
ไม่นานมานี้ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาให้ข้อมูลว่าพบเห็นธุรกรรมที่ผิดปกติใน Stablecoin ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมส่วนใหญ่มาจากนิติบุคคลต่างประเทศ นำไปสู่การร่วมมือกับ ก.ล.ต. ในการคุมเข้มธุรกรรม Stablecoin แล้วตกลงว่าสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนี้คือเครื่องมือฟอกเงินชั้นดีหรือระบบการเงินแห่งอนาคตกันแน่??
ต้องยอมรับว่าหนึ่งในเครื่องมือการเงินที่ถูกมองว่าเป็นตัวกลางสำหรับการฟอกเงินที่แพร่หลายที่สุดนั่นคือ Stablecoin ด้วยคุณสมบัติที่สามารถจัดเก็บได้สะดวกโดยไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ การโอนหากันระหว่างประเทศที่รวดเร็วมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำ ตลอดจนธุรกรรมการซื้อขายนอกระบบที่ทำได้อย่างสะดวก
อย่างไรก็ตาม หากนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องมือที่ถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินอื่นๆไม่ว่าจะเป็นเงินสด ทองคำ รถหรูหรืองานศิลปะ จริงๆแล้ว Stablecoin คือเครื่องมือที่สามารถใช้สืบหาหรือตามรอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด เพราะเครื่องมืออื่นๆอย่างเช่นเงินสด ถูกถือครองในรูปแบบ Physical ซึ่งอยู่นอกระบบดิจิทัล หมายความว่าถ้าหากสามารถเก็บซ่อนในที่ปลอดภัยห่างไกลจากสายตาผู้คน โอกาสที่จะพบเจอแทบไม่มี
แต่ Stablecoin ถูกสร้างขึ้นบนระบบ Public Blockchain ซึ่งสามารถบันทึกการทำธุรกรรมต่างๆเช่นการโอน การซื้อขาย อยู่บนเทคโนโลยี Distributed Ledger ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ทำให้เจ้าหน้าที่และระบบการตรวจจับสามารถเห็นเส้นทางการเดินทางของเงิน (Fund Flow) ได้แบบ Real-time ซึ่งเงินสดไม่สามารถทำได้
นอกจากนี้ข้อมูลจากรายงานของ Sumsub หัวข้อ Global Stablecoin Compliance: GENIUS Act, MiCA, Hong Kong, Singapore, and More Key Rules ยังให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงคุณสมบัติที่ดีของ Stablecoin ในการป้องกันการฟอกเงินไว้ดังนี้
ตามข้อกำหนดของ FATF (Financial Action Task Force) และ ปปง. การโอนสินทรัพย์ดิจิทัลจำเป็นต้องส่งผ่านข้อมูลระบุตัวตนของผู้ส่งและผู้รับ Sumsub มีโซลูชันที่ช่วยให้ผู้ออก Stablecoin และผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขาย (VASP) ในไทยสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลตามเกณฑ์ Travel Rule ได้อย่างแม่นยำ ป้องกันการใช้บัญชีอวตารหรือบัญชีม้าในการโอนเงิน
ด้วยการรวมเทคโนโลยี Blockchain Analytics เข้ากับ AI Monitoring ระบบสามารถตรวจจับรูปแบบธุรกรรมที่น่าสงสัยได้ทันที เช่น:
ก่อนที่ผู้ใช้งานจะสามารถแปลงเงินบาทเป็น Stablecoin (On-Ramp) หรือแปลงกลับเป็นเงินบาท (Off-Ramp) จะต้องผ่านกระบวนการ KYC ที่เข้มงวด การใช้เทคโนโลยียืนยันตัวตนยุคใหม่ เช่น Liveness Detection, Document Verification และการเช็กข้อมูลเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล Sanction List ช่วยคัดกรองมิจฉาชีพออกไปตั้งแต่ต้นทาง
ถ้าจะให้สรุป Stablecoin มีจุดแข็งสำหรับการใช้ฟอกเงินเพียงจุดเดียวคือสามารถโอนย้ายหรือเก็บซ่อนได้สะดวก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหลบซ่อนการตรวจสอบไปได้ อีกทั้งยังสามารถมอนิเตอร์ธุรกรรมที่ผิดกฎหมายได้ง่ายกว่าระบบการเงินปกติด้วยซ้ำ ส่วนตัวจึงมองว่าเป็นการเพิ่มความโปร่งใสให้กับระบบการเงินมากกว่าเครื่องมือการฟอกเงิน
อ้างอิงจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่ากฎเกณฑ์ของ Thai Baht Stablecoin จะเริ่มเปิดออกมาในปีนี้และจะนำไปสู่ขั้นตอนการ Public Hearing และมีผลบังคับใช้ตลอดจนเปิดให้มาขอใบอนุญาตประกอบกิจการในที่สุด โดยคาดว่าธุรกรรมแรกๆจะยังไม่ถูกนำมาใช้กับระบบการเงินทั่วไป แต่น่าจะเริ่มจากการซื้อขายผลิตภัณฑ์การเงินที่อยู่บนบล็อกเชนอย่าง Tokenize Fund ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ก.ล.ต. ที่เปิดให้บริษัทจัดการกองทุนนำกองทุนรวมมาอยู่บนบล็อกเชนได้ ตลอดจนโปรดักต์ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีอยู่
ส่วนในอนาคตคาดว่า Thai Baht Stablecoin น่าจะถูกนำไปใช้งานในวงกว้างมากขึ้น ทั้งการใช้งานในประเทศรวมถึงเชื่อมโยงกับระบบการเงินบนบล็อกเชนด้วยกันในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ระบบการเงินโลกในภาพรวมโปร่งใสมากขึ้นเพราะทุกวันนี้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต่างอยู่ภายใต้การกำกับดูแลแทบทั้งหมดแล้ว สามารถปิดพื้นที่ของการฟอกเงินไปได้ทันที

Founder Ricco และ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย