
ก่อนอื่นทาง Spotlight ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกคนจากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้สถานบันเทิง “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว”
โดยบทความนี้ ทางเรามีความตั้งใจที่จะเผยแพร่ข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในประเทศไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง
ทาง Spotlight ขอพาทุกคนมาถอดบทเรียนที่สำคัญจากกรณีศึกษาของต่างประเทศด้วยกัน เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันเหตุการณ์ในอนาคต
เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม ช่วงเวลาประมาณ 23.40 น. ณ บริเวณใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ลาดพร้าวซอย 1 เกิดโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ในสถานประกอบการ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เพลิงไหม้นี้รุนแรงมากจนเจ้าหน้าที่ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงในการควบคุมสถานการณ์ ซึ่งจากโศกนาฏกรรมนี้มีผู้เสียชีวิต 30 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย
สาเหตุเบื้องต้นจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่า อย่างแรกคือ โครงสร้างของพื้นที่เกิดเหตุใช้วัสดุที่ติดไฟง่าย ทำให้เวลาเกิดเพลิงไหม้ในจุดใดจุดหนึ่ง ไฟจะลุกไหม้ และลามอย่างรวดเร็ว
อย่างที่สองคือ มีประตูใช้งานได้เพียง 3 บานเท่านั้น เพราะประตูใกล้บริเวณห้องน้ำถูกล็อกลงกลอนเอาไว้ ส่วนประตูที่ใช้ได้บริเวณห้องครัวเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง นอกจากนี้มีรายงานจากพยานในที่เกิดเหตุกล่าวว่า ประตูร้านค่อนข้างแคบ ไม่มีป้ายบอกทางหนีไฟ ไม่มีสปริงเกอร์ และไม่มีสัญญาณเตือนไฟไหม้
อย่างที่สามคือ สถานประกอบการแห่งนี้จดทะเบียนเป็นร้านอาหารไม่ใช่สถานบริการ สาเหตุเพราะอาจพยายามหาช่องว่างในการเลี่ยงมาตรฐานกำกับความปลอดภัยของสถานบริการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดโครงสร้าง การควบคุมแสงสีเสียง หรือการจัดโซนนิ่งสถานบริการ
นี่คือโศกนาฏกรรมที่หดหู่มาก และนี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเคร่งครัดได้แล้ว มากกว่าการต้องถอดบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลังเกิดเหตุ เพราะอย่างที่เราทราบว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดโศกนาฏกรรมแบบนี้ในประเทศไทย แล้วมันจะต้องเกิดขึ้นอีกกี่รอบ สูญเสียอีกเท่าไหร่ เราถึงจะได้บทเรียนครบหลักสูตร
ในขณะเดียวกัน โศกนาฏกรรมแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ประเทศอื่นก็มีเช่นกัน ซึ่งสิ่งที่เราจะสามารถถอดบทเรียนสำคัญได้คือ “แล้วเมื่อเขามีโศกนาฏกรรมแบบนี้เกิดขึ้น เขาทำอย่างไรกันบ้างเพื่อป้องกันการสูญเสียในอนาคตให้ได้มากที่สุด?”
โศกนาฏกรรมเหล่านี้มักเกิดขึ้นในเวลาเพียงเวลาไม่กี่วินาที ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ครอบครัว และชุมชนแตกสลาย และต้องเผชิญกับความโศกเศร้าที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น แม้จะมีการถอดบทเรียนมานานหลายทศวรรษ แต่เหตุไฟไหม้สถานบันเทิงยังคงคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกด้วยรูปแบบที่คล้ายคลึงกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นความแออัดในสถานที่ วัสดุตกแต่ง หรือโครงสร้างภายในที่ติดไฟได้ง่าย ใช้ดอกไม้ไฟในที่ร่ม และทางออกฉุกเฉินที่ไม่เพียงพอ ล้วนเป็นส่วนผสมอันตรายที่เปลี่ยนสถานที่เฉลิมฉลองอย่างมีความสุขให้กลายเป็นสถานที่โศกนาฏกรรม และฝันร้ายได้ในชั่วข้ามคืน
โดยธรรมชาติแล้ว สถานบันเทิงมีการผสมผสานปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น มีแสงสว่างน้อย ความหนาแน่นของผู้คนสูง การมีแอลกอฮอล์ และยาเสพติด และการตกแต่งภายในที่มักติดไฟได้ง่าย ซึ่งงานวิจัยด้านพฤติกรรมมนุษย์ชี้ให้เห็นว่า ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้คนมักจะมุ่งหน้าไปยังทางออกที่คุ้นเคย แม้ว่าจะมีเส้นทางอื่นให้เลือกก็ตาม
กรณีศึกษาที่ 1 : โศกนาฏกรรมที่ไนท์คลับ “KISS” ในซานตามาเรีย ประเทศบราซิล ปี 2556
โศกนาฏกรรมนี้คล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นอย่างมาก และแสดงให้เห็นว่า “เหตุอันตรายมักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อขาดกฎระเบียบ และการบังคับใช้อย่างเคร่งครัด”
สาเหตุโศกนาฏกรรมนี้มีดังนี้
1. เกิดจากการใช้ดอกไม้ไฟเย็นในที่ร่ม แล้วเปลวไฟไปโดนเพดานซึ่งใช้วัสดุโฟมโพลียูรีเทนที่ติดไฟง่าย ทำให้ไฟลุก และลามไปอย่างรวดเร็ว
2. สถานที่จัดงานแออัดไปด้วยผู้คนกว่า 1,000 คน ทั้งที่กฎระเบียบอนุญาตให้เข้าได้เพียง 740 คนเท่านั้น
3. ทางออกฉุกเฉินไม่เพียงพอ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในตอนแรกได้ห้ามไม่ให้ลูกค้าหนีออกไป เนื่องจากพวกเขายังไม่ได้ชำระค่าบริการ
โดยเหตุการณ์นี้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 242 ราย และบาดเจ็บกว่า 600 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนมากเกิดจากการสูดดมควันพิษ
เจ้าหน้าที่ได้มีการวิเคราะห์จำลองหลังเกิดเหตุพบว่า ความแออัดของผู้คนในสถานที่ การอพยพในช่วงแรกของการเกิดเหตุล่าช้า ป้ายทางออกฉุกเฉินที่มีแสงสว่างไม่พอ และทางออกที่ใช้ได้เพียงทางเดียวล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากขนาดนี้ และการไม่มีสิ่งที่สำคัญอย่าง “ระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ” ก็เป็นเหตุที่ทำให้เปลวไฟ และควันลุกลามอย่างควบคุมไม่ได้
การแก้ไข
รัฐบาลบราซิลตอบโต้ด้วยการออกกฎหมายใหม่ที่กำหนดให้ติดตั้งระบบฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติในอาคารบางประเภท และนายกเทศมนตรีได้สั่งระงับใบอนุญาตของผับหลายร้อยแห่ง โดยบังคับให้ปิดให้บริการจนกว่าจะผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากอัคคีภัยแบบใหม่ที่เข้มงวด
แต่อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในเทศบาลขนาดเล็กที่มีการทุจริตเป็นอุปสรรคในการตรวจสอบ
กรณีศึกษาที่ 2 : โศกนาฏกรรมที่ไนท์คลับ “The Station” ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2546
โศกนาฏกรรมนี้มีสาเหตุเดียวกันกับไนท์คลับ KISS ของประเทศบราซิล คือ การใช้ดอกไม้ไฟเย็นในที่ร่ม และการก่อสร้างโดยใช้วัสดุโฟมเก็บเสียงที่ติดไฟง่ายทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วภายใน 90 วินาที
นอกจากนี้ สิ่งที่คล้ายคลึงกับเหตุประเทศไทยคือ ทางออกฉุกเฉินถูกวางสิ่งของกีดขวาง ไม่มีระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ และไม่มีสัญญาณเตือนไฟไหม้ ซึ่งพยานกล่าวว่า ลูกค้าจำนวนมากไม่รู้ทางออกอื่น ทำให้พวกเขาพากันวิ่งไปยังทางเข้าหลัก จนเกิดความแออัดล้มทับกัน นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์เชิงคำนวณว่า พฤติกรรมการรวมกลุ่มกับเพื่อน ทำให้การหนีออกจากที่เกิดเหตุช้าลง
โศกนาฏกรรมนี้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 100 คน และบาดเจ็บกว่า 200 คน โดยทางสหรัฐฯ มีจุดเปลี่ยนสำคัญทางนโยบาย NFPA 101 หรือมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยและการอพยพในทันที โดยกำหนดให้ต้องติดระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติในสถานบันเทิงที่มีจำนวนผู้ใช้บริการเกิน 100 คนทุกที่ นอกจากนี้ การควบคุมจำนวนคนก็เป็นสิ่งจำเป็น และการใช้โฟมที่ติดไฟได้ก็ถูกจำกัด
ที่สำคัญคือ มีการรายงานผลของการจำลองใช้ระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติออกมาว่า การเปิดใช้งานระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติเพียง 2 หรือ 3 ระบบใกล้เวที ก็สามารถควบคุมเพลิงได้แล้วถึง 80-90%
กรณีศึกษาที่ 3 : โศกนาฏกรรมที่ไนท์คลับ “Pulse” ประเทศมาซิโดเนียเหนือ ปี 2568
ใช่ค่ะ โศกนาฏกรรมนี้เกิดขึ้นมาจากสาเหตุเดิม “การใช้ดอกไม้ไฟในที่ร่ม” ซึ่งนี่เป็นอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ที่ดอกไม้ไฟจุดติดวัสดุไวไฟ สถานที่เต็มไปด้วยผู้คน และทางออกไม่เพียงพอ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 59 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 200 ราย เหมือนกับกรณีศึกษาทั้ง 2 อันที่กล่าวมาข้างต้น
การแก้ไข
ทำให้รัฐบาลได้สั่งให้มีการตรวจสอบผับ และคาบาเร่ต์ทุกแห่งในประเทศเป็นเวลา 3 วัน สถานบันเทิงยอดนิยมหลายสิบแห่งถูกสั่งปิดทันที เนื่องจากมีการเปิดดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง หรือขาดระบบดับเพลิงขั้นพื้นฐาน
คำแนะนำด้านมาตรการระดับสากล
ถ้าสังเกตในหลาย ๆ กรณี มักจะมีสาเหตุคล้าย ๆ กันหมด ไม่ว่าจะเป็น ดอกไม้ไฟ วัสดุที่ติดไฟง่าย ความแออัด ทางออกฉุกเฉินไม่เพียงพอ หรือถูกวางของกีดขวางไว้ ไม่มีสัญญาณเตือนภัย และไม่มีระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ แม้ว่าจะเป็นสถานที่ที่แตกต่างกัน แต่ราคาที่ต้องจ่ายกลับเหมือนกัน นั่นคือ “ชีวิตประชาชน”
ซึ่งกรณีศึกษาทั่วโลกที่กล่าวมา สะท้อนว่าเรารู้แล้วว่าสาเหตุคืออะไร แต่ไม่ได้มีการนำกลับใช้หรือแก้ไขเพื่อป้องกันเหตุการณ์อย่างจริงจังสักที ในสถานที่ที่กฎระเบียบการก่อสร้าง และกฎหมายการป้องกันอัคคีภัยที่เคร่งครัดได้ถูกบังคับใช้ หลายชีวิตก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่ในสถานที่ที่ยังไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง แน่นอนว่าประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอยไปเรื่อย ๆ
ทาง Spotlight ขอมาแปะมาตรการระดับสากลที่รวบรวมมาให้ทุกคนอีกรอบ
1. การติดตั้งระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ : ทุกสถานบันเทิงควรบังคับให้ติดตั้งใช้ระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ เพราะนี่เป็นมาตรการที่จะช่วยซื้อเวลาให้ผู้คนสามารถหนีเอาตัวรอดได้ และให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงปฏิบัติการได้ทันก่อนเกิดการสูญเสีย
2. บังคับใช้มาตรการทางออกฉุกเฉิน : ต้องมีการบังคับใช้การจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการสถานที่ การตรวจสอบทางออกฉุกเฉิน และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
3. ห้ามจุดพลุ หรือดอกไม้ไฟในที่ร่มเด็ดขาด
4. การแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ลงนามรับรองอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานต้องรับโทษทางอาญาเท่าเทียมกับเจ้าของอาคาร และผู้จัดการอาคาร
5. มีการจัดระเบียบ และตรวจสอบสถานบันเทิงทุกแห่งใหม่ทั้งหมด
สุดท้ายนี้ หวังว่าการถอดบทเรียนเรื่องนี้ในครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ ของประเทศไทย และหวังว่าข้อมูลทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยให้กับทุกคน