
ปี 2569 กระแสการลงทุน Data Center ในไทยยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง หลังมีการประกาศโครงการขนาดใหญ่รวมมูลค่ากว่า 96,000 ล้านบาทจากผู้เล่นทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ True Internet Data Center ที่ลงทุน 3 โครงการ มูลค่ารวม 45,304 ล้านบาท ในชลบุรีและสมุทรปราการ ไปจนถึง GSA Data Center ความร่วมมือของ Gulf, Singtel และ AIS ที่เดินหน้า 2 โครงการ มูลค่า 37,202 ล้านบาท ในระยองและสมุทรปราการ ขณะที่ผู้เล่นรายใหม่อย่าง Stellar DC และ Freyr Technology ก็ทยอยเข้ามาปักหมุดลงทุนเพิ่มเติมทั้งในกรุงเทพฯ และพื้นที่ EEC อย่างต่อเนื่อง
ภาพเหล่านี้สะท้อนชัดว่าไทยกำลังเร่งเครื่องสู่การเป็น “Digital Hub” ของภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันของผู้เล่นระดับโลกที่ต่างเข้ามาพัฒนาโครงการ Hyperscale เพื่อรองรับยุค AI และเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด
แต่ในขณะที่เม็ดเงินกำลังหลั่งไหล อีกด้านหนึ่งของการเติบโตก็เริ่มตั้งคำถามสำคัญตามมา งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังกว่า 20 ปี จาก Data Center มากกว่า 6,000 แห่งทั่วโลก พบว่า หลังจากศูนย์ข้อมูลเริ่มดำเนินการ อุณหภูมิในพื้นที่โดยรอบเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2 องศาเซลเซียส และในบางกรณีอาจสูงได้ถึง 9 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโดยทั่วไป
คำถามจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ประเทศที่มีอากาศร้อนแทบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และพื้นที่ EEC หรือ Eastern Economic Corridor ซึ่งครอบคลุมชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ที่กำลังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการลงทุนด้าน Data Center และ AI Infrastructure
หากพื้นที่เหล่านี้ต้องรองรับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความร้อนสะสมจะส่งผลต่อพื้นที่นั้นอย่างไร ทั้งต่ออุณหภูมิโดยรอบ คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ไปจนถึงต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว ?
Andrea Marinoni รองศาสตราจารย์จากกลุ่ม Earth Observation แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และหนึ่งในผู้วิจัยที่ศึกษาผลกระทบเรื่องความร้อนของ Data Center ระบุว่า แม้จำนวน Data Center จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก แต่คนเรายังเข้าใจผลกระทบของมันไม่มากพอ โดยเฉพาะเรื่อง “ความร้อน” ที่ถูกปล่อยออกมาจากกระบวนการทำงานที่ใช้พลังงานเข้มข้น ทั้งการประมวลผลข้อมูลและระบบทำความเย็นที่ต้องทำงานตลอดเวลา
ทีมวิจัยจึงนำข้อมูลอุณหภูมิย้อนหลังตลอด 20 ปีจากเซนเซอร์ระยะไกล มาวิเคราะห์ร่วมกับตำแหน่งของ AI Hyperscalers หรือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีเซิร์ฟเวอร์นับพันเครื่อง และมีพื้นที่กว้างกว่าล้านตารางฟุต ซึ่งส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นภายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
พวกเขาศึกษา Data Center มากกว่า 6,000 แห่งที่ตั้งอยู่นอกเขตเมืองหนาแน่น เพื่อลดปัจจัยรบกวนจากโรงงานอุตสาหกรรม ความร้อนจากที่อยู่อาศัย หรือปัจจัยอื่น เช่น ฤดูกาลและแนวโน้มภาวะโลกร้อน
ผลลัพธ์พบว่า หลังจากศูนย์ข้อมูลเริ่มดำเนินการ อุณหภูมิพื้นผิวบริเวณโดยรอบเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2 องศาเซลเซียส และในบางกรณีอาจพุ่งสูงถึง 9 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตามปกติ
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในบางพื้นที่ แต่พบคล้ายกันในหลายประเทศทั่วโลก เช่น ภูมิภาค Bajio ของเม็กซิโก ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของ Data Center พบว่าอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างผิดปกติในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับแคว้น Aragon ของสเปน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ Hyperscale AI Data Center ในยุโรป ที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นชัดเจนกว่าพื้นที่ข้างเคียง ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ความร้อนนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในรั้วของศูนย์ข้อมูล แต่สามารถแผ่ขยายออกไปได้ไกลถึงประมาณ 10 กิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อผู้คนมากกว่า 340 ล้านคนทั่วโลก ทำให้เกิดลักษณะคล้าย “เกาะความร้อน” ในพื้นที่อุตสาหกรรม
ด้าน Deborah Andrews ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการออกแบบเพื่อความยั่งยืนจาก London South Bank University มองว่า แม้หลายคนจะกังวลเรื่องผลกระทบของ Data Center อยู่แล้ว แต่นี่เป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ชี้ให้เห็นชัดเจนถึงความร้อนที่ Data Center สร้างขึ้น “โดยตรง”
เธอเปรียบเทียบว่า กระแสการแห่ลงทุนใน AI ทุกวันนี้ไม่ต่างจาก “การตื่นทอง” ที่ทำให้หลายฝ่ายมุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนละเลยการคิดเชิงระบบและการออกแบบโครงสร้างที่ยั่งยืนรองรับในระยะยาว
ในความเป็นจริง ประเทศไทยไม่ใช่พื้นที่ในอุดมคติสำหรับการตั้ง Data Center หากพิจารณาจากเงื่อนไขด้านอุณหภูมิ เพราะมาตรฐานอุตสาหกรรมแนะนำให้ศูนย์ข้อมูลทำงานในช่วงประมาณ 18-27°C เพื่อรักษาประสิทธิภาพของระบบและลดภาระด้านการทำความเย็น แต่ประเทศไทยซึ่งอยู่ในเขตร้อน มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่านั้นมาอย่างต่อเนื่อง
จากศูนย์ข้อมูลทั่วโลกเกือบ 8,800 แห่ง มีเกือบ 7,000 แห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งอุณหภูมิไม่เหมาะสมต่อการดำเนินงานตามมาตรฐาน และหลายแห่งกระจุกตัวอยู่ในประเทศเขตร้อน
แม้เงื่อนไขทางธรรมชาติจะไม่เอื้ออำนวย แต่การลงทุนกลับยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศเขตร้อนอย่างไทยอย่างต่อเนื่อง เหตุผลสำคัญมาจากปัจจัยทางธุรกิจที่มีน้ำหนักอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความจำเป็นในการตั้งศูนย์ข้อมูลใกล้ผู้ใช้งาน เพื่อให้การรับส่งข้อมูลรวดเร็วขึ้นและลดค่า latency หรือความหน่วงของระบบ ข้อกำหนดด้าน Data Sovereignty ที่หลายประเทศบังคับให้ข้อมูลสำคัญต้องถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศ ตลอดจนต้นทุนด้านที่ดิน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ ที่ทำให้ไทยยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญของผู้ลงทุน
แต่การเลือกตั้ง Data Center ในพื้นที่ร้อนย่อมมีต้นทุนที่ต้องแลก นั่นคือการใช้พลังงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในระบบทำความเย็น ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของศูนย์ข้อมูลสมัยใหม่ ยิ่งในยุค AI ที่ต้องใช้การประมวลผลเข้มข้นมากขึ้น ความร้อนที่เกิดขึ้นก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น และแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าของประเทศก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบ หากการระบายความร้อนไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของบริการ ซึ่งสำหรับธุรกิจดิจิทัลแล้ว ความเสียหายจาก downtime อาจมีมูลค่าสูงกว่าต้นทุนการลงทุนหลายเท่า
ในกรณีของไทย โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้าน Data Center และ AI infrastructure ปัญหานี้ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงอยู่แล้วจากภาคอุตสาหกรรม การเพิ่มโหลดจาก Hyperscale Data Center ที่ต้องใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ระบบไฟฟ้าต้องรองรับภาระที่หนักขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากการขยายกำลังผลิตยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ก็จะยิ่งเพิ่มการปล่อยคาร์บอนและวนกลับมาซ้ำเติมปัญหาโลกร้อน
แนวโน้มในอนาคตยิ่งน่าจับตา เมื่อมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2583 ศูนย์กลาง Data Center กว่า 2 ใน 3 ของโลกจะเผชิญความเสี่ยงจากความร้อนที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
คำตอบของเรื่องนี้อาจไม่ใช่การหยุดการเติบโตของ Data Center แต่คือการออกแบบการเติบโตนี้ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น แนวคิด Green Data Center จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญของโลก เพราะศูนย์ข้อมูลในอนาคตไม่ควรเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ร่วมกับเมือง สิ่งแวดล้อม และระบบพลังงานได้อย่างสมดุล
Green Data Center ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้พลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบระบบระบายความร้อนที่ใช้พลังงานต่ำ การใช้พลังงานหมุนเวียน การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ การเลือกพื้นที่ที่ลดผลกระทบต่อชุมชน ไปจนถึงการนำความร้อนส่วนเกินกลับไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมหรือระบบสาธารณูปโภคของเมือง
หลายประเทศที่เป็นผู้นำด้าน Data Center เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง กลุ่มประเทศนอร์ดิกอย่างสวีเดนและฟินแลนด์ใช้ข้อได้เปรียบจากอากาศเย็นตามธรรมชาติช่วยลดต้นทุนการทำความเย็น พร้อมใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นฐานหลัก ขณะที่สิงคโปร์ แม้จะเป็นประเทศร้อนเช่นเดียวกับไทย ก็เลือกใช้มาตรการเข้มงวด โดยเคยจำกัดการอนุมัติโครงการใหม่ชั่วคราว เพื่อทบทวนมาตรฐานด้านพลังงาน ก่อนเปิดรับอีกครั้งภายใต้เงื่อนไขที่เข้มข้นขึ้น เช่น การพิสูจน์ประสิทธิภาพพลังงานและการใช้พลังงานสะอาดอย่างชัดเจน
สำหรับประเทศไทย นโยบายในวันนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้จะมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการผลักดันโครงการ Direct PPA เพื่อรองรับพลังงานสะอาด แต่สิ่งที่ยังขาดคือ “กรอบยุทธศาสตร์ระดับประเทศ” ที่มอง Data Center ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือการลงทุนด้านเทคโนโลยี
ล่าสุด ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นมา ผู้พัฒนาโครงการใหม่ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนต้องมีหนังสือยืนยันจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC) ว่าระบบไฟฟ้ามีความพร้อมรองรับโครงการ เพื่อป้องกันการลงทุนที่เกินขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ขณะเดียวกัน โครงการ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ ก็เริ่มนำร่องสำหรับ Data Center โดยเฉพาะ เปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรงผ่านระบบสายส่งของประเทศ ช่วยตอบโจทย์นักลงทุนระดับโลกที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดและมีเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากกว่ามาตรการเฉพาะหน้า คือการมีคำตอบร่วมกันในระดับนโยบายว่า พื้นที่ใดควรเป็นโซนรองรับ Data Center อย่างแท้จริง ระบบไฟฟ้าต้องขยายอย่างไรโดยไม่กระทบประชาชน การใช้น้ำต้องถูกบริหารอย่างไรในภาวะที่หลายพื้นที่กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านทรัพยากร และจะกำหนดมาตรฐาน Green Data Center ให้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการบางราย
เพราะหากไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ประเทศอาจได้เพียงภาพของการลงทุนระยะสั้น แต่ต้องแบกรับต้นทุนระยะยาว ทั้งค่าไฟที่สูงขึ้น เมืองที่ร้อนขึ้น ระบบสาธารณูปโภคที่ตึงตัวขึ้น และภาระด้านสิ่งแวดล้อมที่ย้อนกลับมาสู่ประชาชน
การแข่งขันของ Data Center ในอนาคตจะไม่ใช่เพียงว่าใครสร้างได้ใหญ่กว่า แต่คือใครสามารถสร้างได้ “ฉลาดกว่า” ใช้พลังงานน้อยกว่า และอยู่ร่วมกับเมืองได้ดีกว่า เพราะในโลกที่ข้อมูลกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การเติบโตที่แท้จริงไม่ใช่แค่การมีศูนย์ข้อมูลมากที่สุด แต่คือการทำให้ศูนย์ข้อมูลเหล่านั้นไม่กลายเป็นภาระของอนาคต
อ้างอิง : CNN, ADB