
เศรษฐกิจไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อรัฐบาลเปิดวงหารือร่วมภาคเอกชนครั้งใหญ่ภายใต้แนวคิด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เพื่อรับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจโดยตรง หลังเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันสะสมทั้งจากต้นทุนพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ปัญหาคอขวดเชิงโครงสร้าง และภาวะ “วิกฤตเผาช้า” ที่ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพมาอย่างต่อเนื่อง
การประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน นับเป็นเวทีหารือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจครั้งใหญ่ครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ โดยมีผู้แทนจากกว่า 17 กลุ่มอุตสาหกรรมเข้าร่วม ตั้งแต่ภาคการเงิน พลังงาน เทคโนโลยี ยานยนต์ ท่องเที่ยว ค้าปลีก โลจิสติกส์ เกษตร นิคมอุตสาหกรรม ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ สะท้อนความพยายามของรัฐในการดึงเสียงสะท้อนจากภาคเศรษฐกิจจริงเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบาย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ข้อเสนอทั้งหมดจากวงหารือจะถูกนำไปจัดทำเป็น Action Plan ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. พร้อมจัดทำ Dashboard เพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างเป็นระบบ และจะมีการประเมินผลร่วมกันภายในกรอบเวลา 6 เดือน โดยโจทย์ใหญ่ของแผนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ครอบคลุมการวางฐานเศรษฐกิจไทยใหม่ในระยะกลางและระยะยาว
ผลการหารือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนถูกสรุปออกมาเป็น 4 แกนยุทธศาสตร์หลัก โดยแกนแรกคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด ซึ่งครอบคลุมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถด้านพลังงาน การรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณสูง เช่น Data Center และการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ El Nino ที่อาจกระทบต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรม และต้นทุนการผลิตโดยรวม
แกนที่สองคือการยกระดับทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการดึงแรงงานทักษะสูงและการใช้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI กว่า 1.8 ล้านล้านบาท เป็นกลไกถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคธุรกิจไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับผลิตภาพแรงงานและลดข้อจำกัดด้านทักษะ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดทับศักยภาพการเติบโตของไทยมาเป็นเวลานาน
แกนที่สามคือการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยรัฐบาลมองเห็นโอกาสจากการผลักดันไทยสู่การเป็น Wellness Hub, Financial Hub, Digital Hub และศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค หากดำเนินการได้จริง ยุทธศาสตร์นี้จะช่วยลดการพึ่งพาเครื่องยนต์เดิมที่เริ่มอ่อนแรง และเปิดพื้นที่ให้ภาคบริการมูลค่าสูง เทคโนโลยี การเงิน สุขภาพ และโลจิสติกส์ เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
แกนสุดท้ายคือการปลดล็อกอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาผังเมืองในพื้นที่ EEC ขั้นตอนการอนุมัติที่ล่าช้า กฎระเบียบที่เป็นภาระต่อภาคธุรกิจ และการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะแม้ไทยจะมีจุดแข็งด้านทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และฐานการผลิต แต่ปัญหาความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและต้นทุนแฝงจากระบบราชการยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน
ในมุมมองของ INVX หากข้อเสนอจากวงหารือสามารถแปลงเป็น Action Plan ที่ดำเนินได้จริงภายในกรอบเวลา 6 เดือน จะเป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุน และอาจช่วยพลิกโมเมนตัมเศรษฐกิจไทยจากภาวะวิกฤตพลังงานและ Slow-burn Crisis ที่ค่อย ๆ กดทับการเติบโตในช่วงที่ผ่านมา
INVX ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 4 ของปี 2569 มีโอกาสทำได้ดีกว่ากรณีฐาน หากมาตรการสำคัญของภาครัฐเดินหน้าอย่างมีประสิทธิผล โดยกรณีฐานเดิมประเมินว่า GDP ปี 2569 จะขยายตัว 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากมาตรการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท และ Action Plan ภาครัฐ-เอกชนสามารถส่งผลต่อกิจกรรมเศรษฐกิจจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม อัตราการเติบโตอาจเพิ่มขึ้นอีก 0.2-0.4 จุดเปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่ความต่อเนื่องของนโยบายและความไม่แน่นอนทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมีผลต่อจังหวะการดำเนินมาตรการของรัฐบาลและความมั่นใจของภาคเอกชน โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนยังรอความชัดเจนว่าแผนงานระดับยุทธศาสตร์จะถูกแปลงเป็นมาตรการปฏิบัติจริงอย่างไร ใครเป็นเจ้าภาพหลัก และจะมีกรอบเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจนเพียงใด
ในระยะสั้น INVX มองว่าผลของวงหารือต่อตลาดหุ้นไทยหรือ SET อาจยังจำกัด เนื่องจากตลาดยังต้องรอรายละเอียดของ Action Plan ภายใน 6 เดือนข้างหน้า แต่ในระยะกลางถึงระยะยาว หากรัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการด้านความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชันได้จริง จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทย และอาจเป็นปัจจัยดึง Fund Flow จากนักลงทุนต่างชาติให้กลับมาประเมินโอกาสในสินทรัพย์ไทยอีกครั้ง
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน INVX มองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากยุทธศาสตร์ของรัฐบาลมีหลายกลุ่ม โดยกลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น GULF, GPSC และ BGRIM มีโอกาสได้แรงหนุนจากการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศ ความต้องการใช้ไฟของลูกค้าอุตสาหกรรม และโอกาสในการขายไฟตรงด้วยอัตรากำไรที่สูงขึ้นในช่วงความต้องการพลังงานสูง ขณะเดียวกัน แนวทางป้องกันปัญหา Data Center ศูนย์เหรียญ อาจเปิดทางให้เกิดรูปแบบการร่วมทุนและสร้างรายได้เพิ่มให้ผู้ประกอบการไทย
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA, AMATA และ WHAUP มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความต้องการที่ดินและระบบสาธารณูปโภคเพื่อรองรับ Data Center Park ทั้งในและนอกพื้นที่ EEC ขณะที่กลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC และ TRUE อาจได้แรงหนุนจากอุปสงค์ด้านการเชื่อมต่อโครงข่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรายได้จากลูกค้าองค์กรซึ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีเสถียรภาพและรองรับปริมาณข้อมูลขนาดใหญ่
กลุ่มท่องเที่ยว เช่น ERW, AWC, CENTEL, AOT, MINT, THAI และ AAV จะได้ประโยชน์หากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศและการพัฒนาเมืองรองเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มการแพทย์ เช่น BH และ BDMS อาจได้แรงหนุนจากนโยบายด้านความมั่นคงทางสุขภาพ การส่งเสริมการผลิตยาและเวชภัณฑ์ในประเทศ ซึ่งช่วยลดต้นทุนในระยะยาว รวมถึงโอกาสจาก Medical Tourism ที่ยังเป็นหนึ่งในจุดแข็งของไทยในเวทีภูมิภาค
กลุ่มยานยนต์ เช่น STANLY, SAT และ AH อาจได้รับอานิสงส์จากข้อเรียกร้องเกี่ยวกับมาตรการ Safeguard และเกณฑ์ Local Content ภายใต้บริบท Global Minimum Tax ซึ่งจะช่วยรักษาฐานการผลิตและซัพพลายเชนของไทยในระยะยาว ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เช่น BBL และ KBANK มีโอกาสขยายสินเชื่อรายใหญ่ตามกระแสการย้ายฐานการผลิตและ FDI รวมถึงได้รับผลบวกทางอ้อมหากมาตรการช่วยเหลือ SME ทำให้คุณภาพสินทรัพย์ของระบบธนาคารฟื้นตัวดีขึ้น
ภาพรวมของข้อเสนอจากวงหารือ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” จึงเป็นมากกว่าการรับฟังปัญหารายอุตสาหกรรม แต่เป็นบททดสอบความสามารถของรัฐบาลในการเปลี่ยนเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่วัดผลได้จริง หากทำได้สำเร็จ เศรษฐกิจไทยอาจมีโอกาสหลุดจากภาวะเติบโตต่ำเรื้อรัง และกลับมาเป็นจุดสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง แต่หากแผนงานยังล่าช้าหรือไม่ชัดเจน แรงส่งเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนอาจถูกจำกัดอยู่เพียงความคาดหวังระยะสั้นเท่านั้น