Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สรุป ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ รัฐบาลกับผู้นำธุรกิจหารืออะไรกันบ้าง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สรุป ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ รัฐบาลกับผู้นำธุรกิจหารืออะไรกันบ้าง

15 พ.ค. 69
23:06 น.
แชร์

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. รัฐบาลจัดเวที ‘The Listening Forum : Voices to the PM – ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

นายกรัฐมนตรีบอกว่า รัฐบาลจัดงานนี้ขึ้นเพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางการทำงานและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจให้มากที่สุด เพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อผู้ประกอบการ ประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม พร้อมบอกว่า การบริหารของรัฐบาลชุดนี้ ภาครัฐจะทำหน้าที่เป็น ‘ผู้สนับสนุน’ มากกว่าการเป็น ‘ผู้กำหนด’ เพราะผู้ประกอบการเข้าใจความต้องการของตลาดและสภาพเศรษฐกิจได้ดีที่สุด

ในเวทีหารือระหว่างรัฐบาลกับผู้นำธุรกิจยักษใหญ่ของประเทศครั้งนี้ มีใครเข้าร่วมบ้าง และมีการคุยอะไรกันบ้าง SPOTLIGHT สรุปมาให้แล้ว

.

รายชื่อคณะรัฐมนตรีและผู้นำธุรกิจที่ร่วมหารือ

ฝ่ายรัฐบาลมีคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมหารือ ประกอบด้วย

  • พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  • ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
  • ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  • ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  • เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  • วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  • สรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
  • แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจ เช่น วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

ฝั่งภาคเอกชนที่เข้าร่วมหารือประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ โดยมีผู้แทนเสนอข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้

1. สถาบันหลัก กกร. : พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย

2. ยานยนต์ : กลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

3. โรงแรม/ท่องเที่ยว : เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย

4. สุขภาพ : แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS

5. ก่อสร้าง/อสังหาฯ : ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG

6. ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค : สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

7. พลังงาน : สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จํากัด (มหาชน)

8. การเงิน : ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

9. เทคโนโลยี : สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

10. เกษตร/อาหาร : ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

.

นายกฯ ชูรัฐเป็นผู้สนับสนุนเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการเงินระหว่างประเทศ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายกฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคและเสริมศักยภาพภาคเอกชน ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงาน ผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร พร้อมย้ำว่า “อาเซียนต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาค และยกระดับบทบาทของอาเซียนในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก

ทั้งนี้ ในการประชุม พบว่าหลายประเทศให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลักเหมือนกัน คือ พลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งนายกฯ มองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมอย่างมากในทุกด้าน และไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือเหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน โดยรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ในทุกมิติ และไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม กฎหมายล้าสมัย หรือขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและกิจการของทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

ด้วยเหตุนี้ จึงหารือกับรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานทางเศรษฐกิจ เพื่อจัดเวทีพบปะหารือนี้ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อร่วมรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลตั้งใจให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเชิงลึก เพื่อนำข้อเสนอและความต้องการจากทุกภาคส่วนไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

เจ้าสัวธนินท์แนะรัฐลงทุนพัฒนาเกษตร-อาหาร

ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เสนอต่อรัฐบาลว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสมหาศาล โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งถือเป็น ‘น้ำมันบนดิน’ ที่สร้างได้ไม่รู้จบ แต่การจะคว้าโอกาสทางการเกษตร รัฐบาลต้องเร่งลงทุนระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ และการยกระดับเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร พลิกเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศในระยะยาว

โดยเจ้าสัวธนินท์กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญด้านภูมิอากาศ แสงอาทิตย์ และศักยภาพการเพาะปลูก แต่ปัญหาหลักของภาคการเกษตรไทยคือ น้ำ หากภาครัฐลงทุนด้านชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำ และกระจายน้ำให้เข้าถึงพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ จะยกระดับผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรได้อย่างก้าวกระโดด

“น้ำมันบนดินสำคัญกว่าน้ำมันใต้ดิน เพราะทุกคนต้องกินอาหาร ชาวนาคือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงคนทั้งประเทศ แต่วันนี้ชาวนายังยากจน เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา”

ขณะเดียวกัน ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์เสนอแนวคิด ‘นิคมอุตสาหกรรมเกษตร’ ที่เชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม และพาณิชย์ ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้การผลิต การแปรรูป การขนส่ง และตลาด เชื่อมโยงเป็นระบบเดียว ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนโลจิสติกส์

นอกจากนั้น เจ้าสัวธนินท์แนะให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวสู่ระบบการผลิตยุคใหม่ โดยใช้ AI เครื่องจักรอัตโนมัติ และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการต่อยอดสินค้าเกษตรไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยขอรัฐแยกมาตรการช่วยรายเล็ก-รายย่อย

ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้อธิบายให้ภาครัฐเห็นถึงโครงสร้างของผู้ประกอบการ SME ไทย ที่มีอยู่รวมประมาณ 3.25 ล้านราย ซึ่งโดยแท้จริงแล้วต้องเรียกว่า MSME (ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก และผู้ประกอบการรายย่อย) โดยแบ่งเป็น ผู้ประกอบการขนาดกลาง (Medium) ราว 65,000 ราย คิดเป็น 2% ของทั้งหมด ผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Small) จำนวน 420,000 ราย หรือ 13% และผู้ประกอบการรายย่อย (Micro) มากถึง 2.75 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 84.5%

ประเด็นหลักของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย คือ เสนอว่ารัฐบาลไม่ควรออกนโยบายโดยใช้คำว่า “เพื่อ SME” แบบรวม ๆ แต่ควรแยกขนาดกลุ่มเป้าหมายของมาตรการใหห้ชัดเจนว่า มาตรการนั้นเป็นมาตรการสำหรับผู้ประกอบการระดับ Micro, Small หรือ Medium

ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยสะท้อนปัญหาว่า หากภาครัฐใช้คำว่า ‘SME’ ในการออกมาตรการ ความช่วยเหลือจะกระจุกอยู่ที่ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยซึ่งเป็นส่วนใหญ่ มักจะเข้าไม่ถึงมาตรการ

สำหรับข้อเสนอที่ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอให้รัฐบาลดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อย มี 5 เรื่องหลัก ได้แก่

1. เสนอให้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่าง ‘ไทยช่วยไทย’ ‘คนละครึ่งพลัส’ ไปจนถึงมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว

2. เสนอให้ภาครัฐมีมาตรการสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อย โดยไม่ใช่การส่งเม็ดเงินผ่านระบบธนาคารในนามมาตรการช่วย SME เพราะที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลทางการเงินหรือคุณสมบัติที่สอดคล้องกับเกณฑ์การพิจารณาของธนาคาร ทั้งนี้ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยไม่ได้เสนอให้ธนาคารผ่อนคลายมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ แต่ต้องการให้รัฐหาช่องทางหรือกลไกใหม่ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบ เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูงถึง 20-30% ต่อเดือน ซึ่งทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงเกินกว่าจะแข่งขันได้

3. เสนอให้มีมาตรการพักหนี้และช่วยแก้ปัญหาหนี้ คล้ายช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือใช้กลไกโอนหนี้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อลดภาระดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการกล้าลงทุนขยายกิจการ และกล้าลงทุนสำหรับเรียนรู้และปรับตัวทางธุรกิจมากขึ้น

4. เสนอให้รัฐบาลออกกฎระเบียบที่สร้างแต้มต่อให้ MSME ในการต่อสู้กับธุรกิจข้ามชาติ

5. เสนอให้รัฐบาลส่งเสริมและสนับสนุนให้ MSME เข้าถึงการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีง่าย ๆ ที่จำเป็น

ความเห็นเอกฉันท์ ไทยต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต

หลังการหารือ เอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สรุปข้อเสนอจากภาคเอกชนว่า มีประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือร่วมกัน 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมีความเห็นว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาค

ภาคเอกชนทุกกลุ่มมีความเห็นตรงกันว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ระบบบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New Growth Engines) อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่

อีกประเด็นที่ภาคธุรกิจสะท้อน คือ การกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และ Micro SME รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม ไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาอุปสรรคด้านกฎระเบียบ ขั้นตอนการอนุญาต และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งยังเป็นต้นทุนสำคัญของการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการ ผ่านมาตรการ BOI Fast Track ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 มีมูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงกว่า 200,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ รองนายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาลจะนำข้อเสนอจากภาคเอกชนไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน หรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลังภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

แชร์
สรุป ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ รัฐบาลกับผู้นำธุรกิจหารืออะไรกันบ้าง