Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สรุป5บทเรียนจากEARTH JUMP เปิดทางรอดSMEsไทยในยุคที่โลกมุ่งสู่Net Zero
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สรุป5บทเรียนจากEARTH JUMP เปิดทางรอดSMEsไทยในยุคที่โลกมุ่งสู่Net Zero

14 มิ.ย. 69
09:57 น.
แชร์

การปรับตัวไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือทางรอดของ SMEs ในวันที่บริบทโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากแต่เริ่มส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ ต้นทุน การค้า และขีดความสามารถในการแข่งขัน

วันนี้ ภาวะโลกร้อนขยับเข้ามาใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปรากฏให้เห็นชัดเจน ตั้งแต่ภัยธรรมชาติที่กระทบต่อมนุษย์โดยตรง ไปจนถึงความเสียหายต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และสิ่งมีชีวิตทั้งบนบกและในทะเล

แรงกดดันเหล่านี้ทำให้มนุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอของปัญหา ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับธรรมชาติมากขึ้น ขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์และข้อตกลงระดับโลกที่มุ่งลดกิจกรรมที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญทางธุรกิจ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน การค้าระหว่างประเทศ และต้นทุนคาร์บอน

สำหรับ SMEs การปรับตัวจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่เกินตัว แต่ควรเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ วัดผลให้ได้ และค่อย ๆ ขยายผลไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น ตั้งแต่ระดับบริษัท ประเทศ ภูมิภาค ไปจนถึงเป้าหมายร่วมกันของโลก นั่นคือ Net Zero Carbon Footprint หรือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์

ในบทความนี้ SPOTLIGHT รวบรวม 5 Key Takeaways จากงาน EARTH JUMP 2026: A Bridge to Empowered Actions ซึ่งจัดขึ้นโดยธนาคารกสิกรไทย ระหว่างวันที่ 9-10 มิถุนายน 2569 เพื่อเสนอแนวทางให้ SMEs ปรับตัวให้ทันโลกธุรกิจยุคใหม่ ที่ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือสิ่งที่ต้องลงมือทำ

1. Sustainability ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น

หนึ่งในประเด็นสำคัญสำหรับ SMEs คือการปรับมุมมองต่อเรื่อง Sustainability เพราะความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของธุรกิจขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ธุรกิจขนาดเล็กเองก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน

แม้การทำกำไรในระยะสั้นจะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการอยู่รอดของธุรกิจ แต่การมองความยั่งยืนในระยะยาวก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสิ่งแวดล้อม กฎเกณฑ์ทางการค้า และต้นทุนใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอน กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดังนั้น SMEs จึงต้องมอง Sustainability ไม่ใช่ในฐานะภาระเพิ่มเติม แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน

2. บริหารต้นทุนให้คม ตัดสิ่งที่ถ่วงธุรกิจ

ในมุมของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คุณวรวุฒิ พงศ์ชินภัค ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาดประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวถึงประเด็นสำคัญสำหรับ SMEs คือการบริหารต้นทุน โดยเฉพาะการตัดสิ่งที่เป็นต้นทุนแฝงออกจากธุรกิจ

สิ่งที่ SMEs ควรพิจารณา ได้แก่ การตัดสินค้าที่ขายได้แต่หมุนช้า ตัดขั้นตอนที่เยิ่นเย้อ และตัดรอยรั่วในระบบโลจิสติกส์ เพราะแม้สินค้าบางรายการยังขายได้ แต่หากสร้างภาระให้ธุรกิจมากกว่าการช่วยให้ธุรกิจเดินไปข้างหน้า ก็อาจกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้บริษัทเติบโตช้าลง

Checklist ที่ SMEs สามารถใช้ประเมินว่าสินค้าชิ้นใดอาจเป็นต้นทุนแฝง ได้แก่

  • สินค้านั้นต้องพึ่งพาโปรโมชันเพิ่มขึ้นทุกปีหรือไม่
  • Baseline Sales หรือยอดขายในช่วงที่ไม่มีโปรโมชันหรือกิจกรรมทางการตลาดหายไปหรือไม่
  • ยอดขายต่อร้านค้าลดลงหรือไม่
  • ยอดขายตกลงทันทีเมื่อหยุดโปรโมชันหรือไม่

หากสินค้ารายการใดเข้าข่ายทั้ง 4 ข้อ อาจหมายความได้ว่าสินค้านั้นเป็นต้นทุนแฝงของบริษัท และควรพิจารณาตัดออก แม้ว่ายังขายได้อยู่ก็ตาม ทั้งนี้ การตัดสินใจยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละบริษัท

3. Cashflow คือข้อจำกัดใหญ่ของ SMEs

ข้อจำกัดสำคัญของ SMEs คือเงินทุนและความสามารถในการเลือกลงทุน ดังนั้น การบริหาร Cashflow ให้ดีจึงเป็นหัวใจสำคัญของการปรับตัว

การเปลี่ยนธุรกิจให้มีความ Sustainable ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มจากการทดลองหาโมเดลใหม่ ๆ ที่ใช้ทรัพยากรไม่มาก ทั้งในด้านต้นทุนและบุคลากร

แนวทางนี้ช่วยให้ SMEs สามารถทดลอง เรียนรู้ และปรับธุรกิจให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างเท่าทันโลก โดยไม่สร้างภาระทางการเงินมากเกินไป

4. กฎเกณฑ์และข้อตกลงทางการค้าเป็นปัจจัยที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญสำหรับ SMEs คือกฎเกณฑ์และข้อตกลงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นปัจจัยภายนอก แต่กลับเป็นสิ่งที่กุมชะตาของธุรกิจไว้โดยตรง

ธุรกิจจึงต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เท่าทัน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนคาร์บอน ภาษีคาร์บอน และระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญเรื่องการปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ในปี 2593โดยหนึ่งในเรื่องที่ธุรกิจต้องทำความเข้าใจคือ Carbon Tax หรือการเก็บภาษีจากการปล่อยคาร์บอน ซึ่งจะส่งผลต่อการคำนวณต้นทุนของธุรกิจ

กรมสรรพสามิตได้เริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนจาก “น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน” เป็นกลุ่มแรกแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 โดยมีข้อเสนออัตราเบื้องต้นอยู่ที่ 80-120 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ tCO2e ขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง ETS หรือ Emission Trading Scheme ซึ่งเป็นระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยภาครัฐเป็นผู้กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมขององค์กรที่ถูกควบคุม หรือ Cap setting จากนั้นภาครัฐจะออกสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Allowance ให้กับองค์กร

กลไกสำคัญคือ บริษัทที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองได้ต่ำกว่าสิทธิที่ได้รับ สามารถนำสิทธิส่วนเกินไปขายในตลาดให้กับบริษัทอื่นที่ปล่อยเกินเพดานและต้องการซื้อสิทธิเพิ่มเติมได้

5. การแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่คือการเปลี่ยนระบบธุรกิจ

ปัญหาภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนและทุกภาคส่วน การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ทดแทนเท่านั้น แต่คือการทำให้ธรรมชาติกลับมาสมบูรณ์อย่างที่ควรเป็นอีกครั้ง

สำหรับ SMEs การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ซับซ้อนหรือใช้งบประมาณสูงเสมอไป แต่ควรเริ่มจากการมองเห็นต้นทุนที่แท้จริงของธุรกิจ วัดผลให้ได้ ลดสิ่งที่สูญเปล่า ปรับตัวให้ทันกฎเกณฑ์ใหม่ และค่อย ๆ ขยายผลไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น

ท้ายที่สุด ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องแยกออกจากธุรกิจ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดในโลกใหม่ SMEs ที่เริ่มปรับตัวได้เร็วกว่า เข้าใจต้นทุนได้ชัดกว่า และวางระบบได้ยืดหยุ่นกว่า ย่อมมีโอกาสเดินต่อได้มั่นคงกว่าในวันที่โลกธุรกิจถูกกำหนดด้วยทั้งการแข่งขัน กฎเกณฑ์ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม


แชร์
สรุป5บทเรียนจากEARTH JUMP เปิดทางรอดSMEsไทยในยุคที่โลกมุ่งสู่Net Zero