
สูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพของประกันสังคมที่ใช้ในปัจจุบัน ถูกตั้งข้อสังเกตมานานหลายปีว่าอาจทำให้ผู้ประกันตนบางกลุ่มเสียเปรียบ เนื่องจากยึดค่าจ้างเฉลี่ยเพียง 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณเป็นฐานคำนวณ ส่งผลให้ผู้ที่ค่าจ้างลดลงในช่วงท้ายของการทำงาน หรือผู้ที่เปลี่ยนไปเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ก่อนขอรับบำนาญ อาจได้รับเงินบำนาญน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ด้วยเหตุนี้ จึงมีความพยายามผลักดันการปรับสูตรคำนวณเงินบำนาญใหม่มาใช้ระบบ CARE (Career Average Revalued Earnings) โดยมีเป้าหมายให้การคำนวณสะท้อนการส่งเงินสมทบตลอดอายุการทำงานมากขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากสูตรเดิม
ล่าสุด ความพยายามนี้ขยับไปอีกขั้น เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 มีมติเห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้เปลี่ยนมาใช้สูตร CARE ซึ่งเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณทั้งเงินบำนาญและเงินบำเหน็จชราภาพ เพื่อให้การได้รับสิทธิประโยชน์สะท้อนการนำส่งเงินสมทบตลอดช่วงชีวิตการทำงานมากขึ้น
ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงฯ กำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเปิดช่วงเวลาให้ผู้ประกันตนทำความเข้าใจระบบใหม่ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์รายละเอียดการคำนวณก่อนเริ่มใช้
การเปลี่ยนสูตรคำนวณและปรับเกณฑ์ในครั้งนี้จะส่งผลต่อเงินบำนาญของเราอย่างไร ใครได้ประโยชน์ ใครอาจได้รับผลกระทบ และมีมาตรการรองรับอย่างไรบ้าง SPOTLIGHT ชวนมาดูกันต่อ
ปัจจุบัน เงินบำนาญชราภาพใช้สูตร Final Average Earnings (FAE) ที่คำนวณจาก 20% ของค่าจ้างเฉลี่ยในช่วง 60 เดือนสุดท้าย ก่อนเกษียณ (ภายใต้เพดานค่าจ้างที่กำหนด) ทำให้ค่าจ้างในช่วงท้ายของการทำงานมีผลต่อเงินบำนาญอย่างมาก ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกันตนบางกลุ่ม ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่ค่าจ้างปรับลดลงในช่วงท้ายของอายุงาน ซึ่งจะเสียเปรียบอย่างมาก
อีกกลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับค่าจ้างสูงมาโดยตลอด แต่เมื่อเกษียณอายุแล้ว (ไม่ประสงค์รับเงินบำนาญชราภาพเมื่อเกษียณอายุ) จึงมาสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (ผู้ประกันตนโดยสมัครใจส่งเงินสมทบด้วยตัวเองเดือนละ 432 บาท) ซึ่งใช้ฐานในการคำนวณเงินสมทบเพียง 4,800 บาท ก็จะได้รับเงินบำนาญชราภาพลดลงตามไปด้วย
อีกทั้งเกณฑ์การปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพกรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน ที่กำหนดว่าต้องส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือนจึงจะได้ปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1.5 โดยไม่นำเศษเดือนของระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบที่ไม่ครบ 12 เดือนมาคำนวณอัตราเงินบำนาญชราภาพด้วย ก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน แต่ส่งเพิ่มไม่ครบ 12 เดือนเต็ม
กระทรวงแรงงานระบุว่า สูตร Career Average Revalued Earnings (CARE) เป็นรูปแบบการคำนวณที่หลายประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ใช้ โดยไทยนำแนวคิดมาประยุกต์จากสหราชอาณาจักร เพื่อให้การคำนวณสะท้อนการส่งเงินสมทบตลอดช่วงชีวิตการทำงาน และลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากสูตรเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง คือ จากสูตรเดิมที่พิจารณาเฉพาะค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ สูตร CARE จะใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดอายุการทำงานที่ใช้ส่งเงินสมทบเป็นฐานคำนวณ โดยทุกเดือนที่ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบ จะถูกนำมาคำนวณเป็น ‘แต้มบำนาญ’ (Pension Point) เพื่อสะสมไว้ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในระบบ
วิธีการคำนวณ คือ นำค่าจ้างของผู้ประกันตนในแต่ละเดือนที่ใช้เป็นฐานในการส่งเงินสมทบ ไปเปรียบเทียบกับค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนมาตรา 33 ทั้งระบบในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อดูว่าค่าจ้างของผู้ประกันตนสูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ก่อนแปลงเป็นแต้มบำนาญสะสม
หากค่าจ้างของผู้ประกันตนในเดือนนั้นสูงกว่าค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนทั้งระบบ ก็จะได้รับแต้มบำนาญมากกว่า 1 คะแนน แต่หากต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ก็จะได้รับแต้มบำนาญน้อยกว่า 1 คะแนน โดยคะแนนเหล่านี้จะถูกสะสมต่อเนื่องทุกเดือนจนถึงวันที่เกษียณ
เมื่อผู้ประกันตนมีสิทธิรับบำนาญ ระบบจะนำแต้มบำนาญเฉลี่ยที่สะสมตลอดอายุการทำงาน มาคำนวณร่วมกับอัตราเงินบำนาญ และค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของผู้ประกันตนมาตรา 33 ทั้งระบบ เพื่อคำนวณเป็นเงินบำนาญที่ได้รับ
นอกจากนี้ สูตร CARE ยังมีการปรับมูลค่าค่าจ้างในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน (revaluation) ก่อนนำมาคำนวณ เพื่อไม่ให้ค่าจ้างในช่วงเริ่มต้นทำงานซึ่งมักอยู่ในระดับต่ำมาฉุดค่าจ้างเฉลี่ยให้ต่ำลงมากเกินไป
อีกเกณฑ์ที่ปรับ คือ การเพิ่มอัตราเงินบำนาญสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน จากเดิมที่จะได้รับเงินบำนาญเพิ่ม 1.5% ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน โดยไม่นำเศษเดือนที่ส่งไม่ครบ 12 เดือน มาคิดคำนวณ เปลี่ยนเป็นการเพิ่มสิทธิ 0.125% ต่อเดือน ทำให้การส่งเงินต่อในเดือนที่ 181 ขึ้นไป แม้จะไม่ครบ 12 เดือน ก็ยังได้รับสิทธิเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งจริง
ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสูตรคำนวณเงินบำนาญ แต่ร่างกฎกระทรวงฯ ยังปรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพด้วย
ตามหลักเกณฑ์เดิม หากส่งเงินสมทบไม่ถึง 12 เดือน จะได้รับเงินคืนเฉพาะเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเองส่วนเดียว แต่หลักเกณฑ์ใหม่นี้จะจ่ายคืนให้ทุกส่วน ทั้งเงินสมทบที่ลูกจ้างจ่าย เงินสมทบจากนายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทน ไม่ว่าจะส่งเงินสมทบมาแล้วกี่เดือนก็ตาม
กระทรวงแรงงานประเมินว่า การเปลี่ยนมาใช้สูตร CARE จะทำให้ผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10% หรือราว 290 บาทต่อเดือน โดยเฉพาะผู้ที่ค่าจ้างลดลงในช่วงท้ายของการทำงาน หรือผู้ที่เปลี่ยนไปเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ก่อนเกษียณ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการใช้ฐานค่าจ้างเฉลี่ยเพียง 5 ปีสุดท้ายในการคำนวณ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกันตนบางกลุ่มที่มีฐานค่าจ้างต่ำในช่วงแรกของการทำงาน แต่มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงใกล้เกษียณ อาจคำนวณแล้วได้รับเงินบำนาญลดลงเมื่อเทียบกับสูตรเดิม
เพื่อรองรับผลกระทบดังกล่าว ร่างกฎกระทรวงฯ จึงกำหนดมาตรการคุ้มครองในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยผู้ที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพอยู่ก่อนวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ หากคำนวณตามสูตรใหม่แล้วได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น จะได้รับเงินเพิ่มตั้งแต่เดือนถัดจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ แต่หากคำนวณแล้วได้รับเงินบำนาญลดลง จะยังคงได้รับเงินบำนาญในอัตราเดิม ไม่มีการปรับลด
ส่วนผู้ที่จะเกษียณหรือจะขอรับเงินบำนาญชราภาพในช่วง 5 ปี หลังสูตร CARE มีผลใช้บังคับ หากคำนวณแล้วได้รับเงินบำนาญลดลง จะได้รับเงินชดเชยส่วนต่างตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ
สำหรับผู้ที่เริ่มรับบำนาญตั้งแต่ปีที่ 6 หลัง CARE มีผลบังคับใช้ จะไม่มีมาตรการชดเชยดังกล่าว หมายความว่า หากสูตร CARE คำนวณแล้วได้รับเงินบำนาญต่ำกว่าสูตรเดิม ก็จะได้รับตามผลการคำนวณของสูตรใหม่
การปรับสูตรคำนวณและเกณฑ์ใหม่นี้จะทำให้กองทุนประกันสังคมมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งจากเงินบำนาญที่เพิ่มสูงขึ้นตามสูตรใหม่ และมาตรการชดเชยผู้ประกันตนในช่วงเปลี่ยนผ่าน
กระทรวงแรงงานประเมินว่า จะมีภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 231,000-274,000 ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลต่อความยั่งยืนของกองทุน คณะกรรมการประกันสังคมจึงได้ตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม (Funding Strategy) เพื่อกำหนดแนวทางการสร้างความยั่งยืนให้กับกองทุนประกันสังคมต่อไป
อ้างอิง : มติ ครม., กระทรวงแรงงาน, สำนักงานประกันสังคม