
ตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจครึ่งปีแรกของปี 2569 อาจดูมีข่าวดีอยู่ไม่น้อย เพราะประเทศไทยยังมีธุรกิจเกิดใหม่เกือบ 45,000 ราย ขณะที่เงินลงทุนจากต่างชาติยังไหลเข้ามามากกว่า 1.87 แสนล้านบาท
แต่เมื่อลองมองข้อมูลอีกด้าน ภาพที่ออกมากลับไม่ได้สดใสนัก
ธุรกิจตั้งใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 2.13% ขณะที่จำนวนธุรกิจที่เลิกกิจการเพิ่มขึ้นถึง 12.49% หรือเติบโตเร็วกว่ากันเกือบ 6 เท่า ที่สำคัญ ทุนจดทะเบียนของธุรกิจใหม่ลดลงกว่า 25% แต่ทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิกกิจการกลับเพิ่มขึ้นถึง 224%
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตทันที แต่กำลังบอกเราว่า ภาคธุรกิจยังอยู่ในช่วงที่ต้องประคองตัวอย่างหนัก คนยังกล้าเปิดบริษัทใหม่ เพียงแต่ใช้เงินลงทุนน้อยลง ขณะที่ผู้ประกอบการอีกส่วนหนึ่งเริ่มไปต่อไม่ไหวและตัดสินใจปิดกิจการมากขึ้น
หากให้อธิบายแบบง่ายที่สุด ภาพของภาคธุรกิจไทยในครึ่งปีแรกมีอยู่ 3 ด้านพร้อมกัน
ดังนั้น สิ่งที่ตัวเลขกำลังสะท้อนจึงไม่ใช่ภาพของเศรษฐกิจที่หยุดนิ่งทั้งหมด แต่เป็นเศรษฐกิจที่ยังเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังและเปราะบาง
ผู้ประกอบการรายใหม่ยังเข้ามา แต่เริ่มด้วยเงินก้อนเล็กลง ส่วนผู้ประกอบการเดิมต้องเจอกับโจทย์หนัก ทั้งกำลังซื้อที่ฟื้นไม่เต็มที่ ต้นทุนดำเนินธุรกิจ การแข่งขันที่รุนแรง และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เดือนมิถุนายน 2569 มีธุรกิจจดทะเบียนจัดตั้งใหม่จำนวน 7,979 ราย
เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งมีธุรกิจตั้งใหม่ 7,115 ราย จำนวนธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 864 ราย หรือ 12.14% และเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งมีธุรกิจตั้งใหม่ 7,023 ราย เพิ่มขึ้น 956 ราย หรือ 13.61%
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูมูลค่าทุนจดทะเบียน ภาพกลับไม่แข็งแรงเท่าจำนวนบริษัท
เดือนมิถุนายน 2569 มีทุนจดทะเบียนใหม่รวม 15,231 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.12% จากเดือนพฤษภาคม แต่ลดลง 15.91% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนปีก่อน ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 18,113 ล้านบาท
ความหมายของตัวเลขนี้คือ เดือนมิถุนายนมีคนเปิดบริษัทมากขึ้น แต่บริษัทที่เปิดใหม่โดยเฉลี่ยอาจเริ่มต้นด้วยทุนที่เล็กลง หรือยังไม่กล้าลงเงินก้อนใหญ่เหมือนปีก่อน
ส่วนตลอดช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2569 มีธุรกิจจดทะเบียนจัดตั้งใหม่รวม 44,773 ราย เพิ่มขึ้นจาก 43,838 รายในช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 935 ราย หรือ 2.13%
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ภาคธุรกิจยังขยายตัว แต่เป็นการขยายตัวในอัตราค่อนข้างต่ำ
ที่น่าจับตามากกว่าคือ ทุนจดทะเบียนของธุรกิจตั้งใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 111,201 ล้านบาท ลดลงจาก 149,140 ล้านบาทในปีก่อนถึง 37,939 ล้านบาท หรือ 25.44%
สรุปให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ จำนวนบริษัทใหม่ยังเพิ่มขึ้น แต่เงินที่ใช้ตั้งบริษัทใหม่กลับหายไปประมาณหนึ่งในสี่ นี่อาจสะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กลง ลดความเสี่ยง และทดลองตลาดก่อนขยายการลงทุน แทนที่จะลงเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่ต้น
อีกด้านหนึ่งของข้อมูลที่ต้องจับตาคือ การจดทะเบียนเลิกกิจการ
เฉพาะเดือนมิถุนายน 2569 มีธุรกิจจดทะเบียนเลิกกิจการจำนวน 1,760 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม ซึ่งมี 1,047 ราย จำนวน 713 ราย หรือ 68.10%
หากเทียบกับเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งมีธุรกิจเลิกกิจการ 1,468 ราย จำนวนกิจการที่ปิดเพิ่มขึ้น 292 ราย หรือ 19.89% อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นเกือบ 20% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ยังเป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการจำนวนมากขึ้นกำลังตัดสินใจยุติธุรกิจ
ส่วนทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิกกิจการในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 6,807 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 89.65% และลดลงจากเดือนมิถุนายนปีก่อน 34.57%
ตัวเลขนี้แปลว่า แม้จำนวนกิจการที่ปิดเพิ่มขึ้น แต่กิจการที่ปิดในเดือนมิถุนายนอาจมีขนาดทุนเฉลี่ยไม่สูงเท่าเดือนก่อนหน้า
เมื่อรวมตลอดครึ่งปีแรก มีธุรกิจจดทะเบียนเลิกกิจการจำนวน 7,024 ราย เพิ่มขึ้นจาก 6,244 รายในช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 780 ราย หรือ 12.49%
จุดที่น่าสนใจคือ อัตราการเพิ่มขึ้นของธุรกิจเลิกกิจการสูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของธุรกิจตั้งใหม่อย่างชัดเจน
ธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 2.13% แต่ธุรกิจที่เลิกกิจการเพิ่มขึ้น 12.49%
ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าจำนวนธุรกิจในประเทศกำลังลดลง เพราะจำนวนกิจการที่เปิดใหม่ยังมากกว่าจำนวนที่ปิดอยู่หลายเท่า แต่สะท้อนว่าอัตราการล้มหายของธุรกิจกำลังเร่งตัวเร็วกว่าการเกิดใหม่
นอกจากนี้ ทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิกกิจการตลอดครึ่งปีแรกอยู่ที่ 98,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 30,544 ล้านบาทในปีก่อนถึง 68,313 ล้านบาท หรือ 224%
ตัวเลขนี้ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะทุนจดทะเบียนไม่ใช่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรง และอาจถูกดันขึ้นจากการเลิกกิจการของบริษัททุนสูงเพียงบางราย
แต่ถึงอย่างนั้น การที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่า ก็ยังเป็นข้อมูลที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสะท้อนว่าในปีนี้มีธุรกิจทุนสูงเข้าสู่กระบวนการเลิกกิจการมากกว่าปกติ
แม้ภาพรวมจะเปราะบาง แต่ยังมีบางประเภทธุรกิจที่เติบโตได้ดี โดยเฉพาะธุรกิจที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมผู้บริโภคโดยตรงและสามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินลงทุนไม่สูงมาก
1.ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ตมีการจัดตั้งใหม่ 1,296 ราย เพิ่มขึ้น 470 ราย หรือ 56.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีทุนจดทะเบียนรวม 2,123 ล้านบาท
2.ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารมีการจัดตั้งใหม่ 2,119 ราย เพิ่มขึ้น 287 ราย หรือ 15.67% มีทุนจดทะเบียนรวม 3,446 ล้านบาท
3.ส่วนธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้ามีการจัดตั้งใหม่ 499 ราย เพิ่มขึ้น 227 ราย หรือ 83.46% มีทุนจดทะเบียนรวม 696 ล้านบาท
การเติบโตของสามกลุ่มนี้สะท้อนว่า ผู้ประกอบการยังมองเห็นโอกาสจากการบริโภค การท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ และช่องทางออนไลน์
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ธุรกิจเหล่านี้ก็เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง เข้าได้ง่าย และออกจากตลาดได้เร็ว จึงต้องติดตามต่อไปว่า การเติบโตของจำนวนธุรกิจจะสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้และกำไรที่ยั่งยืนได้มากเพียงใด
ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ประเทศไทยมีนิติบุคคลที่จดทะเบียนสะสมทั้งหมด 2,094,850 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.39 ล้านล้านบาท
ในจำนวนนี้ มีนิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการอยู่ 1,004,558 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.81 ล้านล้านบาท
แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 802,717 ราย หรือ 79.91% ของนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการทั้งหมด มีทุนจดทะเบียนรวม 17.81 ล้านล้านบาท
ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลมี 200,327 ราย คิดเป็น 19.94% มีทุนจดทะเบียนรวม 430,000 ล้านบาท
ส่วนบริษัทมหาชนจำกัดมี 1,514 ราย หรือ 0.15% แต่มีทุนจดทะเบียนรวมสูงถึง 5.57 ล้านล้านบาท
เมื่อแบ่งตามประเภทธุรกิจ กลุ่มบริการมีจำนวนมากที่สุด 547,518 ราย คิดเป็น 54.50% ของธุรกิจที่ยังดำเนินกิจการอยู่ ตามด้วยธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก 328,850 ราย หรือ 32.74% และธุรกิจการผลิต 128,190 ราย หรือ 12.76%
โครงสร้างนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคบริการและการค้าในสัดส่วนสูง ดังนั้น เมื่อกำลังซื้อ การท่องเที่ยว หรือความเชื่อมั่นผู้บริโภคชะลอตัว ธุรกิจจำนวนมากจึงได้รับผลกระทบค่อนข้างเร็ว
อย่างไรก็ตามท่ามกลางความเปราะบางของธุรกิจภายในประเทศ การลงทุนจากต่างชาติกลับยังเป็นภาพด้านบวกที่ชัดเจน
ตลอดครึ่งปีแรก มีนักลงทุนต่างชาติได้รับอนุญาตให้เข้ามาประกอบธุรกิจในไทย 640 ราย เพิ่มขึ้นจาก 502 รายในปีก่อน จำนวน 138 ราย หรือ 27%
เงินลงทุนรวมอยู่ที่ 187,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 111,506 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 76,108 ล้านบาท หรือ 68%
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า นักลงทุนต่างชาติยังมองเห็นศักยภาพของไทย ทั้งในฐานะฐานการผลิต ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน และประตูเข้าสู่ตลาดอาเซียน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าธุรกิจไทยทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน สิ่งสำคัญคือ ไทยจะเชื่อมโยงเงินลงทุนเหล่านี้เข้ากับผู้ประกอบการในประเทศ การจ้างงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้มากเพียงใด
เมื่อดูตามจำนวนผู้ลงทุน จีนเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรก จำนวน 110 ราย คิดเป็น 17% ของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด มีเงินลงทุน 35,479 ล้านบาท
สหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับสอง จำนวน 107 ราย คิดเป็น 17% เช่นกัน แต่มีเงินลงทุน 6,043 ล้านบาท
ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับสาม จำนวน 87 ราย คิดเป็น 14% แต่มีเงินลงทุนสูงถึง 44,662 ล้านบาท ซึ่งมากที่สุดในกลุ่มประเทศที่เปิดเผยข้อมูล
สิงคโปร์มีนักลงทุน 83 ราย เงินลงทุน 37,867 ล้านบาท ส่วนฮ่องกงมี 59 ราย เงินลงทุน 13,088 ล้านบาท
ประเทศอื่น ๆ รวมอีก 194 ราย มีเงินลงทุนรวม 50,475 ล้านบาท
ดังนั้น หากนับจำนวนผู้ลงทุน จีนถือเป็นอันดับหนึ่ง แต่หากดูมูลค่าเงินลงทุน ญี่ปุ่นกลับมีเม็ดเงินสูงกว่าจีนและสหรัฐฯ
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ยังคงเป็นพื้นที่หลักที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
ช่วงครึ่งปีแรก มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนใน EEC จำนวน 199 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด เพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อน
มูลค่าเงินลงทุนในพื้นที่ EEC อยู่ที่ 83,779 ล้านบาท หรือคิดเป็น 45% ของเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด
จีนเข้ามาลงทุนใน EEC มากที่สุด 69 ราย เงินลงทุน 28,983 ล้านบาท ตามด้วยญี่ปุ่น 28 ราย เงินลงทุน 22,386 ล้านบาท และสิงคโปร์ 22 ราย เงินลงทุน 10,100 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ยืนยันว่า การลงทุนต่างชาติในไทยยังค่อนข้างกระจุกตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะที่ธุรกิจในพื้นที่อื่นอาจยังไม่ได้รับแรงส่งจากเงินลงทุนในระดับเดียวกัน
เมื่อเอาตัวเลขทั้งหมดมาวางรวมกัน ภาพที่เห็นไม่ใช่เศรษฐกิจไทยที่กำลังทรุดลงทุกด้าน และไม่ใช่เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแรงเช่นกัน
ธุรกิจใหม่ยังเกิด นักลงทุนต่างชาติยังเข้ามา และบางอุตสาหกรรมยังเติบโตได้ดี แต่จำนวนธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ทุนจดทะเบียนใหม่ลดลง และธุรกิจเลิกกิจการเพิ่มขึ้นเร็วกว่ามาก
นี่คือภาพของเศรษฐกิจที่ยังมีโอกาส แต่โอกาสไม่ได้กระจายถึงทุกคนเท่ากัน
สำหรับผู้ประกอบการ โจทย์สำคัญของปีนี้จึงไม่ใช่แค่การเริ่มต้นธุรกิจ แต่คือการรักษาสภาพคล่อง ควบคุมต้นทุน และทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ท่ามกลางกำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่ยังไม่กลับมาเต็มที่
ส่วนในระดับนโยบาย ตัวเลขนี้กำลังส่งสัญญาณว่า การดึงดูดเงินลงทุนใหม่เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ หากไม่มีมาตรการช่วยให้ธุรกิจเดิม โดยเฉพาะรายเล็กและรายกลาง สามารถประคองตัวและเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น
เพราะสุดท้ายแล้ว สุขภาพของเศรษฐกิจไม่ได้วัดจากจำนวนบริษัทที่เปิดใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่า บริษัทที่มีอยู่สามารถเติบโต จ้างงาน และอยู่รอดได้นานแค่ไหน
ที่มาข้อมูล: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์