Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
4 กลุ่มอาหารไทยรับศึกหนัก สงครามดันต้นทุนพุ่ง แต่ขึ้นราคาแทบไม่ได้
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

4 กลุ่มอาหารไทยรับศึกหนัก สงครามดันต้นทุนพุ่ง แต่ขึ้นราคาแทบไม่ได้

12 ก.ค. 69
12:01 น.
แชร์

สงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กำลังยกระดับความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อาหารโลก จากเดิมที่เป็นแรงกระทบด้านพลังงาน (energy shock) ไปสู่แรงกดดันด้านต้นทุนอาหาร (food cost shock) เนื่องจากอ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งส่งออกสำคัญของปุ๋ยเคมี น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะผลักดันให้ต้นทุนปุ๋ยเคมี พลังงาน และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนเพาะปลูกและราคาวัตถุดิบเกษตรสำคัญ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลีเพิ่มขึ้นตาม ก่อนส่งผ่านเป็นแรงกดดันต่อผู้ประกอบการอาหารในทุกช่วงของห่วงโซ่การผลิต

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทยมองว่า ธุรกิจอาหารไทยจะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน (cost-push) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ 4 กลุ่มสินค้า ได้แก่ ขนมปังและขนมอบ ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและมีต้นทุนพลังงานในสัดส่วนสูง ขณะที่ความสามารถในการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคยังมีจำกัด จึงควรเร่งลดความเปราะบางของธุรกิจผ่านการกระจายแหล่งวัตถุดิบ การประยุกต์ใช้ AI และการลงทุนด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

สงครามตะวันออกกลางสร้าง cost-push ธุรกิจอาหารไทย

ในบทวิเคราะห์ที่ Krungthai COMPASS เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า วิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้มีลักษณะเป็น ‘slow-burning food crisis’ มากกว่าจะเป็น food dupply shock ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เนื่องจากผลกระทบจะค่อย ๆ ก่อตัวและรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาวผ่านต้นทุนพลังงานและปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้น มากกว่าการหยุดชะงักของอุปทานอาหารโดยตรง

ภาวะนี้สะท้อนจากราคาถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลีเฉลี่ยในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 ที่เพิ่มขึ้นจากก่อนเกิดสงครามเพียง 5.4% 3.0% และ 9.9% ตามลำดับ ซึ่งยังต่ำกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้อุปทานอาหารโลกได้รับผลกระทบโดยตรง และดันราคาธัญพืชทั้งสามชนิดขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ 18.5% 27.3% และ 50.2%

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ต้องจับตาอยู่ที่ราคาปุ๋ยเคมีและน้ำมัน ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนแล้ว แม้ Krungthai COMPASS คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ราคาปุ๋ยและน้ำมันจะทยอยปรับลดลงบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนเพาะปลูกเพิ่มขึ้น และทยอยส่งผ่านมายังต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตร ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันตลาดโลกที่สูงขึ้นยังผลักดันต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์ เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต

2 ช่องทางต้นทุนพุ่งทุบอุตสาหกรรมอาหารไทย

Krungthai COMPASS มองว่า แรงกดดันที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในวงกว้าง คือ cost-push จากราคาปุ๋ยและพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผ่านมายังอุตสาหกรรมอาหารไทยผ่าน 2 ช่องทางหลัก ได้แก่

1. ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น หากราคาปุ๋ยโลกเพิ่มขึ้น จะเพิ่มต้นทุนการเพาะปลูกถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลีโลก ส่งผลต่อธุรกิจอาหารไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก แม้วัตถุดิบในประเทศจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนปุ๋ยเช่นกัน แต่สินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าจะเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นและระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น ดังนั้น Krungthai COMPASS จึงวิเคราะห์โดยมุ่งประเมินผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก

2. ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น โดยในกระบวนการผลิตอาหาร เช่น การต้ม ฆ่าเชื้อ อบแห้ง แช่เย็น และแช่แข็ง ล้วนใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิง ทั้งดีเซลและก๊าซธรรมชาติ ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นกระทบต้นทุนค่าขนส่งในประเทศ กดดันต้นทุนผลิตของธุรกิจ

กลุ่มอาหารที่เหนื่อยสุด ต้นทุนพุ่งแต่ขึ้นราคายาก

Krungthai COMPASS ประเมินผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางผ่าน 2 ขั้นตอน ได้แก่ (1) คัดเลือกสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงสูงจากการพึ่งพาการนำเข้าถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี รวมถึงมีต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งในสัดส่วนสูง และ (2) ประเมินความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค โดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าอาหารกับต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าและราคาน้ำมันดีเซล

ผลการศึกษาพบว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันถั่วเหลือง ขนมปังและขนมอบ และขนมขบเคี้ยว เป็น 4 กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า พลังงาน และค่าขนส่งรวมกันสูงถึง 77.2-82.7% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด อีกทั้งกระบวนการผลิตยังต้องใช้พลังงานสูง ทั้งระบบ boiler, steam, cold storage รวมถึงการอบ ทอด บด และสกัดน้ำมัน ตลอดจนพึ่งพาการขนส่งด้วยน้ำมันดีเซลเพื่อกระจายสินค้าไปยังร้านค้าและโมเดิร์นเทรด

ในด้านความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค ‘ขนมขบเคี้ยว’ ทำได้น้อยที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ (coefficient) เพียง 0.08 หมายความว่า หากต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าและราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 1% ราคาสินค้าจะปรับขึ้นได้เพียง 0.08% เท่านั้น เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันรุนแรง ทั้งจากผู้ผลิตในประเทศและสินค้านำเข้า อีกทั้งยังมีสินค้าอื่นทดแทนได้ง่าย

ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปังและขนมอบ และน้ำมันถั่วเหลือง แม้มีค่าสัมประสิทธิ์สูงกว่าเล็กน้อยที่ 0.10, 0.18 และ 0.32 ตามลำดับ แต่ก็ยังสะท้อนว่าผู้ประกอบการไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่

ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติก ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ

นอกจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานแล้ว ผู้ประกอบการอาหารยังเผชิญความเสี่ยงเพิ่มเติมจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยในไตรมาส 2/2569 สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการนำเข้าแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติก ทำให้ผู้ผลิตบางส่วนต้องลดกำลังการผลิตชั่วคราว

แม้ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย การขนส่งฟื้นตัว และการนำเข้าเม็ดพลาสติกในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 39% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จนมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ แต่ราคาที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์บางรายยังชะลอการผลิต

เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกคิดเป็นสัดส่วนถึง 53% ของการใช้งานทั้งหมด ต้นทุนส่วนนี้จึงยังเป็นแรงกดดันต่อผู้ประกอบการและเครื่องดื่ม อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ครั้งนี้ยังไม่ได้รวมความเสี่ยงจากการขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากผลกระทบขึ้นอยู่กับระดับสต๊อกและการบริหารจัดการของผู้ประกอบการแต่ละราย

Krungthai COMPASS แนะ 3 แนวทางลดความเปราะบาง

Krungthai COMPASS แนะแนวผู้ประกอบการอาหารปรับตัวเพื่อลดความเปราะบางด้านต้นทุน ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่

1. Supply Chain Relocation กระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ ลดการพึ่งพาประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง พร้อมปรับสูตรการผลิตให้ใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น

2. AI Adoption และเทคโนโลยี Digital Cold Chain เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการสูญเสีย รักษาคุณภาพสินค้า ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน และยืดอายุการเก็บรักษา

3. Green & Energy Transition ลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและพลังงานทางเลือก เช่น Heat Optimization and Recovery และ Biogas เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว พร้อมเสริมศักยภาพการแข่งขันด้านความยั่งยืน

แชร์
4 กลุ่มอาหารไทยรับศึกหนัก สงครามดันต้นทุนพุ่ง แต่ขึ้นราคาแทบไม่ได้