
ในขณะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทาง ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ดูเหมือนจะคลี่คลายได้มาแล้วหลายรอบแต่ก็ยังไม่สงบจริง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นดันให้เงินเฟ้อเร่งตัว และความไม่แน่นอนของซัพพลายเชน ซึ่งเศรษฐกิจและธุรกิจไทยก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงแรงกระแทก
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เครือซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี (SCG) ได้แสดงมุมมองต่อความเสี่ยงต่าง ๆ และเตือนถึงความเสี่ยงที่หลายคนอาจยังไม่ได้ตระหนักมากนัก แต่เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบปากท้องของคนไทยและเศรษฐกิจไทยโดยตรงในปีนี้
SPOTLIGHT ชวนฟังมุมมองของแม่ทัพแห่ง SCG ว่า อะไรคือสิ่งที่ผู้นำองค์กรยักษ์ใหญ่ของประเทศกำลังกังวล และเขามีข้อเสนอแนะการรับมืออย่างไร รวมถึงเขาใช้กลยุทธ์แบบไหนประคองอาณาจักร SCG ให้ผ่านพ้นมรสุม
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กล่าวในงานแถลงผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ของ SCG เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาสองเดือนยังคงเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ คือ ภาวะเงินเฟ้อที่กำลังก่อตัวขึ้น โดยเริ่มเห็นการปรับขึ้นของราคาสินค้าในวงกว้าง ไม่จำกัดอยู่เพียงบางภาคส่วน ซึ่งถือเป็นปัจจัยลบสำคัญ สอดคล้องกับการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลง และมองว่าเงินเฟ้อจะเป็นแรงฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
“ผมคิดว่าประเทศไทยต้องปรับตัวให้ทัน ถ้าเราปรับตัวทัน จะสามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้”
อย่างไรก็ตาม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG แสดงความเห็นอีกว่า ท่ามกลางความผันผวนทั่วโลก ภูมิภาคอาเซียนยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดี ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญ และ SCG เองก็ได้รับอานิสงส์จากการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็มีเสถียรภาพทางการเมือง รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายขนาดใหญ่ได้ ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังไม่อ่อนแอมากนัก ซึ่งนับเป็นปัจจัยบวกในไตรมาสแรก
กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG ชี้ให้ตระหนักถึงอีกความเสี่ยงสำคัญของไทยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางในประเด็นการขาดแคลนพลาสติกถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา แต่อีกหนึ่งผลกระทบที่เป็นความเสี่ยงสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม คือ เรื่องปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญของภาคการเกษตร
ธรรมศักดิ์กล่าวว่า ผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นอาจยังไม่ปรากฏชัดในเดือนนี้หรือเดือนหน้า แต่หากเกษตรกรไม่สามารถแบกรับต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้นได้ จนต้องลดการใช้หรือหยุดเพาะปลูก ผลผลิตการเกษตรก็จะลดลงตามมา และจะส่งผลต่อกำลังซื้อของครัวเรือน โดยจะเริ่มเห็นผลกระทบในช่วงปลายปีหรือต้นปีหน้า
ธรรมศักดิ์มองว่า การเร่งเตรียมพร้อมรับมือ-ป้องกันปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยมองว่าการตั้ง ‘วอร์รูม’ เพื่อประเมินสถานการณ์และตัดสินใจอย่างใกล้ชิดเป็นแนวทางที่เหมาะสม และเชื่อว่าภาครัฐได้ดำเนินการอยู่แล้ว
“ถ้าเราป้องกันปัญหาไว้ล่วงหน้า ย่อมดีกว่าการไปแก้ไขในภายหลัง” แม่ทัพ SCG กล่าว
อีกหนึ่งเรื่องที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG มองว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญและน่ากังวล คือ ภาวะซูเปอร์เอลนีโญที่จะนำไปสู่ภัยแล้งยาวนาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกของภาคเกษตรกรรม และอาจจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจได้
ธรรมศักดิ์จึงเสนอว่า ในช่วงนี้ที่ยังมีฝนและปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ไทยควรเร่งเก็บกักน้ำและเร่งลงทุนในระบบบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้พื้นที่เกษตรกรรมได้รับน้ำจากระบบชลประทานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งได้ และอาจพลิกเป็นโอกาสได้ด้วย
สำหรับการเตรียมพร้อมและการรับมือของ SCG ธรรมศักดิ์แชร์ว่า SCG ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งด้านราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ความไม่สม่ำเสมอของการขนส่งสินค้า และความท้าทายในการบริหารซัพพลายเชนและต้นทุนภายใต้ภาวะเงินเฟ้อ
หลังเกิดเหตุในเดือนสุดท้ายของไตรมาส 1 ที่ผ่านมา SCG ใช้แนวทางรับมือแบบเชิงรุก โดยตั้งวอร์รูมประชุมทุกวัน โดยมีผู้บริหารจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งสื่อสารผลกระทบและแนวโน้มไปยังลูกค้าอย่างรวดเร็ว
“การดูแลลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะลูกค้าที่ใช้สินค้า HVA (สินค้าและบริการมูลค่าเพิ่มสูง) ของเรา ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่สามารถใช้สินค้าอื่นทดแทนได้”
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญ คือ การเร่งลดต้นทุนด้านพลังงาน ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทดแทน ควบคู่กับการเตรียมรับมือความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำมันดีเซล ซึ่งอาจกระทบต่อระบบขนส่งสินค้า โดยการเร่งนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้ามาใช้งาน ทั้งนี้ เนื่องจากประเมินแล้วว่า หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลาย ราคาน้ำมันก็อาจไม่ปรับลดลงในทันที เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานได้เกิดขึ้นแล้ว
ขณะเดียวกัน SCG ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการถือครองเงินสดในระดับสูง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น
“ในช่วงเวลาปกติ เราอาจไม่จำเป็นต้องถือเงินสดมาก แต่ในภาวะผันผวน การมีสภาพคล่องคือเรื่องสำคัญ”
สำหรับไตรมาส 2 แม่ทัพ SCG มองว่า ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ในระดับสูง และสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา SCG จึงยังคงต้องประเมินสถานการณ์เป็นรายวัน และดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกที่เน้นปรับตัวอย่างเข้มข้น
เรื่องที่ SCG ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในสถานการณ์นี้ คือ การดูแลลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนวัสดุที่สูงขึ้น ขณะนี้ SCG ได้เริ่มพูดคุยกับลูกค้าหลายราย และทุกฝ่ายเข้าใจแรงกดดันที่ต้นทุนราคาวัสดุสูงขึ้น
ธรรมศักดิ์บอกว่า แม้ว่าราคาสินค้าจำเป็นต้องปรับขึ้นตามต้นทุน แต่ SCG มีแนวทางช่วยลดผลกระทบของลูกค้า โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้วัสดุ ลดของเสีย และปรับรูปแบบการก่อสร้างให้เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโดยรวมของโครงการได้อย่างมีนัยสำคัญ แนวทางนี้เคยใช้จริงในโครงการขนาดใหญ่อย่าง One Bangkok ซึ่งสามารถลดต้นทุนได้อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแนวทางนี้ขึ้นอยู่กับการวางแผนล่วงหน้าและการทำงานร่วมกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ธรรมศักดิ์จึงเสนอว่า โครงการก่อสร้างที่มีความกังวลด้านต้นทุนควรเข้ามาหารือกับ SCG ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด เช่น SCG สามารถแนะนำการเลือกใช้วัสดุหรือโครงสร้างที่ใช้ต้นทุนน้อยลง โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการก่อสร้าง