
โลกกำลังเผชิญกับสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วจนจ่อทุบสถิติโลก กำลังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่จะซ้ำเติมวิกฤตด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและเอเชีย
องค์กรกู้ภัยสากล (IRC) ได้ออกโรงเตือนว่า ประเทศกลุ่มเปราะบางอย่าง เคนยา ยูกันดา โซมาเลีย บังกลาเทศ ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน ซึ่งเผชิญความบอบช้ำจากปัญหาภายในอยู่แล้ว กำลังตกเป็นเป้าหมายรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ที่ยากจะต้านทานไหว
ความเสี่ยงในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภัยธรรมชาติ แต่คือ "โดมิโนทางเศรษฐกิจ" ที่จะสะเทือนไปทั่วโลก ธนาคารโลกประเมินว่าหากเอลนีโญพัฒนาตัวเต็มที่ ผลผลิตข้าวในเอเชียใต้และแอฟริกาตะวันออกอาจวอดวายหายไปถึงกึ่งหนึ่ง ซ้ำร้ายสถานการณ์ยังประจวบเหมาะกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางรอบช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยและพลังงานสายสำคัญของโลก ทำให้ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรกรรมพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินเฟ้อด้านอาหาร (Food Inflation) รุนแรงทั่วโลก
สัญญาณอันตรายนี้จะเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกและกระทบต่อปากท้องของประชากรหลายร้อยล้านคนอย่างไร? SPOTLIGHT เจาะลึก ปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อราคาโภคภัณฑ์ และการวิเคราะห์รายประเทศ
ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศแห่งสหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อมูลว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้มีการเร่งตัวอย่างรวดเร็วผิดปกติ โดยมีโอกาสสูงถึงร้อยละ 81 ที่จะกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา ซึ่งคาดว่าจะขึ้นสู่จุดพีก ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม สอดคล้องกับองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ที่ระบุว่า สภาวะความร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตรได้พุ่งสูงทุบสถิติเดิมไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเหล่านักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศต่างชี้ตรงกันว่า นี่คือมหันตภัยสภาพอากาศที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
กลไกของเอลนีโญซึ่งเกิดจากการอ่อนกำลังของ Trade Winds ทำให้น้ำอุ่นแผ่กระจายย้อนกลับมาท่วมท้นมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบแอฟริกาตะวันออกที่จะต้องเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งจัดในช่วงกลางปี ก่อนจะถูกกระหน่ำซ้ำด้วยมหาอุทกภัยในช่วงท้ายปี ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า ความเสียหายจะทวีคูณขึ้นจากการรวมตัวกันของรูปแบบการอุ่นขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดีย ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ชุมชนและภาคเกษตรกรรมที่ไร้กันชนทางเศรษฐกิจจึงอยู่ในสภาวะที่ไร้ความสามารถในการรองรับความเสียหายครั้งใหม่นี้
เมื่อเจาะลึกเป็นรายประเทศ สถานการณ์การทำลายล้างเริ่มส่งสัญญาณให้เห็นเด่นชัดขึ้น ในโซมาเลีย เมืองหลวงโมกาดิชูถูกน้ำท่วมขังซ้ำซาก ระบบเตือนภัยล่วงหน้า FEWS NET ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่า มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดทุพภิกขภัยและการขาดแคลนอาหารขั้นวิกฤตในพื้นที่ทางตอนใต้ หากปริมาณน้ำฝนปลายปีนี้เทียบเท่ากับสถิติเลวร้ายในปี 1997 หรือ 2023 ที่ซัดเอาพื้นที่เกษตรกรรมจมบาดาลและทำให้ผู้คนกลายเป็นผู้พลัดถิ่นหลายแสนคน ขณะที่เคนยาได้ประกาศเปิดใช้งานแผนป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติรองรับความน่าจะเป็นกว่าร้อยละ 82 ที่เอลนีโญจะลากยาวไปตลอดปี เพื่อเตรียมรับมือฝนหลงฤดูที่จะทำลายผลผลิตทางการเกษตร
ในฝั่งเอเชีย บังกลาเทศต้องเผชิญกับเหตุดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันในค่ายผู้อพยพค็อกซ์บาซาร์ ทำให้เกิดผู้พลัดถิ่นเพิ่มขึ้นอีกกว่าหมื่นราย ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อจีดีพีและงบประมาณเยียวยาของประเทศอย่างมหาศาล ส่วนปากีสถานต้องเผชิญกับความต่างสุดขั้วทางเศรษฐกิจ (Economic Dichotomy) ด้านหนึ่งคาดว่า จะเจอกับภัยแล้งที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนรวมต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่อีกด้านหนึ่ง พื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนบริเวณเทือกเขาทางตอนเหนือกลับเสี่ยงเจอน้ำท่วมล้นทะลักจากการละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็ง โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่ยังไม่ฟื้นตัวดีจากอุทกภัยครั้งก่อนจึงเสี่ยงที่จะพังทลายลงอีกครั้ง
มิติที่น่ากังวลที่สุดในเชิงเศรษฐกิจมหภาคคือ คำเตือนจากธนาคารโลกที่ระบุว่า หากเอลนีโญก่อตัวเต็มที่ ผลผลิตข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจและอาหารหลักของประชากรหลายร้อยล้านคนในเอเชียใต้และแอฟริกาตะวันออก อาจปรับตัวลดลงตั้งแต่ร้อยละ 20 ไปจนถึงร้อยละ 50 การขาดแคลนอุปทานในระดับรุนแรงเช่นนี้ จะผลักดันให้ราคาข้าวในตลาดโลกทะยานสูงขึ้น ซ้ำเติมสภาวะเงินเฟ้อและสร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการซื้อหาอาหารของกลุ่มประเทศรายได้ต่ำถึงปานกลาง
ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตสภาพอากาศในครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุ สงขลาลามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงปฏิบัติการโจมตีตอบโต้ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ได้กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมความเสี่ยง เนื่องจากช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งพลังงานและปุ๋ยเคมีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อเส้นทางโลจิสติกส์ถูกคุกคาม ประกอบกับความต้องการใช้ปุ๋ยเพื่อฟื้นฟูการเกษตรเพิ่มขึ้น ต้นทุนปุ๋ยทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงอยู่ก่อนแล้วในปีนี้ จึงมีแนวโน้มที่จะทะยานต่ออย่างไร้เพดาน
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการกู้ภัยสากลและองค์กรพันธมิตร จึงได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างเร่งด่วนไปยังบรรดานักลงทุน ประเทศผู้บริจาค และรัฐบาลทั่วโลก ว่าจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินมาตรการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า ตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าการรอให้ซัพพลายเชนพังทลายและเกิดภัยพิบัติทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ เพราะในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ต้นทุนในการเยียวยาความอดอยากและวิกฤตการณ์เงินเฟ้อภายหลัง จะสูงกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันในวันนี้หลายเท่าตัว