
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี (หุ้น SCC) รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่งกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมี adjusted cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่าและรายการที่ไม่เกิดขึ้น เป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) เพิ่มขึ้น 35% มาอยู่ที่ 42,913 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุน การรักษาวินัยทางการเงิน และการปรับโครงสร้างธุรกิจ แต่เอสซีจีประเมินว่าความท้าทายของธุรกิจยังไม่ผ่านพ้น เพราะเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น
เอสซีจีมองว่า ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ การแข่งขันด้านราคาจากสินค้าจีน ภาวะเงินเฟ้อ และต้นทุนพลังงานที่ผันผวน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ตาม เอสซีจียังคงเป้าหมายการดำเนินงานเดิม ทั้งการสร้าง adjusted cash EBITDA ให้สูงกว่าปีก่อน และคงงบลงทุนปีนี้ไว้ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ประเมินว่า ในครึ่งปีหลัง ธุรกิจอาจเผชิญแรงกดดันมากกว่าในครึ่งปีแรก โดยเฉพาะจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
“ครึ่งปีแรกว่าเหนื่อยแล้ว ครึ่งปีหลังดูอาการไม่ค่อยดี สถานการณ์ในตะวันออกกลางลุกลาม ครึ่งปีหลังน่าจะหนักกว่าครึ่งปีแรก”
ธรรมศักดิ์กล่าวว่า ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความท้าทายสูง โดยเอสซีจีจับตา 4 ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ (1) ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง (2) การแข่งขันทางการค้าที่รุนแรง (3) ภาวะเงินเฟ้อ และ (4) ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน
“ปัจจัยเหล่านี้เป็นความท้าทายที่ต้องบริหารจัดการ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจีกล่าว พร้อมระบุว่า เอสซีจีจะรักษาวินัยทางการเงินและบริหารหนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน
ธรรมศักดิ์กล่าวด้วยว่า ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (over capacity) ของจีนยังเป็นแรงกดดันต่อผู้ผลิตในอาเซียน เนื่องจากสินค้าจีนยังไหลเข้ามาแข่งขันด้านราคา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นทั้งความท้าทายและโอกาส หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวหรือสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรจีนได้ ตัวอย่างเช่น เอสซีจี เดคคอร์ ที่ร่วมมือกับผู้ผลิตจากจีนในการตั้งสายการผลิตในประเทศไทย เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจ
สำหรับธุรกิจเคมิคอลส์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางโดยตรง ธรรมศักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยผลกระทบเริ่มจากการจัดหาวัตถุดิบ แล้วส่งผลต่อการบริหารการผลิตของโรงงานในไทยและเวียดนาม ซึ่งต้องบริหารภายใต้ข้อจำกัดของวัตถุดิบและต้นทุนที่สูงขึ้น
ต่อมา ในช่วงที่สถานการณ์ผ่อนคลายลง จีนมีการเสนอขายเม็ดพลาสติกราคาถูกเข้าสู่ตลาด ทำให้ต้นทุนแนฟทาลดลง แต่เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาอีกครั้ง ต้นทุนแนฟทาก็ปรับตัวสูงขึ้นอีก ส่งผลให้การบริหารต้นทุนและการวางแผนการผลิตทำได้ยากขึ้น
ธรรมศักดิ์เปรียบเทียบสถานการณ์ของธุรกิจเคมิคอลส์ว่า “เหมือนขึ้นรถไฟเหาะ” และมองว่าครึ่งปีหลังอาจมีช่วงที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงรุนแรงมากขึ้น จึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารซัปพลายเชนและการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
แม้เอสซีจีจะประเมินว่าครึ่งปีหลังมีความท้าทายมากกว่าครึ่งปีแรก แต่บริษัทยังคงเป้าหมายการดำเนินงานไว้ตามเดิม ทั้งการสร้าง Adjusted Cash EBITDA ให้สูงกว่าปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 55,012 ล้านบาท และการคงงบลงทุน (CapEx) ปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท
ธรรมศักดิ์กล่าวว่า ความมั่นใจดังกล่าวมาจากผลของการปรับตัวที่ดำเนินมาต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งการบริหารต้นทุน การรักษาวินัยทางการเงิน การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทำให้ฐานะการเงินของบริษัทแข็งแกร่งขึ้น และมีความพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของปี
เมื่อถูกถามว่า “เอสซีจีผ่านวิกฤตแล้วหรือยัง” ธรรมศักดิ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนิยามของคำว่า ‘วิกฤต’ หากมองช่วงที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA เคยอยู่ที่ประมาณ 6 เท่า ถือเป็นช่วงที่บริษัทมีความกังวลมากที่สุด แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ 3.7 เท่า สะท้อนว่าฐานะการเงินมีความแข็งแกร่งขึ้นมาก
นอกจากฐานะการเงินที่ดีขึ้น กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจีบอกว่า บริษัทอยู่ระหว่างแก้ไขจุดอ่อนของธุรกิจในหลายด้าน จุดอ่อนแรก คือ การหยุดการผลิตของโครงการลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) ประเทศเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างหยุดดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงและเตรียมเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน ขณะที่การก่อสร้างถังเก็บอีเทนมีความคืบหน้ากว่า 60% และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตามแผนในปลายปี 2570 เมื่อแล้วเสร็จและกลับมาเดินเครื่องการผลิต จากจุดอ่อนจะกลายเป็นจุดแข็ง เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนของธุรกิจเคมิคอลส์
ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่เคยเป็นจุดอ่อนอื่น ๆ ก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยโรงงาน Fajar ในอินโดนีเซียสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้แล้ว ขณะที่ธุรกิจที่ไม่สร้างผลตอบแทน (non-performing business) มีการทยอยขายหรือยุติการดำเนินงาน ส่งผลให้โครงสร้างธุรกิจมีความคล่องตัวขึ้นและช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยประมาณไตรมาสละ 1,000 ล้านบาท หลังจากทั้งปี 2568 สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ 4,300 ล้านบาท
“ผ่านวิกฤตหรือยัง คิดว่าผ่านแล้ว” กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจีสรุปคำตอบ
สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 ผลจากการบริหารต้นทุน การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่งผลให้เอสซีจีมีผลประกอบการครึ่งปีแรกแข็งแกร่งขึ้น โดยมี adjusted cash EBITDA อยู่ที่ 42,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ในช่วง 6 เดือนแรก เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 259,570 ล้านบาท และมีกำไรสำหรับงวด 17,758 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ จะมีกำไรสำหรับงวด 12,649 ล้านบาท
ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 มีรายได้จากการขาย 136,243 ล้านบาท adjusted cash EBITDA อยู่ที่ 27,984 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 11,535 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษ จะมีกำไรสำหรับงวด 10,833 ล้านบาท
ฐานะการเงินของเอสซีจีปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยหนี้สินสุทธิลดลง 39,176 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 3.7 เท่า จาก 5 เท่าในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่เงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเป็น 76,775 ล้านบาท
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 ในอัตรา 3.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นวงเงินรวม 4,200 ล้านบาท หรือประมาณ 24% ของกำไรสำหรับงวด โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 5 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นในวันที่ 6 สิงหาคม และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 สิงหาคม 2569
ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกเป็นผลจากการปรับตัวของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ทั้งการบริหารต้นทุน การปรับโครงสร้างองค์กร การเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) และการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยแต่ละธุรกิจมีปัจจัยสนับสนุนแตกต่างกันไป
1. ธุรกิจซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง ซึ่งดำเนินงานโดยเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และเอสซีจี เดคคอร์ ได้แรงหนุนจากโครงการภาครัฐในไทย รวมถึงการเติบโตของตลาดเวียดนามและอินโดนีเซีย แม้ว่าตลาดก่อสร้างภาคเอกชนในประเทศยังชะลอตัว
เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีกำไรสำหรับงวด 5,790 ล้านบาท และ adjusted cash EBITDA อยู่ที่ 11,407 ล้านบาท จากการปรับโครงสร้างธุรกิจและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยบริษัทได้รวมธุรกิจซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และธุรกิจจัดจำหน่ายไว้ภายใต้หน่วยงานเดียว เพื่อให้บริหารงานโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพิ่มโอกาสการขายสินค้าและบริการที่หลากหลาย พร้อมลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปีนี้
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยายสินค้าคุณภาพดีราคาคุ้มค่า (Smart Value Products) ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ทั้งกลุ่มวัสดุตกแต่ง ปูนคาร์บอนต่ำ และนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย พร้อมขยายตลาดในอาเซียนและออสเตรเลีย เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตจากตลาดต่างประเทศ
ด้านเอสซีจี เดคคอร์ มี adjusted cash EBITDA 1,378 ล้านบาท แม้มีค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ในประเทศไทย แต่ยังได้รับแรงหนุนจากรายได้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม รวมถึงการบริหารต้นทุนพลังงานและสินค้าคงเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่เวียดนาม รวมศูนย์การผลิตในประเทศไทย และร่วมมือกับพันธมิตรจีนจัดตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนสุขภัณฑ์อัจฉริยะ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต
2. ธุรกิจเคมิคอลส์
ธุรกิจเคมิคอลส์ ซึ่งดำเนินงานโดยเอสซีจีซี ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการวัตถุดิบและการเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายสินค้า HVA ช่วยให้ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น
เอสซีจีซีมีกำไรสำหรับงวด 5,898 ล้านบาท และ adjusted cash EBITDA อยู่ที่ 15,600 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรก เอสซีจีซีขายหุ้น 14.86% ใน PT Chandra Asri Pacific Tbk. ประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าประมาณ 24,900 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปลดภาระทางการเงินและรองรับการลงทุนในโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนของโรงงาน LSP ประเทศเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างถังเก็บอีเทนมีความคืบหน้ากว่า 60%
ส่วนการศึกษาความเป็นไปได้ของการร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยระหว่างเอสซีจีซีและ PTTGC ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยบริษัทคาดว่าจะเปิดเผยผลการศึกษาได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้
3. ธุรกิจแพคเกจจิ้ง
ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ซึ่งดำเนินงานโดยเอสซีจีพี ได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ฟื้นตัวในไตรมาส 2 แม้จะเผชิญต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยบริษัทมุ่งบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคู่กับการขยายธุรกิจในภูมิภาค
เอสซีจีพีมีกำไรสำหรับงวด 3,870 ล้านบาท และ adjusted cash EBITDA อยู่ที่ 10,472 ล้านบาท โดยธุรกิจในอินโดนีเซียพลิกกลับมาทำกำไรจากการเพิ่มปริมาณการขาย การบริหารต้นทุน และการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ธุรกิจในเวียดนามยังเติบโตต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ
ในด้านการลงทุน เอสซีจีพีเดินหน้าขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในเวียดนาม พัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน เช่น บรรจุภัณฑ์แบบ Mono-material รวมถึงนำเทคโนโลยี AI, Machine Learning, Deep Learning และหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในการผลิตและบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
ผลการดำเนินงานดังกล่าวเป็นผลจากการปรับตัวไว ซึ่งธรรมศักดิ์กล่าวว่า บทเรียนจากช่วงครึ่งปีแรกทำให้เอสซีจีเห็นว่า การรับมือกับสถานการณ์ที่ผันผวนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็ว โดยในช่วงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบรุนแรง บริษัทต้องติดตามสถานการณ์และปรับแผนการดำเนินงานแบบวันต่อวันอย่างต่อเนื่อง
ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจีซีต้องปรับแผนการจัดหาวัตถุดิบและการผลิตหลายครั้ง เพื่อให้โรงงานสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่อง และเลือกจัดสรรกำลังการผลิตบางส่วนเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศก่อน โดยลดการส่งออกในช่วงหนึ่ง เพื่อไม่ให้วัตถุดิบปิโตรเคมีซึ่งเป็นต้นน้ำของหลายอุตสาหกรรมเกิดภาวะขาดแคลน ขณะเดียวกัน ได้เพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายสินค้า High Value Added (HVA) ซึ่งเป็นสินค้าที่ลูกค้าหาสินค้าทดแทนได้ยาก
สำหรับการปรับแผนการจัดหาวัตถุดิบ จากเดิมเอสซีจีซีพึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 50% ปัจจุบันลดลงเหลือ 0% โดยยังคงจัดซื้อวัตถุดิบจากตะวันออกกลางแต่เปลี่ยนเส้นทางขนส่งไปใช้เส้นทางทะเลแดง เพื่อลดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เกิดเหตุฮูตีโจมตีเรือซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง ทำให้ต้องปรับการขนส่งไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 2 สัปดาห์ และต้นทุนค่าขนส่งสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อแผนการกลับมาเดินเครื่องของโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม
แม้เอสซีจีจะให้ความสำคัญกับการรับมือความผันผวนในช่วงครึ่งปีหลัง แต่บริษัทมองว่าการสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาวยังเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยจะเดินหน้าแผนทรานส์ฟอร์มธุรกิจระยะกลาง (แผนสองปี 2569-2570) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทุกกลุ่มธุรกิจ
แผนดังกล่าวครอบคลุมการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ประเทศเวียดนาม การร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจใหม่ การบริหารฐานการผลิตในอาเซียน การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ รวมถึงการนำหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งหลายโครงการจะทยอยแล้วเสร็จภายในปลายปี 2570
ธรรมศักดิ์กล่าวว่า เอสซีจีเรียนรู้จากความผันผวนในช่วงครึ่งปีแรกแล้วว่า การรับมือปัญหาระยะสั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่จะทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งในระยะยาว คือ การเร่งดำเนินแผนระยะกลางให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากแผนสองปีดำเนินการได้ครบ ต่อให้โลกมีความผันผวนมากกว่านี้ เอสซีจีก็จะรับมือได้ดี เพราะบริษัทจะแข็งแกร่งขึ้น” กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจีย้ำความสำคัญของแผนทรานส์ฟอร์มธุรกิจระยะกลาง