัยพิบัติให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความมั่งคั่งให้ชาติอย่างยั่งยืน
การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะพลิกวิกฤตน้ำให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้ง พร้อมทั้งสร้างมูลค่าจากการใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นฟันเฟืองหลักในการผลักดันยุทธศาสตร์นี้ผ่านบทบาทแพลตฟอร์มกลางทางวิชาการ ที่เชื่อมโยงทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระดับโลกอย่างเนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันสังเคราะห์ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมมาสื่อสารความเสี่ยงและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย เป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้มีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศสุดขั้ว (Climate Resilience Economy) และเปลี่ยนความเสี่ยงด้านน้ำให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่งและยั่งยืนของประเทศในระยะยาว
หากประเทศไทยต้องการเดินหน้าสู่ Water Economy อย่างเต็มตัว ข้อเสนอแนะ 3 ประการจากเวที Water Resilience Forum 2/2026 คือสิ่งที่รัฐบาลต้องลงมือทันที
เวที Water Resilience Forum 2/2026 สะท้อนชัดว่า การแก้ปัญหาน้ำไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยี ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ เมื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์ และคนในพื้นที่ทำงานร่วมกัน ประเทศไทย จะสามารถ “พลิกน้ำ สร้างชาติ” ได้อย่างแท้จริง