Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
คนแห่ขอวงเงิน“CLICX”แถมเตรียมบิด เสี่ยงซ้ำเติมหนี้ครัวเรือนไทยหรือไม่
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

คนแห่ขอวงเงิน“CLICX”แถมเตรียมบิด เสี่ยงซ้ำเติมหนี้ครัวเรือนไทยหรือไม่

3 ส.ค. 69
13:35 น.
แชร์

การเปิดให้บริการสินเชื่อ “CLICX พร้อมใช้” ของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Banks) แห่งแรกของไทยกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง หลังมีการเผยแพร่ภาพผู้สมัครได้รับวงเงินตั้งแต่หลักพันบาทจนถึง 20,000 บาท ควบคู่กับข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ที่สะท้อนว่า ผู้ใช้บางส่วนพร้อมเบิกเงินทันทีโดยไม่ได้คำนึงถึงความสามารถในการชำระคืน ขณะที่บางรายถึงขั้นวางแผนไม่จ่ายหนี้ โดยมองว่าคดีแพ่งไม่มีโทษจำคุก และหากไม่มีทรัพย์สินให้ยึด เจ้าหนี้ก็ไม่สามารถดำเนินการใดใดได้

กระแสดังกล่าวนำไปสู่คำถามว่า เทคโนโลยีที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น กำลังเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้ไม่ประจำและกลุ่มที่ธนาคารแบบเดิมเข้าไม่ถึง หรือกลับทำให้ครัวเรือนที่มีภาระหนี้อยู่แล้วก่อหนี้ก้อนใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่รายได้ของประชาชนบางส่วนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และการขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไปทำได้ยาก จนประชาชนหันหาสินเชื่อทางเลือก รวมถึงสินเชื่อดิจิทัลจาก Virtual Banks

ปัจจุบัน ข้อมูลสาธารณะที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอจะสรุปว่า CLICX ทำให้หนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือระบบคัดกรองสินเชื่อมีข้อผิดพลาด เนื่องจากธนาคารยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนผู้สมัคร อัตราการอนุมัติ วงเงินที่อนุมัติ ยอดเบิกใช้จริง และคุณภาพของลูกหนี้

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในช่วงแรกสะท้อนทั้ง “ความต้องการสภาพคล่องของประชาชน” และ “พฤติกรรมเสี่ยงของผู้กู้บางส่วน” ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยในอนาคตได้

“CLICX พร้อมใช้” วงเงินเบสิกไม่เกิน 20,000 บาท แต่ค่างวดอาจสูงเมื่อเทียบกับรายได้

CLICX เป็น Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขาที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงไทย เอไอเอส และ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR โดยเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ในระยะแรกเน้นบัญชีเงินฝาก CLICX Save และธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน ก่อนขยายมายังผลิตภัณฑ์สินเชื่อ

รายงานข่าวและกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ระบุว่า CLICX เริ่มเปิดให้ยื่นขอสินเชื่อ “CLICX พร้อมใช้” ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 โดยเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการระบุว่า “CLICX พร้อมใช้” แบ่งเป็นอย่างน้อย 2 ระดับ ได้แก่ 

  • “CLICX พร้อมใช้ เบสิก” วงเงินสูงสุด 20,000 บาท ผ่อนได้นานไม่เกิน 6 เดือน 
  • “CLICX พร้อมใช้ โปร” วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท ผ่อนได้นานไม่เกิน 60 เดือน

ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย อายุ 20-59 ปี มีบัญชีเงินฝาก CLICX Save และมีรายได้ขั้นต่ำ 5,000 บาทต่อเดือน โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือนจะได้รับวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ ส่วนผู้มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไปจะได้รับวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงเพดานตามหลักเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครจะได้รับวงเงินดังกล่าวทุกคน

อัตราดอกเบี้ยอยู่ระหว่าง 13-25% ต่อปี คำนวณแบบลดต้นลดดอกเป็นรายวัน และกำหนดตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า รวมถึงความเสี่ยงของธุรกรรมแต่ละครั้ง (Risk-based Pricing) ลูกค้าสามารถเลือกผ่อนชำระเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะรายรับ

จุดที่ต้องพิจารณาคือ แม้วงเงินเบสิกสูงสุด 20,000 บาทจะดูเป็นเงินกู้ก้อนเล็ก แต่ด้วยระยะเวลาชำระไม่เกิน 6 เดือน ค่างวดอาจสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของผู้กู้กลุ่มเป้าหมาย

ตัวอย่างในเอกสาร CLICX ระบุว่า หากเบิกใช้วงเงิน 20,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ย 22% ต่อปี ผู้กู้ที่เลือกผ่อน 3 เดือนจะจ่ายเดือนละประมาณ 6,920 บาท และเสียดอกเบี้ยรวมประมาณ 664 บาท ขณะที่การผ่อน 6 เดือนจะมีค่างวดประมาณ 3,560 บาท และดอกเบี้ยรวมประมาณ 1,258 บาท

สำหรับผลิตภัณฑ์โปร การยืดระยะเวลาผ่อนช่วยลดค่างวด แต่ทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเงินกู้ตัวอย่าง 20,000 บาท หากผ่อน 36 เดือนจะเหลือค่างวดประมาณ 770 บาทต่อเดือน แต่ดอกเบี้ยรวมเพิ่มเป็นประมาณ 7,295 บาท หรือมากกว่าดอกเบี้ยของการผ่อน 6 เดือนเกือบ 6 เท่า

ความเสี่ยงของสินเชื่อขนาดเล็กจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินต้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความถี่ของการชำระและเงินเหลือหลังหักค่างวด ผู้มีรายได้ไม่แน่นอนอาจเลือกชำระรายสัปดาห์ให้ตรงกับรอบรายรับ แต่หากขาดรายได้ติดต่อกันเพียงไม่กี่สัปดาห์ ภาระชำระที่ถี่อาจทำให้เกิดการค้างชำระได้เร็ว

ในกรณีผิดนัด CLICX กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจากอัตราปกติสูงสุดตามสัญญาบวก 3% แต่รวมแล้วไม่เกิน 25% ต่อปี และคิดเฉพาะเงินต้นของค่างวดที่ผิดนัด นอกจากนี้ อาจมีค่าใช้จ่ายติดตามทวงถามไม่เกิน 50 บาทต่อบัญชีต่อรอบ หากค้างชำระหนึ่งงวด และไม่เกิน 100 บาท หากค้างมากกว่าหนึ่งงวด

Alternative Data ช่วยคนไม่มีสลิปเงินเดือน แต่ต้องพิสูจน์ว่าคัดกรองได้จริง

จุดขายสำคัญของ CLICX คือการเปิดโอกาสให้ผู้สมัครยื่นขอสินเชื่อโดยไม่จำเป็นต้องใช้สลิปเงินเดือนหรือรายการเดินบัญชี แต่คำว่า “ไม่ต้องใช้เอกสารรายได้” ไม่ได้หมายความว่าเป็นสินเชื่อที่ไม่ตรวจสอบความสามารถชำระหนี้

ในขั้นตอนสมัคร ลูกค้าต้องเลือกว่าจะยินยอมให้ใช้ข้อมูลจากพันธมิตรหรือไม่ สามารถอัปโหลดรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน และต้องให้ความยินยอมในการตรวจสอบข้อมูลเครดิต รวมถึงการนำข้อมูลไปพัฒนาแบบจำลองด้านเครดิต ธนาคารยังสงวนสิทธิเรียกเอกสารเพิ่มเติมหากจำเป็น

เอกสารผลิตภัณฑ์ของ CLICX ระบุว่า ปัจจัยที่อาจมีผลต่อดอกเบี้ย วงเงิน และสัดส่วนที่สามารถเบิกเป็นเงินสด ครอบคลุมทั้งประวัติชำระหนี้ การสมัครสินเชื่อหรือบัตรเครดิตหลายแห่งในช่วงเวลาใกล้กัน การเปลี่ยนแปลงของข้อมูลเครดิต ตลอดจนข้อมูลทางเลือกจากพันธมิตร เช่น ประวัติการชำระค่าบริการ AIS และพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ที่มีความเสี่ยงหรือผิดปกติ

ข้อมูลทางเลือกอาจช่วยให้ธนาคารค้นพบผู้กู้ที่มีรายได้จริงและมีความสามารถชำระหนี้ แต่ขาดเอกสารตามรูปแบบเดิม เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้า และผู้มีรายรับไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจถูกปฏิเสธจากธนาคารทั่วไปแม้ยังมีศักยภาพชำระหนี้

ในอีกด้านหนึ่ง แบบจำลองต้องสามารถแยกกระแสเงินที่เป็นรายได้ประจำออกจากเงินที่โอนหมุนระหว่างบัญชี มองเห็นภาระหนี้จากผู้ให้บริการรายอื่น และประเมินความผันผวนของรายได้อย่างเหมาะสม หากข้อมูลบางส่วนไม่ครบถ้วนหรือแบบจำลองให้น้ำหนักกับข้อมูลบางประเภทมากเกินไป ก็อาจประเมินความสามารถชำระหนี้สูงกว่าความเป็นจริงได้

ความเร็วในการอนุมัติจึงไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แบบทดสอบที่แท้จริงคือ หลังจากลูกค้าเบิกเงินไปแล้ว ผู้กู้กลุ่มที่ไม่มีสลิปเงินเดือนสามารถชำระค่างวดได้ตามกำหนดหรือไม่ และอัตราผิดนัดแตกต่างจากกลุ่มลูกค้าที่ผ่านการประเมินแบบเดิมมากน้อยเพียงใด

แบงก์ปิดก๊อกสินเชื่อ หนี้ครัวเรือนลด แต่คนแห่พึ่งหนี้ทางเลือก-Virtual Bank

กระแสสมัครสินเชื่อ CLICX เกิดขึ้นในช่วงที่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยดูเหมือนจะปรับตัวดีขึ้น แต่ฐานะทางการเงินของครัวเรือนจำนวนมากยังเปราะบาง

ข้อมูลล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ ไตรมาส 1 ปี 2569 ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 16.410 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงประมาณ 31,270 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดจาก 86.7% ในไตรมาส 4 ปี 2568 เหลือ 85.9% ต่ำสุดในรอบประมาณ 6 ปี

อย่างไรก็ตาม การลดลงของสัดส่วนดังกล่าวไม่ได้เกิดจากยอดหนี้ลดลงอย่างชัดเจน แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ GDP ในรูปตัวเงินขยายตัวเร็วกว่ายอดหนี้ เมื่อขนาดเศรษฐกิจซึ่งเป็นตัวหารเพิ่มเร็วกว่า สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จึงลดลงได้ แม้ความสามารถชำระหนี้ของประชาชนยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างทั่วถึง

โครงสร้างหนี้ยังสะท้อนการเคลื่อนย้ายไปหาแหล่งเงินที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยสินเชื่อครัวเรือนจากธนาคารพาณิชย์ลดลงประมาณ 2.1% จากปีก่อน เหลือ 6.016 ล้านล้านบาท ขณะที่สินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพิ่มขึ้น 1.6% สินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์เพิ่มขึ้น 5% และยอดสินเชื่อจากโรงรับจำนำเพิ่มขึ้นถึง 18.3%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ความต้องการสภาพคล่องของครัวเรือนไม่ได้หายไปพร้อมกับการหดตัวของสินเชื่อธนาคาร แต่ผู้กู้บางส่วนอาจกำลังเคลื่อนย้ายไปหาแหล่งเงินที่เข้าถึงง่ายกว่า มีหลักเกณฑ์ยืดหยุ่นกว่า หรือใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่แลกกับเงินสด

SCB EIC ประเมินว่า การลดลงของหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มีลักษณะเป็น “การลดหนี้จากข้อจำกัด” มากกว่าการลดหนี้เพราะรายได้และฐานะครัวเรือนแข็งแรงขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่รายได้ฟื้นตัวช้าและค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดัน

ในบริบทดังกล่าว การที่ผู้สมัครจำนวนหนึ่งให้ความสนใจกับวงเงินเพียงไม่กี่พันหรือหลักหมื่นบาทจึงอาจสะท้อนมากกว่าความนิยมของแอปพลิเคชันใหม่ เพราะเงินก้อนดังกล่าวอาจมีความสำคัญต่อครัวเรือนที่มีรายรับไม่พอครอบคลุมค่าใช้จ่ายระยะสั้น หรือไม่สามารถขอสินเชื่อจากช่องทางเดิมได้

CLICX จะเพิ่มหนี้หรือช่วยแก้หนี้ ขึ้นอยู่กับว่าเงินถูกนำไปใช้อะไร

ผลกระทบของ CLICX ต่อการเงินคนไทยมีได้สองด้าน หากสินเชื่อถูกนำไปซื้ออุปกรณ์ ประกอบอาชีพ เสริมสภาพคล่องให้กิจการขนาดเล็ก หรือทดแทนหนี้นอกระบบที่มีต้นทุนสูงกว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้ในระบบอาจช่วยให้ฐานะผู้กู้ดีขึ้น แม้ยอดหนี้ครัวเรือนที่ปรากฏในสถิติจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

ในทางกลับกัน หากผู้กู้กำลังขาดสภาพคล่องจนต้องสมัครสินเชื่อจากทุกช่องทางที่เปิดให้บริการ และนำเงินก้อนใหม่ไปใช้จ่ายประจำหรือชำระหนี้อีกก้อน สินเชื่อดังกล่าวจะไม่ได้สร้างรายได้เพิ่ม แต่เป็นเพียงการดึงรายได้ในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า พร้อมเพิ่มค่างวดขึ้นมาอีกหนึ่งรายการ

ผลในระยะสั้นอาจช่วยพยุงการบริโภค เพราะครัวเรือนมีเงินจ่ายค่าสินค้า ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็น แต่เมื่อเข้าสู่รอบชำระหนี้ ค่างวดจะเบียดเงินที่ใช้บริโภคและเงินออมในอนาคต หากเกิดขึ้นกับคนจำนวนมากพร้อมกัน อาจทำให้การบริโภคชะลอลงและเพิ่มสัดส่วนลูกหนี้ค้างชำระในระบบ

อย่างไรก็ตาม ผลโดยตรงจากวงเงินเบสิกของ CLICX ต่อหนี้ครัวเรือนมูลค่า 16.41 ล้านล้านบาทยังน่าจะจำกัด เว้นแต่จะมีผู้ใช้จำนวนมากและเบิกวงเงินจริงในวงกว้าง ตัวอย่างเชิงสมมติ หากมีผู้เบิกเต็มวงเงิน 20,000 บาทจำนวน 100,000 คน จะเกิดหนี้ใหม่ 2,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.012% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด ตัวเลขนี้เป็นเพียงการคำนวณเพื่อเปรียบเทียบขนาด ไม่ใช่ยอดปล่อยสินเชื่อจริงของ CLICX และยังไม่รวมผลิตภัณฑ์โปร

ความเสี่ยงระดับระบบจึงไม่ได้อยู่ที่ CLICX เพียงรายเดียว แต่อยู่ที่การแข่งขันหลังจากนี้ หาก Virtual Bank และผู้ให้บริการสินเชื่อเดิมเร่งขยายฐานลูกค้า ลดความเข้มงวดในการอนุมัติ หรือเสนอวงเงินผ่านหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน ผู้บริโภคอาจกู้ซ้อนจากหลายแห่งได้เร็วกว่าที่ข้อมูลเครดิตและระบบประเมินความเสี่ยงจะติดตามทัน

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น CLICX และ Virtual Banks อื่นๆ อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ Responsible Lending ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งหมายถึง มาตรการหรือแนวปฏิบัติในการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม โดยสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงิน ต้องดูแลและควบคุมคุณภาพการปล่อยสินเชื่อตลอดวงจรหนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนหรือลูกหนี้กู้ยืมเงินเกินตัวจนกลายเป็นปัญหาหนี้สินเรื้อรัง

หลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าอย่างแท้จริง ไม่สนับสนุนให้ลูกค้ามีภาระหนี้สูงเกินกว่ารายได้ที่จะจ่ายคืนไหว แม้จะใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการพิจารณาอนุมัติวงเงินที่รวดเร็ว และต้องโฆษณาและเสนอขายผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา แจ้งรายละเอียดสำคัญ เช่น อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการผ่อนชำระให้ลูกหนี้เข้าใจง่าย

นอกจากนี้ เมื่อลูกหนี้เริ่มมีปัญหาทางการเงินหรือเข้าข่ายเป็นหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt) เจ้าหน้าที่ต้องมีแนวทางช่วยเหลือและปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจัง และต้องปฏิบัติตามกฎหมายและจรรยาบรรณในการทวงถามหนี้ ไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายหรือกดดันลูกหนี้เกินความจำเป็น

บทเรียนเกาหลีใต้-บราซิล เมื่อ Virtual Bank เปลี่ยนผู้เข้าไม่ถึงสินเชื่อให้เป็น “ลูกหนี้ใหม่” ในระบบ

ประสบการณ์จากต่างประเทศชี้ว่า Virtual Bank ไม่ได้ทำให้หนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นจากการเปิดบริการเพียงวันเดียว แต่ทำให้การสร้างหนี้เกิดขึ้นในวงกว้างได้ผ่านกระบวนการสะสม ตั้งแต่การนำผู้ที่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อเข้าสู่ระบบ การอนุมัติวงเงินผ่านแอป การเพิ่มวงเงินตามพฤติกรรม ไปจนถึงการเสนอสินเชื่อหลายประเภทแก่ฐานลูกค้าเดิม เมื่อจำนวนผู้ใช้เพิ่มเป็นหลักสิบล้านราย สินเชื่อรายละไม่มากก็สามารถรวมกันเป็นพอร์ตหนี้ขนาดใหญ่ได้

กรณีที่เห็นภาพชัดคือเกาหลีใต้ ซึ่งมีธนาคารออนไลน์เต็มรูปแบบ 3 ราย ได้แก่ K Bank, KakaoBank และ Toss Bank โดยในไตรมาส 3 ปี 2567 ยอดสินเชื่อครัวเรือนรวมของทั้งสามแห่งเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 69.5 ล้านล้านวอน จนสูงกว่ายอดสินเชื่อครัวเรือนรวมของธนาคารภูมิภาคเกาหลีใต้เป็นครั้งแรก ตามข้อมูลของ Financial Supervisory Service

KakaoBank เป็นตัวอย่างสำคัญของการขยายจากสินเชื่อไม่มีหลักประกันไปสู่สินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยสิ้นไตรมาส 1 ปี 2568 ธนาคารมีสินเชื่อครัวเรือนคงค้าง 42.02 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 1.83 ล้านล้านวอนจากปีก่อน แบ่งเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน 17.16 ล้านล้านวอน และสินเชื่อที่อยู่อาศัย 13.05 ล้านล้านวอน ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อสำหรับผู้มีเครดิตระดับกลางถึงต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 32.8%

โครงสร้างธุรกิจดังกล่าวทำให้ธนาคารออนไลน์ของเกาหลีใต้พึ่งพาสินเชื่อครัวเรือนสูงมาก โดยข้อมูล ณ ไตรมาส 1 ปี 2568 ระบุว่า สินเชื่อครัวเรือนคิดเป็นประมาณ 96% ของพอร์ตสินเชื่อ KakaoBank, 93% ของ K Bank และ 90% ของ Toss Bank เทียบกับค่าเฉลี่ยธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่ประมาณ 47%

กลไกที่ทำให้หนี้เติบโตผ่าน Virtual Bank ของเกาหลีใต้มีหลายขั้น ได้แก่

  • ใช้ข้อมูลดิจิทัลช่วยเปิดสินเชื่อให้ผู้มีเครดิตระดับกลางหรือต่ำ ซึ่งอาจเข้าไม่ถึงธนาคารแบบเดิม
  • ลดต้นทุนการสมัครและอนุมัติ ทำให้สามารถปล่อยสินเชื่อรายย่อยจำนวนมากได้
  • ขยายจากสินเชื่อไม่มีหลักประกันไปสู่สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่า ทำให้หนี้มีขนาดใหญ่และอยู่ในระบบนานขึ้น
  • ใช้ฐานลูกค้าบนแพลตฟอร์มเดิมเสนอสินเชื่อซ้ำหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยไม่ต้องสร้างเครือข่ายสาขา
  • นำพฤติกรรมการใช้บัญชีและประวัติชำระมาปรับวงเงินหรือเงื่อนไขสินเชื่อในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถสรุปว่า Virtual Bank เป็นสาเหตุหลักของปัญหาหนี้ครัวเรือนเกาหลีใต้ เพราะหนี้ส่วนใหญ่ของประเทศยังมาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยของระบบธนาคารโดยรวม โดยสิ้นปี 2567 เกาหลีใต้มีหนี้ครัวเรือน 1,927.3 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 2.2% จากปีก่อน ขณะที่รัฐบาลต้องเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์ Stress Debt Service Ratio เพื่อจำกัดวงเงินกู้ตามรายได้และความเสี่ยงจากดอกเบี้ยที่อาจเปลี่ยนแปลง พร้อมตั้งเป้าควบคุมการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนในปี 2568 ไม่ให้เกิน 3.8%

กรณีเกาหลีใต้จึงสะท้อนว่า Virtual Bank อาจไม่ได้เป็นต้นเหตุของหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ แต่สามารถกลายเป็นช่องทางเร่งการขยายสินเชื่อได้ โดยเฉพาะเมื่อพอร์ตของธนาคารกระจุกตัวอยู่ในสินเชื่อครัวเรือน และเริ่มแข่งขันในสินเชื่อก้อนใหญ่อย่างสินเชื่อที่อยู่อาศัย หน่วยงานกำกับจึงต้องควบคุมทั้งอัตราการเติบโตของพอร์ตและความสามารถชำระหนี้ของผู้กู้ ไม่ใช่พิจารณาเพียงคุณภาพของแอปพลิเคชันหรือความเร็วในการอนุมัติ

อีกตัวอย่างคือ Nubank ธนาคารดิจิทัลที่เริ่มจากบัตรเครดิตไม่มีค่าธรรมเนียมในบราซิล ก่อนขยายไปสู่สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อมีหลักประกัน และบริการทางการเงินอื่นในเม็กซิโกและโคลอมเบีย โมเดลของ Nubank แสดงให้เห็นว่า Virtual Bank สามารถสร้างลูกหนี้ใหม่ในระบบได้โดยตรง เพราะลูกค้าจำนวนมากไม่เคยมีบัตรเครดิตหรือประวัติสินเชื่อมาก่อน

Nubank ระบุว่า ลูกค้าประมาณ 29 ล้านรายได้รับบัตรเครดิตใบแรกผ่านบริษัท ขณะที่สิ้นปี 2568 ฐานลูกค้าทั่วโลกเพิ่มเป็น 131 ล้านราย และพอร์ตสินเชื่อรวมขยายตัว 40% จากปีก่อนเป็น 32,700 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัทขยายทั้งสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อที่หักชำระจากเงินเดือน

การเติบโตดังกล่าวมีสองด้าน ด้านหนึ่งคือการนำคนที่ไม่เคยเข้าถึงเครดิตเข้าสู่ระบบ ทำให้สามารถสร้างประวัติทางการเงินและลดการพึ่งพาแหล่งเงินนอกระบบ แต่อีกด้านหนึ่งคือการเพิ่มจำนวนผู้ที่มีภาระบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล โดยสิ้นปี 2568 Nubank มีอัตราสินเชื่อค้างชำระเกิน 90 วันอยู่ที่ 6.6% แม้ตัวชี้วัดการค้างชำระระยะแรกจะลดลงเหลือ 4.1%

บทเรียนจากเกาหลีใต้และบราซิลจึงไม่ใช่ว่า Virtual Bank จะสร้างวิกฤตหนี้โดยอัตโนมัติ แต่คือเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนคนที่เดิม “กู้ไม่ได้” ให้กลายเป็น “ผู้กู้รายใหม่” ได้ในจำนวนมาก และทำให้ผู้กู้เดิมเข้าถึงวงเงินเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น ส่วนผลลัพธ์จะเป็นการขยายโอกาสทางการเงินหรือการสะสมหนี้เกินตัว ขึ้นอยู่กับคุณภาพการคัดกรอง วัตถุประสงค์การใช้เงิน การควบคุมวงเงิน และรายได้ที่ใช้ชำระคืน

บทพิสูจน์ Virtual Bank ไม่ใช่ยอดดาวน์โหลด แต่คือคุณภาพหนี้หลังผ่านรอบชำระ

ณ เวลานี้ ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่า CLICX เป็นช่องทางลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน หรือเป็นตัวเร่งหนี้ครัวเรือนระลอกใหม่ เพราะลูกหนี้ชุดแรกยังไม่ผ่านรอบการชำระมากพอที่จะเห็นพฤติกรรมระยะยาว และยังไม่มีข้อมูลจากธนาคารที่เปิดเผยต่อสาธารณะในระดับที่สามารถประเมินคุณภาพสินเชื่อได้

ตัวเลขที่ต้องติดตามในช่วง 3-12 เดือนต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงจำนวนดาวน์โหลดหรือจำนวนผู้สมัคร แต่รวมถึงอัตราอนุมัติ ยอดเบิกใช้จริง อัตราผิดนัดตั้งแต่งวดแรก สัดส่วนค้างชำระเกิน 30 และ 90 วัน จำนวนผู้กู้ที่มีสินเชื่อหลายแห่ง ตลอดจนจำนวนลูกหนี้ที่ต้องขอปรับโครงสร้างหนี้

หากผู้ที่ได้รับสินเชื่อเป็นกลุ่มที่มีรายได้จริงแต่ถูกระบบธนาคารแบบเดิมมองข้าม และสามารถชำระค่างวดได้ตามกำหนด CLICX จะเป็นหลักฐานว่าเทคโนโลยีและข้อมูลทางเลือกช่วยขยายการเข้าถึงสินเชื่ออย่างมีคุณภาพได้

แต่หากเกิดการผิดนัดตั้งแต่งวดแรกในระดับสูง หรือพบว่าผู้กู้จำนวนมากนำสินเชื่อไปหมุนชำระหนี้เดิม CLICX อาจกลายเป็นตัวอย่างว่า การทำให้สินเชื่อเข้าถึงง่ายและเร็วขึ้น ไม่ได้แก้ปัญหาการเงินของครัวเรือน หากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

กระแสสมัครสินเชื่อในช่วงแรกจึงยังไม่ใช่หลักฐานของวิกฤต แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ความต้องการเงินสดระยะสั้นของครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง และความสำเร็จของ Virtual Bank ไม่ควรวัดจากความเร็วในการอนุมัติหรือจำนวนวงเงินที่ปล่อยได้ หากต้องวัดจากจำนวนลูกค้าที่เข้าถึงสินเชื่อแล้วสามารถชำระคืนได้ โดยไม่ต้องกู้เงินก้อนใหม่มาหมุนหนี้ก้อนเดิม


อ้างอิง: CLICX พร้อมใช้, เอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ CLICX, ฐานข้อมูลหนี้ครัวเรือน ธปท., หลักเกณฑ์ Responsible Lending, บทวิเคราะห์ SCB EIC, ผลประกอบการ Nubank ปี 2568, ข้อมูลยุทธศาสตร์สินเชื่อของ Nubank Maeil Business Newspaper, ข้อมูลการกำกับหนี้ครัวเรือนเกาหลีใต้, The Asia Business Daily

แชร์
คนแห่ขอวงเงิน“CLICX”แถมเตรียมบิด เสี่ยงซ้ำเติมหนี้ครัวเรือนไทยหรือไม่