
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิกแผนจัดเก็บค่าธรรมเนียม 20% กับเรือขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว หลังเผชิญกระแสคัดค้านอย่างหนัก โดยเปลี่ยนมาเป็นข้อตกลงการค้าและการลงทุน "จำนวนมหาศาล" กับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเพื่อแลกเปลี่ยนแทน
เบื้องหลังการกลับลำครั้งนี้ เกิดจากการต่อสายตรงของผู้นำกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ทั้งกษัตริย์และเจ้าผู้ครองรัฐ ที่เร่งเจรจาโน้มน้าวทรัมป์ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อสกัดกั้นมาตรการที่จะซ้ำเติมต้นทุนการขนส่งสินค้าและการเดินเรือพาณิชย์ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แม้แผนเก็บค่าผ่านทางจะถูกพับไป แต่ทำเนียบขาวได้เดินหน้ามาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่านในทันที ส่งผลให้สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียดหนัก และฉุดให้การจราจรทางเรือลดลงต่ำสุดในรอบ 2 เดือน
ดีลเปลี่ยนเกมครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อทิศทางราคาน้ำมันโลก และเม็ดเงินมหาศาลจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับจะไหลเข้าสู่ภาคส่วนใดของเศรษฐกิจสหรัฐฯ SPOTLIGHT ชวนอ่านปฏิบัติการทางการทูต 24 ชั่วโมง และวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อวิกฤตค่าครองชีพโลก
คำประกาศกร้าวของโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ที่สถาปนาสหรัฐฯ เป็น "ผู้พิทักษ์แห่งช่องแคบฮอร์มุซ" พร้อมคำขู่รีดค่าธรรมเนียม 20% ได้จุดชนวนให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ภายในทำเนียบขาว บรรดาที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่ต่างต้องรีบเร่งหาทางออกด้านโลจิสติกส์สำหรับระบบการเก็บเงินที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางความสับสนว่าใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนนี้ ระหว่างบริษัทเดินเรือพาณิชย์หรือประเทศพันธมิตรในภูมิภาค
ความตื่นตระหนกดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวอชิงตัน แต่ได้ลุกลามไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลางอย่างรวดเร็ว นำไปสู่ปฏิบัติการทางการทูตและเศรษฐกิจแบบมาราธอนตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้นำจากชาติต่าง ๆ ทั้งซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน ต่างประสานงานกันอย่างจ้าละหวั่นเพื่อต่อสายตรงถึงทรัมป์ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการยับยั้งนโยบายที่อาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างการค้าโลก
ล่าสุด การเจรจาสัมฤทธิ์ผลเมื่อทรัมป์ยอมรับข้อเสนอทางเลือก โดยเปลี่ยนจากการเก็บค่าผ่านทางที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายระหว่างประเทศ มาเป็นการผูกมัดให้กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับทุ่มเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยตรง ซึ่งทรัมป์ระบุว่าข้อตกลงการค้าและการลงทุนรอบใหม่นี้จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่ออนาคตของทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ดีลการค้าและการลงทุนในรูปแบบ Transactional หรือการต่างตอบแทนตามสไตล์ของทรัมป์ครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ แม้ว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตความขัดแย้งให้กลายเป็นเม็ดเงินไหลเข้าประเทศได้สำเร็จ แต่คำถามสำคัญที่นักวิเคราะห์ยังคงกังขาคือ เม็ดเงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมเมื่อใด และจะเพียงพอต่อการชดเชยต้นทุนความขัดแย้งทางทหารที่กำลังยืดเยื้อได้จริงหรือไม่
แม้ว่าดีลการลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์จะช่วยระงับแผนการเก็บภาษีทางเรือของทรัมป์ลงได้ชั่วคราว แต่มาตรการคว่ำบาตรทางทะเลและการเปิดฉากโจมตีรอบใหม่ต่ออิหร่าน กลับยิ่งทำให้สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงขึ้น เส้นทางน้ำที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งเคยเป็นช่องทางผ่านของน้ำมันดิบ 25% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 20% ของโลก กำลังตกอยู่ในภาวะอัมพาตและส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลจากภาคการเดินเรือล่าสุดระบุว่า ปริมาณการจราจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบแห่งนี้ได้ชะลอตัวลงจนแตะระดับต่ำสุดในรอบสองเดือน เนื่องจากบริษัทเดินเรือต่างหวาดผวาต่อความปลอดภัยหลังจากอิหร่านและสหรัฐฯ เปิดฉากยิงตอบโต้กันอย่างดุเดือด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นราคาของตลาดโลก พุ่งทะยานสูงขึ้นทันที สะท้อนให้เห็นว่าตลาดทุนกำลังตื่นตระหนกกับความเสี่ยงที่อุปทานพลังงานจะขาดแคลนในระยะยาว
การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานในครั้งนี้กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ซ้ำเติมวิกฤตค่าครองชีพ ของผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ประชาชนส่วนใหญ่ต่างต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพที่สูงลิ่วอยู่แล้ว โดยเฉพาะราคาขายปลีกน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานที่ขยับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนขนส่ง ส่งผลให้แรงกดดันมหาศาลกลับไปตกอยู่ที่ฝั่งรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของชาติต่าง ๆ ที่ต้องหามาตรการมารับมือกับภาวะเงินเฟ้อรอบใหม่
แรงกดดันทางเศรษฐกิจดังกล่าวคาดว่าจะพ่นพิษใส่ฝั่งการเมืองของสหรัฐฯ โดยตรง โดยเฉพาะพรรครีพับลิกันของทรัมป์ที่ต้องเตรียมรับศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ นักวิเคราะห์เตือนว่า หากทำเนียบขาวยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และปล่อยให้สงครามพลังงานยืดเยื้อจนฉุดไม่อยู่ ความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหากระเป๋าฉีกอาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดผลการเลือกตั้ง และอาจทำให้ดีลการลงทุนมหาศาลที่ทรัมป์เพิ่งได้มานั้น ไม่คุ้มค่ากับราคาทางการเมืองที่ต้องจ่าย