Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ไทยพร้อมจัด “โอลิมปิกการเงิน” รับแขก 1.5หมื่นคน ขน Soft Powerไทยอวดโลก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ไทยพร้อมจัด “โอลิมปิกการเงิน” รับแขก 1.5หมื่นคน ขน Soft Powerไทยอวดโลก

15 ก.ค. 69
15:28 น.
แชร์

ประเทศไทยเตรียมกลับมาเป็นศูนย์กลางการหารือด้านเศรษฐกิจและการเงินของโลกอีกครั้ง เมื่อกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพ “การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” หรือ The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

การประชุมดังกล่าวได้รับการขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกทางการเงิน” เนื่องจากเป็นหนึ่งในเวทีเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก โดยคาดว่าจะมีผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ เดินทางมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและแนวทางรับมือกับความท้าทายในอนาคต

การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ของประเทศไทย หลังจากเคยจัดการประชุมมาแล้วในปี 2534 โดยรัฐบาลมองว่าไม่เพียงเป็นโอกาสในการยกระดับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศ แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ เปิดพื้นที่ให้ชุมชนและผู้ประกอบการไทยนำเสนอศักยภาพสู่สายตานานาชาติ รวมถึงสร้างผลลัพธ์เชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ชูแนวคิด “ขอบฟ้าใหม่ของไทย” วางประชาชนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโลกท่ามกลางความแตกขั้ว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศและประชาชนในหลายมิติ ทั้งการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การยกระดับความเชื่อมั่นในเวทีโลก และการนำเสนอศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น ภายใต้แนวคิด “Empowering Community: From Local to Global”

ประเทศไทยกำหนดแนวคิดหลักของการประชุมว่า “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” หรือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อสะท้อนว่าไทยกำลังก้าวเข้าสู่บริบทใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และแนวโน้มการแบ่งขั้วที่ชัดเจนขึ้น

นายเอกนิติระบุว่า ในโลกที่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการเงินกำลังถูกแบ่งออกเป็นหลายขั้ว ประเทศไทยและประเทศขนาดกลางสามารถมีบทบาทเป็นตัวกลางเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศได้ โดยไทยจะนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาต่อยอดเป็นแนวทางการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับความสมดุล ความยั่งยืน การสร้างภูมิคุ้มกัน และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

หัวใจสำคัญของ “ขอบฟ้าใหม่” จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ประเทศรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้เท่านั้น แต่ต้องสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถปรับตัว มีส่วนร่วม และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างทั่วถึง รัฐบาลไทยจึงเชื่อมโยงแนวคิดดังกล่าวเข้ากับนโยบายการคลังและความท้าทายร่วมของประชาคมโลก ผ่านยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก

เสาหลักแรก คือ การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและมีความยืดหยุ่น หรือ Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth โดยไทยจะนำเสนอประสบการณ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ เช่น ระบบพร้อมเพย์ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มแรก ๆ ที่พัฒนาระบบดังกล่าว และนำมาใช้เป็นเครื่องมือส่งผ่านความช่วยเหลือจากภาครัฐไปยังประชาชนโดยตรงตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

การโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ได้รับสิทธิโดยตรงช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดช่องว่างในการทุจริต และทำให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้เดือดร้อนได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น ขณะเดียวกัน ไทยยังจะนำเสนอการใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส และ “AI นกกระซิบ” ที่ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าและคนตัวเล็กตัวน้อยเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาธุรกิจและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้

เสาหลักที่สอง คือ การสร้างความยืดหยุ่นในโลกที่มีความแตกแยก หรือ Building Resilience in a Fragmented World โดยไทยจะนำเสนอศักยภาพในฐานะสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างขั้วเศรษฐกิจ พร้อมวางบทบาทประเทศให้เป็น “Trusted Hub” ด้านการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย ตลอดจนสนับสนุนการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและรูปแบบความร่วมมือใหม่ ๆ

นายเอกนิติกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยมีความพร้อมรับบทบาทดังกล่าว คือ ความมั่นคงและเสถียรภาพ ในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกต้องการแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยและเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศได้ ไทยมีจุดแข็งจากเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง รวมถึงความสามารถในการค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

ไทยจึงเตรียมนำเสนอบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ควบคู่กับการพัฒนาตลาดทุนให้เป็นแหล่งระดมทุนสำหรับภาคธุรกิจ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ชุมชน เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเติบโตของประเทศสามารถเชื่อมโยงกับการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในระดับฐานรากได้

เสาหลักที่สาม คือ การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation โดยไทยต้องการผลักดันให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกมีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เพื่อช่วยประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ให้สามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดได้อย่างสมดุล

ความขัดแย้งและสงครามในหลายพื้นที่ของโลกได้ซ้ำเติมความเสี่ยงด้านพลังงาน ทำให้หลายประเทศจำเป็นต้องเร่งลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีระบบการเงินที่ช่วยลดข้อจำกัดและเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

เสาหลักที่สี่ คือ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน หรือ Demographic Change and the Longevity Economy โดยไทยจะนำเสนอแนวทางเปลี่ยนความท้าทายจากสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับการเตรียมความพร้อมด้านการเงินของประชาชนในระยะยาว

นายเอกนิติมองว่า ไทยมีศักยภาพที่จะเป็นประเทศต้นแบบด้านเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน จากจุดแข็งด้านอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร สมุนไพร และองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่สินค้าและอาหารไทยในตลาดโลก

การประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแสดงความพร้อมของไทยด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน แต่ยังเป็นโอกาสในการนำเสนอแนวทางการพัฒนาที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี เสถียรภาพ ความยั่งยืน และศักยภาพของชุมชนเข้าด้วยกัน โดยมีประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน

ดึงชุมชนและ Soft Power ไทยสู่สายตาผู้แทนจากทั่วโลก

นอกเหนือจากสาระด้านนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน การประชุมครั้งนี้ยังถูกวางให้เป็นพื้นที่นำเสนออัตลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพของชุมชนไทยในระดับนานาชาติ โดยคณะผู้จัดงานได้คัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวม 37 ลายอัตลักษณ์ เพื่อนำมาใช้ตกแต่งพื้นที่ภายในงาน

ผ้าที่ได้รับการคัดเลือกมีทั้งผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลาย “บุปผาบรมราชินีนาถ” สะท้อนความหลากหลายของภูมิปัญญา งานหัตถกรรม และเรื่องราวของชุมชนจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ

ภายในงานยังเตรียมนำเสนออาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือสินค้า GI ของไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้สัมผัสรสชาติและเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น รวมถึงข้าวหอมมะลิไทยแท้ 100% คุณภาพพรีเมียมคัดพิเศษ ซึ่งสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินและวิถีเกษตรกรรมของไทย

รัฐบาลยังเร่งผลักดันการเตรียมงานให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ผ่านแคมเปญ “Road to Thailand” เพื่อสร้างการรับรู้และเปิดให้หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ประชาชน เยาวชน ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมทั้งก่อนและระหว่างการประชุม

นายเอกนิติระบุว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของผู้กำหนดนโยบายหรือนักวิชาการเพียงกลุ่มเดียว แต่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของประชาชน โดยในระยะสั้น การเดินทางเข้าประเทศไทยของผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง จะช่วยกระตุ้นกิจกรรมในภาคการท่องเที่ยวและบริการได้ทันที

ยืนยันพร้อมเต็ม 100% วางระบบดูแลทั้งเนื้อหา พิธีการ และความปลอดภัย

รัฐบาลได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดูแลการเตรียมงานใน 3 ด้าน ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนแนวคิดหลักและประเด็นเชิงนโยบายของการประชุม คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ เพื่อดูแลการจัดงานและการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม และคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การประชุมดำเนินไปอย่างเรียบร้อย

นายเอกนิติกล่าวว่า การเตรียมความพร้อมของไทยให้ความสำคัญกับรายละเอียดในทุกมิติ โดยมีเป้าหมายไม่เพียงทำให้งานสำเร็จลุล่วง แต่ต้องสร้างประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก

ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมเต็ม 100% ตามแผนการจัดเตรียมงาน และในเดือนกรกฎาคม คณะผู้แทนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกได้เดินทางมาตรวจประเมินความพร้อมขั้นสุดท้าย หรือ July Mission อย่างใกล้ชิด

คณะผู้จัดงานยังได้วางระบบควบคุมและเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่การกำหนดสาระสำคัญ การจัดพิธีการ การอำนวยความสะดวก ไปจนถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย

ธปท. เตรียมผลักดัน “Bangkok Blueprint” สู่กรอบนโยบายการเงินดิจิทัลโลก

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยจะใช้เวทีการประชุมครั้งนี้นำเสนอศักยภาพด้านระบบการเงินดิจิทัล โดยต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศพัฒนาขึ้น เช่น ระบบพร้อมเพย์และระบบชำระเงินข้ามประเทศ หรือ Cross-Border QR

แนวคิดสำคัญที่ ธปท. เตรียมนำเสนอคือ การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง หรือ Safe & Inclusive Digital Finance: SIDF ซึ่งให้ความสำคัญกับทั้งความรวดเร็ว ความปลอดภัย และการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม

การสร้างระบบดังกล่าวต้องอาศัยกลไกสำคัญ 3 ด้าน ด้านแรกคือการจัดการภัยทุจริตทางดิจิทัล ทั้งการฉ้อโกง กลโกง และอาชญากรรมดิจิทัล ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง

ด้านที่สองคือการยกระดับความสามารถในการรับมือภัยไซเบอร์ หรือ Cyber Resilience เพื่อให้ระบบการเงินสามารถรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี โดยเฉพาะในภาวะที่โครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการบางส่วนยังมีความกระจุกตัวสูง

ด้านที่สามคือการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เข้าถึงง่ายและเป็นธรรม เพื่อป้องกันการกีดกันประชาชนออกจากบริการทางการเงิน รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดจากการเข้าถึง AI และการใช้ข้อมูลพฤติกรรมดิจิทัล หรือ Digital Footprint หากไม่มีการออกแบบนโยบายอย่างรอบคอบ

ธปท. มองว่าหัวใจสำคัญของการวางนโยบายการเงินดิจิทัลคือการมองประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่เพียงปกป้องประชาชนจากภัยไซเบอร์และภัยทุจริต แต่ต้องช่วยเปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้อย่างเป็นธรรม

หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของการประชุมครั้งนี้คือกรอบนโยบาย “Bangkok Blueprint” ซึ่งจะเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก โดยถูกวางให้เป็นเสมือนเข็มทิศที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล

กรอบดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานด้านนโยบายและกฎหมาย การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและระหว่างประเทศ ไปจนถึงการเสริมสร้างความรู้และภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่ประชาชน

นายวิทัยระบุว่า Bangkok Blueprint ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์หลักของการประชุม และเป็นกลไกเชื่อมโยงแนวคิดของประเทศไทยเข้ากับความท้าทายระดับโลก เนื่องจากภัยทางการเงินดิจิทัลเป็นปัญหาที่ทุกประเทศต้องเผชิญ โดยไทยตั้งเป้าให้กรอบดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปลงมือทำได้จริง และช่วยสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม


แชร์
ไทยพร้อมจัด “โอลิมปิกการเงิน” รับแขก 1.5หมื่นคน ขน Soft Powerไทยอวดโลก