
ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญความผันผวน ผู้บริโภคชาวไทยรุ่นใหม่อายุ 20-35 ปี กลับมีมุมมองต่ออนาคตที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างระดับบุคคลกับระดับประเทศ โดย 93% เชื่อมั่นในศักยภาพและความก้าวหน้าของตนเอง ขณะที่มีเพียง 56% ที่เชื่อมั่นต่ออนาคตของประเทศ
ความแตกต่างดังกล่าวกำลังหล่อหลอมผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่เลือกซื้อสินค้าอย่างพิถีพิถันมากขึ้น พวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแสดงสถานะทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองหาคุณภาพ ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ที่ได้รับจากแบรนด์
งานวิจัยของ STAMINA Asia ร่วมกับ Marketbuzzz เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 พบว่า ความต้องการสินค้าหรูในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ยังอยู่ในระดับสูง โดย 89% ซื้อสินค้าหรูในช่วงปีที่ผ่านมา และมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยในการซื้อครั้งล่าสุดอยู่ที่ 42,250 บาท สินค้ากลุ่มแฟชั่น เครื่องหนัง และความงามยังได้รับความนิยมสูงสุด ขณะที่สินค้าจากฝรั่งเศสได้รับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพสินค้าหรูเป็นอันดับหนึ่งในสัดส่วน 71%
สำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ความคุ้มค่าไม่ได้หมายถึงการซื้อสินค้าราคาถูก แต่หมายถึงการได้รับสิ่งตอบแทนที่ชัดเจนและสมเหตุสมผลกับเงินที่จ่ายไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ผู้ซื้อจึงใช้ความพิถีพิถันในการตัดสินใจมากขึ้น พร้อมคาดหวังให้แบรนด์พิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์และบริการของตนคู่ควรกับราคาพรีเมียม
ความคุ้มค่าในมุมมองของผู้บริโภคกลุ่มนี้จึงเกิดจากการผสมผสานระหว่างคุณภาพของผลิตภัณฑ์ งานฝีมือระดับสูง ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์พิเศษที่ไม่สามารถหาได้ทั่วไป นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าผ่านเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงการดูแลที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะบุคคล
การใช้จ่ายแต่ละครั้งจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงการซื้อสิ่งของ แต่เป็นการลงทุนในคุณค่าและประสบการณ์ที่สามารถยกระดับชีวิตของผู้ซื้อได้ แบรนด์ที่แข่งขันด้วยชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่ผู้บริโภคจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรม
การอยู่รอดและเติบโตของแบรนด์หรูในอนาคตจำเป็นต้องอาศัย “สมการใหม่แห่งความสำเร็จ” ซึ่งประกอบด้วยมรดกของแบรนด์ คุณภาพของงานฝีมือ และการมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้า
ผลการวิจัยระบุว่า ความคาดหวังของผู้บริโภคไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อซื้อสินค้า แต่ครอบคลุมตลอดความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ โดย 96% ให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ ขณะที่ 94% ต้องการได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่า ตัวผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แต่ต้องทำงานควบคู่กับบริการและประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกพิเศษ แบรนด์จึงต้องดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การให้ข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความจงรักภักดีในระยะยาว
เทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์เฉพาะบุคคลมากขึ้น ผลการสำรวจพบว่า ผู้บริโภค 94% คาดหวังให้แบรนด์นำนวัตกรรมมาใช้ ขณะที่ 89% ต้องการเห็นการนำ AI เข้ามาขับเคลื่อนการบริการ
AI สามารถช่วยให้แบรนด์วิเคราะห์ข้อมูลและทำความเข้าใจความชอบของลูกค้าได้แม่นยำขึ้น ตั้งแต่การนำเสนอสินค้าที่เหมาะกับแต่ละบุคคล การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ปรับแต่งตามความต้องการ ไปจนถึงการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สอดคล้องกับรสนิยมเฉพาะตัว
เทคโนโลยียังช่วยเชื่อมต่อการบริการผ่านช่องทางดิจิทัลให้เป็นระบบเดียวกัน ทำให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและสะดวกยิ่งขึ้น หากนำมาใช้อย่างเหมาะสม AI จะช่วยให้แบรนด์หรูรักษาความรู้สึกพิเศษหรือ Exclusivity พร้อมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภครุ่นใหม่ที่พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและประสบการณ์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ
นอกเหนือจากคุณภาพและประสบการณ์ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นความคาดหวังพื้นฐานของผู้บริโภครุ่นใหม่ แบรนด์หรูจึงไม่สามารถมองความยั่งยืนเป็นเพียงทางเลือกหรือกิจกรรมเสริม แต่ต้องยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ
การสร้างความเชื่อมั่นจำเป็นต้องเริ่มจากความโปร่งใส ทั้งในด้านที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอน พร้อมแสดงให้เห็นว่าแบรนด์รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
แม้ความยั่งยืนเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อทันที แต่การขาดคุณสมบัตินี้อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความจงรักภักดีในระยะยาว เพราะผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่ได้พิจารณาเฉพาะสิ่งที่ได้รับจากสินค้า แต่ยังต้องการเห็นคุณค่าที่แบรนด์ส่งต่อให้แก่สังคมด้วย