
สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงดำเนินเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญอีกครั้ง เมื่อยูเครนกำลังเตรียมรับมือฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ท่ามกลางความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การโจมตีพื้นที่พลเรือน และแรงกดดันที่ยังคงเกิดขึ้นตามแนวหน้า
ขณะเดียวกัน บทบาทของประเทศที่เข้ามาสนับสนุนรัสเซีย โดยเฉพาะเกาหลีเหนือ กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ยูเครนจับตามอง ขณะที่ความพยายามผลักดันกระบวนการทางการทูตยังไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงที่เป็นรูปธรรมได้
และสิ่งที่ยูเครนต้องการมากที่สุดคือ “หวังเพียงให้สงครามนี้ยุติลงเสียที ขอสันติภาพ และความยุติธรรมกลับคืนมาสู่ประเทศ และชาวยูเครนทุกคน”
วันนี้ Spotlight ได้มีโอกาสคุยกับนายวิคเตอร์ เซเมนอฟ (Mr. Viktor Semenov) อุปทูตรักษาการ สถานเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทยถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงความร่วมมือที่ผ่านมาระหว่างยูเครน และประเทศไทย
หนึ่งในความท้าทายเร่งด่วนของยูเครนในขณะนี้ คือการเตรียมพร้อมสำหรับฤดูหนาวที่อาจรุนแรงกว่าปีก่อน หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานภายในประเทศได้รับความเสียหายจากการโจมตีของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม กองกำลังรัสเซียโจมตีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนเคอร์ซอน (Kherson Thermal Power Plant) ด้วยระเบิดนำวิถี 4 ลูก ส่งผลให้อุปกรณ์สำหรับผลิตความร้อน และพลังงานได้รับความเสียหายทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำประปาก็ถูกโจมตีเช่นกัน
สำหรับยูเครน ความเสียหายดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงปัญหาเรื่องไฟฟ้า แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบทำความร้อน น้ำประปา และบริการพื้นฐานที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้ในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโดยตรง
ยูเครนจึงกำลังเร่งเตรียมความพร้อมด้านพลังงาน และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งสำหรับประเทศไทย ยูเครนระบุว่า ได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในช่วงฤดูหนาวผ่านสภากาชาดเป็นประจำทุกปี แต่อาจต้องขอความช่วยเหลือดังกล่าวเพิ่มขึ้นในปีนี้จากความเสียหายที่เกิดขึ้น
สถานการณ์ในแนวหน้ายังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะบริเวณเมืองกอสเตียนตินิฟกา (Kostiantynivka) ที่รัสเซียเพิ่มแรงกดดันมาตั้งแต่ต้นปี
อย่างไรก็ตาม แม้รัสเซียจะพยายามรุกคืบอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถบรรลุผลลัพธ์ทางยุทธศาสตร์ตามเป้าหมายที่วางไว้ และภาพรวมของแนวรบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟยืนยันว่า ตั้งแต่ต้นปี รัสเซียสามารถยึดครองดินแดนได้ประมาณ 990 ตารางกิโลเมตร ขณะที่กองกำลังยูเครนสามารถยึดคืนพื้นที่ได้ประมาณ 820 ตารางกิโลเมตร
อีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญของสงครามคือบทบาทของเกาหลีเหนือในการสนับสนุนรัสเซีย
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟกล่าวว่า รัสเซียได้รับขีปนาวุธนำวิถีเพิ่มเติมจากเกาหลีเหนือ และกำลังเตรียมการเพื่อส่งกำลังพลเกาหลีเหนือเข้ามาในดินแดนรัสเซีย
หนึ่งในอาวุธที่ถูกกล่าวถึงคือขีปนาวุธ KN-23 ซึ่งถูกนำมาใช้ในการโจมตีพื้นที่ของยูเครนหลายครั้ง โดยมีรายงานการใช้งานในเมืองซาปอริซเซียช่วงกลางเดือนสิงหาคม และการโจมตีพื้นที่อยู่อาศัยในกรุงเคียฟเมื่อเดือนกรกฎาคม
ยูเครนมองว่า การสนับสนุนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ารัสเซียยังคงพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารจากต่างประเทศอย่างมาก และการมีส่วนร่วมของเกาหลีเหนืออาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อสถานการณ์ในระยะต่อไป
นอกจากแนวรบโดยตรงแล้ว พื้นที่พลเรือนยังคงได้รับผลกระทบจากการโจมตีอย่างต่อเนื่อง
ในเดือนสิงหาคม นายวิคเตอร์ เซเมนอฟเผยว่ารัสเซียเพิ่มการโจมตีต่อห้างสรรพสินค้า ตลาด และศูนย์ค้าปลีก รวมถึงคลัง และศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ โดยการโจมตีทำให้คลังจัดเก็บสินค้าสมัยใหม่ของประเทศได้รับความเสียหายไปมากกว่า 90%
หนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ในกอสเตียนตินิฟกา โดยมีผู้เสียชีวิต 14 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 140 ราย
นอกจากนี้ รัสเซียได้มีการใช้โดรน FPV ติดตาม และโจมตีพลเรือนเป็นรายบุคคลในพื้นที่แนวหน้า จนเรียกเหตุการณ์ลักษณะนี้ว่า “Human Safari” หรือ “ซาฟารีล่ามนุษย์”
แม้การสู้รบจะดำเนินต่อไป ยูเครนยังยืนยันว่าต้องการให้สงครามยุติลงผ่านกระบวนการทางการทูต
อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวยังเผชิญอุปสรรคจากจุดยืนของรัสเซีย โดยรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียประกาศว่า รัสเซียไม่ยอมรับการหยุดยิงตามแนวปะทะในปัจจุบัน ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ก็ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพล่าสุดเช่นกัน
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟกล่าวเสริมว่า การขาดความคืบหน้าของการเจรจาไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวของการทูตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่รัสเซียยังไม่พร้อมเจรจาอย่างจริงจัง
นอกจากสถานการณ์ทางทหารแล้ว เศรษฐกิจรัสเซียก็เป็นอีกสนามหนึ่งที่ยูเครนพยายามสร้างแรงกดดัน
การโจมตีของยูเครนสร้างความเสียหายต่อโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียจนทำให้กำลังการกลั่นลดลงเกือบหนึ่งในสาม ขณะที่รายได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันลดลงประมาณ 40%
ในขณะเดียวกัน การขาดดุลงบประมาณของรัสเซียในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนอยู่ที่ประมาณ 5.8 ล้านล้านรูเบิล หรือราว 2.69 ล้านล้านบาท
ในด้านของสถานการณ์ของเชลยศึกชาวยูเครน มีเชลยศึกกว่า 96% ต้องเผชิญกับการทรมาน ซึ่งรวมถึงการทุบตี การใช้ไฟฟ้าช็อต และความรุนแรงทางเพศ และรัสเซียมีการปฏิเสธไม่ให้องค์กรระหว่างประเทศอย่างสภากาชาดเข้าไปตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัวเชลยศึก ขณะที่ยูเครนเปิดให้มีการเข้าตรวจสอบเชลยศึกรัสเซียที่ถูกควบคุมตัวในประเทศ
อีกประเด็นที่ยูเครนให้ความสำคัญคือการส่งตัวเด็กชาวยูเครนกลับประเทศ เพราะมีเด็กกว่า 20,000 คนถูกนำออกจากยูเครนอย่างผิดกฎหมาย และจนถึงขณะนี้สามารถนำเด็กกลับคืนมาได้เกือบ 2,500 คน ด้วยความช่วยเหลือจากพันธมิตร 51 ประเทศ
ดังนั้น ยูเครนจึงกำลังผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในประเด็นนี้ และเตรียมเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศครั้งที่สองในแคนาดา พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทยเข้าร่วมภารกิจด้านมนุษยธรรมดังกล่าว
ผลกระทบของสงครามยังขยายไปไกลกว่าพรมแดนยูเครน โดยเฉพาะในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟเผยว่า รัสเซียได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานบริเวณท่าเรือจำนวนมาก ขณะที่ในเดือนกรกฎาคมมีการโจมตีเรือพลเรือนเพิ่มขึ้น
แม้เผชิญการโจมตี แต่ยูเครนยังสามารถใช้เส้นทางเดินเรือในทะเลเพื่อส่งออกสินค้าได้มากกว่า 28 ล้านตัน และยังต้องการขยายความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรกับประเทศไทย
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อหลายประเทศ เนื่องจากยูเครนเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก และความสามารถในการส่งออกผ่านทะเลมีผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารระหว่างประเทศ
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟเผยว่า ยูเครนให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับประเทศไทย และการเจรจาทางการเมืองของเรากำลังพัฒนาอย่างแข็งขัน
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟกล่าวว่า "เราขอขอบคุณประเทศไทยที่สนับสนุนเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมการปฏิบัติการทุ่นระเบิดยูเครนในโตเกียว และการเข้าร่วมการประชุมการฟื้นฟูยูเครนในโปแลนด์ เรากำลังพิจารณาจัดประชุมปฐมฤกษ์ของคณะกรรมการร่วมทางการค้าระหว่างยูเครน และไทย"
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟกล่าวเสริมว่า "ส่วนในด้านวัฒนธรรม เราได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการจัดเทศกาลภาพยนตร์ยูเครนครั้งที่ 2 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และกำลังทำงานเพื่อพานักออกแบบชื่อดังชาวยูเครน มายังกรุงเทพฯ สำหรับงานแฟชั่นโชว์ และที่พิเศษไปกว่านั้นประเทศไทยยังได้ต้อนรับนักกีฬาของเราอย่างอบอุ่น รวมถึงทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติ และนักมวยไทยของเรา เราขอขอบคุณจากใจจริงอีกครั้ง"