
หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อผู้ประกันตนเสียชีวิต เงินจากกองทุนประกันสังคมจะถูกส่งต่อให้เฉพาะทายาทตามกฎหมายเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว สิทธิประโยชน์บางส่วนสามารถส่งต่อให้บุคคลที่ผู้ประกันตนเลือกเองได้ เพียงแค่ทำหนังสือระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม
เรื่องนี้มีความสำคัญกับคนโสดเป็นพิเศษ เพราะหากไม่มีคู่สมรส ไม่มีบุตร ไม่มีทายาทตามลำดับที่กฎหมายกำหนด และไม่ได้ระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ อาจทำให้สิทธิประโยชน์บางส่วนไม่สามารถจ่ายให้ใครได้ กลายเป็นว่าผู้ประกันตนที่ส่งเงินเข้ากองทุนมาตลอดช่วงชีวิตการทำงานต้องสูญเสียสิทธิประโยชน์ส่วนนี้ไป
สิทธิประโยชน์กรณีเสียชีวิตมีอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ ค่าทำศพ เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต และเงินบำเหน็จชราภาพ ซึ่งแต่ละส่วนมีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินและหลักเกณฑ์การระบุผู้มีสิทธิรับเงินแตกต่างกัน
‘ค่าทำศพ’ เป็นเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ที่รับผิดชอบจัดการงานศพของผู้ประกันตน ไม่ใช่เงินที่จ่ายให้ทายาทโดยอัตโนมัติ
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 หากส่งเงินสมทบอย่างน้อย 1 เดือน ภายใน 6 เดือนก่อนเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1 และ 2 (ส่งเงินสมทบเดือนละ 70 บาท หรือ 100 บาท) จะได้รับค่าทำศพ 25,000 บาท ผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3 (ส่งเงินสมทบเดือนละ 300 บาท) จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายใน 12 เดือนก่อนเสียชีวิต
ผู้ที่มีสิทธิรับเงินส่วนนี้ คือ บุคคลที่ผู้ประกันตนระบุไว้ให้เป็นผู้จัดการศพและเป็นผู้จัดการศพจริง หรือบุคคลที่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าเป็นผู้รับผิดชอบจัดงานศพ แม้จะไม่ได้เป็นญาติหรือทายาทก็ตาม
‘เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต’ เป็นเงินที่ผู้ประกันตนสามารถกำหนดผู้รับไว้ล่วงหน้าได้โดยตรง และเป็นสิทธิที่สำนักงานประกันสังคมอยากให้ผู้ประกันตน โดยเฉพาะคนโสด ให้ความสำคัญ
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตรา 50% ของค่าจ้างเป็นเวลา 4 เดือน และหากส่งเงินสมทบครบ 120 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตรา 50% ของค่าจ้างนานถึง 12 เดือน
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1 และ 2 จะได้รับเงินสงเคราะห์ 8,000 บาท หากส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 60 เดือนก่อนเสียชีวิต
ความแตกต่างของเงินส่วนนี้อยู่ตรงที่หากผู้ประกันตนทำหนังสือระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ เงินจะจ่ายให้บุคคลที่ระบุทันที ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทตามกฎหมาย
แต่หากไม่ได้ระบุไว้ การจ่ายเงินจะกลับไปเป็นไปตามลำดับของกฎหมาย ดังนี้
สำนักงานประกันสังคมเตือนว่า ผู้ประกันตนที่ไม่ได้สมรส ไม่มีบิดามารดา และทายาทตามกฎหมาย และไม่ได้ระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ กองทุนประกันสังคมก็จะไม่ได้จ่ายสิทธิประโยชน์แก่บุคคลใดเลย ดังนั้น สำนักงานประกันสังคมจึงแนะนำให้ผู้ประกันตนที่สถานะโสดจัดทำเอกสารระบุชื่อผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีตายให้ชัดเจน
สิทธิประโยชน์ส่วนสุดท้าย คือ ‘เงินบำเหน็จชราภาพ’ ซึ่งประกอบด้วยเงินสะสมและผลประโยชน์ตอบแทน หลายคนคุ้นเคยกับเงินส่วนนี้ในฐานะเงินออมเพื่อวัยเกษียณ แต่หากผู้ประกันตนเสียชีวิตก่อนใช้สิทธิ เงินสะสมพร้อมผลประโยชน์ตอบแทนจะไม่หายไป
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 กฎหมายกำหนดสัดส่วนการแบ่งเงิน ดังนี้
หากไม่มีทายาทหรือไม่มีผู้ที่ระบุไว้เป็นผู้รับผลประโยชน์ จะจ่ายตามลำดับ ได้แก่
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 เงินบำเหน็จชราภาพจะจ่ายให้แก่ บิดา มารดา สามีหรือภรรยา บุตร และบุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ โดยได้รับในจำนวนเท่ากัน แต่หากไม่มีบุคคลดังกล่าว จึงจะพิจารณาจ่ายให้ญาติ ตามลำดับ ได้แก่
หากผู้ประกันตนต้องการกำหนดให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นญาติ คนใกล้ชิด หรือบุคคลที่ไม่ใช่ทายาทตามกฎหมาย สามารถจัดทำหนังสือระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม โดยระบุชื่อผู้รับสิทธิ เลขประจำตัวประชาชน และข้อมูลพยานให้ครบถ้วน เพื่อให้เอกสารสามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันสิทธิได้เมื่อมีการยื่นขอรับเงิน
ผู้ประกันตนหรือผู้ที่ได้รับการระบุชื่อเป็นผู้รับผลประโยชน์สามารถเก็บรักษาเอกสารดังกล่าวไว้เอง และให้ผู้รับประโยชน์นำมายื่นต่อสำนักงานประกันสังคมเมื่อผู้ประกันตนเสียชีวิต
สำหรับการยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเสียชีวิต เมื่อผู้ประกันตนเสียชีวิต ผู้มีสิทธิสามารถยื่นขอรับประโยชน์ได้ภายใน 2 ปี นับจากวันที่ผู้ประกันตนเสียชีวิต โดยยื่นได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ใดก็ได้ทั่วประเทศที่สะดวกทั่วประเทศ
หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วนประกันสังคม 1506 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่มีวันหยุด