Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ท่วม-แล้งหนักจากเอลนีโญ จุฬาฯ ชู Water Economy พลิกน้ำเป็นโอกาสธุรกิจ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ท่วม-แล้งหนักจากเอลนีโญ จุฬาฯ ชู Water Economy พลิกน้ำเป็นโอกาสธุรกิจ

10 พ.ค. 69
16:11 น.
แชร์

ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยติดอยู่ในกับดักความเสียหายจากสภาพอากาศสุดขั้ว (Climate Extremes) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ภาพจำซ้ำซากของชาวบ้านที่ต้องวิดน้ำออกจากบ้านในฤดูฝน และเผชิญผืนดินแตกระแหงในฤดูแล้ง ไม่เพียงสะท้อนถึงความเดือดร้อนของประชาชน แต่คือการ "หยุดชะงัก" ของฟันเฟืองเศรษฐกิจระดับชาติอย่างรุนแรง

หากมองย้อนกลับไป ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554 ได้สร้างบาดแผลทางเศรษฐกิจที่ลึกถึง 1.43 ล้านล้านบาท เมื่อนิคมอุตสาหกรรมนับพันแห่งต้องหยุดชะงักลง ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปถึงห่วงโซ่อุปทานโลก และฉุดให้ GDP ของบ้านเราวูบลงทันทีถึง 2.5%

ในปีนี้ไทยยังต้องเผชิญกับเอลนีโญ (El Niño) ปรากฏการณ์ที่ซ้ำเติมให้สถานการณ์วิกฤตยิ่งขึ้น มีการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงสูง 43 จังหวัด ที่อาจเจอปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและภัยแล้งขาดแคลนน้ำในพื้นที่เดียวกัน 

เรื่องนี้ รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้สะท้อนภาพที่น่าคิดว่า ที่จริงแล้วโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมูลค่ากว่า 17 ล้านล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมไฮเทค ต่างก็ต้อง "หายใจด้วยรูจมูกของน้ำ" ทั้งสิ้น ซึ่งหากวันใดที่เราล้มเหลวในการจัดการน้ำ วันนั้นน้ำจะเปลี่ยนจากทรัพยากรกลายเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลงในทันที

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้นำเสนอแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า "Water Economy" หรือ "เศรษฐกิจน้ำ" เพื่อเปลี่ยนจุดยืนของประเทศจากการเป็น "ผู้ประสบภัย" สู่การเป็น "ผู้บริหารสินทรัพย์" ที่สามารถเปลี่ยนมวลน้ำมหาศาลให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

Water Economy : พลิกยุทธศาสตร์น้ำให้กลายเป็นตัวคูณทางเศรษฐกิจ

รศ.ดร.วิทยา ชูหลักการ Water Economy ด้วยการมองน้ำเป็น "เหรียญสองด้าน" ที่เป็นได้ทั้งตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ (Economic Disruptor) หากบริหารจัดการผิดพลาดจนทำลายธุรกิจและคุณภาพชีวิต หรือเป็นตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Economic Generator) หากจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเปลี่ยนทรัพยากรน้ำให้กลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ต้องการน้ำมหาศาลอย่าง Semiconductor และ Data Center พร้อมทั้งปฏิวัติภาคเกษตรกรรมจากเดิมที่ต้อง "รอฝน" ให้ก้าวสู่เกษตรแม่นยำ (Precision Farming) ซึ่งมีการจัดสรรน้ำที่แน่นอนเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นหลายเท่าตัว เปลี่ยนน้ำจากภาระภัยพิบัติให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความมั่งคั่งให้ชาติอย่างยั่งยืน

การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะพลิกวิกฤตน้ำให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้ง พร้อมทั้งสร้างมูลค่าจากการใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นฟันเฟืองหลักในการผลักดันยุทธศาสตร์นี้ผ่านบทบาทแพลตฟอร์มกลางทางวิชาการ ที่เชื่อมโยงทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระดับโลกอย่างเนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันสังเคราะห์ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมมาสื่อสารความเสี่ยงและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย เป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้มีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศสุดขั้ว (Climate Resilience Economy) และเปลี่ยนความเสี่ยงด้านน้ำให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่งและยั่งยืนของประเทศในระยะยาว

ถอดรหัสโมเดลความสำเร็จของการจัดการน้ำเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

  • กาญจนบุรีโมเดล - ด้วยระบบกระจายน้ำแบบ “ก้างปลา” ที่ใช้พื้นที่ลุ่มต่ำธรรมชาติหรือ "แก้มลิง" มาชะลอมวลน้ำก่อนเข้าเขตเศรษฐกิจ และใช้เขื่อนหลักอย่างเขื่อนศรีนครินทร์ในการบริหารแรงดันน้ำ วิธีนี้ช่วยลดงบประมาณที่ต้องใช้ในการสร้างเขื่อนปูนขนาดใหญ่ และช่วยให้พื้นที่เกษตรโดยรอบยังมีน้ำใช้ในยามแล้ง สร้างความยั่งยืนแบบทวีคูณ
  • นครปฐม - นายประเชิญ คนเทศ จากมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีน เผยเคล็ดลับที่ทำให้สวนส้มโอส่งออกของไทยไม่จมน้ำ คือการใช้ "ผังภูมิสังคม" (Geo-Social Map) หรือการอ่านแผนที่ทางน้ำตามความจริงของพื้นที่ ชุมชนร่วมกันขุดลอกคลองเชื่อมต่อให้ทำงานร่วมกัน เมื่อน้ำมาก็ระบายออกได้เร็ว เมื่อน้ำแล้งก็มีแหล่งกักเก็บ ผลคือยอดขายส้มโอในปีที่ผ่านมาพุ่งทะลุ 1,500 ล้านบาท พิสูจน์ว่า "ถ้าจัดการน้ำรอด รายได้ก็รวย"
  • นวัตกรรม "น้องเฝ้าน้ำ" - ผลงานของทีมเยาวชนไทยที่ชนะเลิศ SCB Challenge 2568 ได้ใช้ SmartFlood AI วิเคราะห์ข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์ 24 ชม. ระบบนี้ไม่เพียงแค่บอกว่าน้ำมาหรือยัง แต่คาดการณ์ล่วงหน้า และแจ้งเตือนผ่าน LINE Chatbot ให้ถึงมือชาวบ้านโดยตรง นี่คือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ
  • เขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) จีน -  ตัวอย่างระดับโลกของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปกป้องเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เขื่อนแห่งนี้ทำหน้าที่ควบคุมแม่น้ำแยงซีเพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตอุตสาหกรรมหลักของจีน ขณะเดียวกันยังเปลี่ยนพลังน้ำเป็น "พลังงานสะอาด" มหาศาล ขับเคลื่อนภาคการผลิตและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
  • Dual-Use Design จากญี่ปุ่น -  ศาสตราจารย์มิโฮ จาก MIT และจุฬาฯ นำเสนอแนวคิดที่ไทยควรเร่งทำ คือการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ "ยืดหยุ่น" (Resilience) เช่น สวนสาธารณะในกรุงเทพฯ ที่วันปกติคือพื้นที่พักผ่อนกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่วันที่ฝนตกหนักต้องทำหน้าที่เป็นแก้มลิงใต้ดินที่กักเก็บน้ำได้นับแสนลูกบาศก์เมตร เหมือนต้นแบบในโตเกียว

ข้อเสนอแนะสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ Water Economy

หากประเทศไทยต้องการเดินหน้าสู่ Water Economy อย่างเต็มตัว ข้อเสนอแนะ 3 ประการจากเวที Water Resilience Forum 2/2026 คือสิ่งที่รัฐบาลต้องลงมือทันที

  1. ยกระดับการบริหารจัดการน้ำเป็น “วาระแห่งชาติ” สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำในระดับชาติ โดยการยกระดับปัญหาน้ำให้เป็น “วาระแห่งชาติ” และการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เพื่อให้การรับมือกับวิกฤตน้ำมีประสิทธิภาพและทันท่วงที
  2. สร้าง “Water Smart Communities” การเสริมสร้างความรู้และเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำให้กับชุมชนทั่วประเทศจะทำให้ชุมชนสามารถเตรียมรับมือกับปัญหาน้ำได้อย่างยั่งยืน โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้แอปพลิเคชันและระบบข้อมูลเรียลไทม์ในการคาดการณ์สถานการณ์น้ำ
  3. ลงทุนในระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Water Data Platform) การใช้ข้อมูลน้ำในระดับประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ ระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติที่ใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์จะช่วยให้ทั้งภาครัฐและประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

เวที Water Resilience Forum 2/2026 สะท้อนชัดว่า การแก้ปัญหาน้ำไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยี ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ เมื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์ และคนในพื้นที่ทำงานร่วมกัน ประเทศไทย จะสามารถ “พลิกน้ำ สร้างชาติ” ได้อย่างแท้จริง

แชร์
ท่วม-แล้งหนักจากเอลนีโญ จุฬาฯ ชู Water Economy พลิกน้ำเป็นโอกาสธุรกิจ